๒๒ ต.ค. ๕๗, ๐๑:๒๐:๓๕ *

ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้เยี่ยมชม กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

  ค้นหาขั้นสูง
  หน้าแรก   กระดานสนทนา   ช่วยเหลือ กฎ กติกา มารยาท เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: []   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงพ่อเล่าเรื่อง...นางมาคันทิยา(เราไม่สามารถห้ามใครไม่ให้ตกนรกได้)กฏของกรรม  (อ่าน ๒๐๘๔ ครั้ง)
๐ สมาชิก และ ๑ ผู้เยี่ยมชม กำลังดูหัวข้อนี้
นายธรรมะ
สัตตมะ
ลำดับสมาชิก: ๘๐๘๖

เวลาที่อยู่ในระบบ:
๑๓ วัน, ๑๗ ชั่วโมง ๔๕ นาที

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทํา สูงต่ำอยู่ที่ทําตัว

***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: ๖๑๕

ระบบการขอบคุณ
  ขอบคุณแล้ว: ๑๕๓๔
  รับขอบคุณ: ๕๓๑๕


เหนื่อย ได้แต่อย่า ท้อ


จังหวัด: นครศรีธรรมราช
ประเทศ: ไทย


ระดับความสามารถ: ๒๐
ประสบการณ์: ๑๑%
พลังชีวิต: ๐.๑%


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ๒๖ ก.ย. ๕๓, ๑๗:๕๖:๔๕ »


หลวงพ่อเล่าเรื่อง...นางมาคันทิยา(เราไม่สามารถห้ามใครไม่ให้ตกนรกได้)กฏของกรรม


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร
ตอนนี้ก็มาฟังเรื่องราวท้องเรื่องของพระนางสามาวดี
แต่ตอนนี้พระนางสามาวดีพักเข้าฉากไปชั่วคราว
ก็มาถึงประวัติของพระนางคันทิยา ( ตัวร้ายในเรื่อง )

พระนางมาคันทิยา อยู่ในแคว้นกุรุ มีพ่อชื่อ มาคันทิยาพราหมณ์ มีแม่ชื่อ มาคันทิยพราหมณี
ตัวเธอเองก็ชื่อ มาคันทิยา เหมือนกัน และก็มีอาชื่อ มาคันทิยพราหมณ์ เหมือนกัน

ปรากฏว่า มาคันทิยานี้เป็นคนสวยมาก ( ตามบาลีท่านบอกว่า สวยมาก ) จะสวยขนาดไหนก็ไม่ทราบ
มีคนเขามาขอเรื่อยๆ แต่ว่าพ่อไม่ตกลง ว่า ลูกสาวของเราสวย ศักดิ์ศรีของคนที่มาขอไม่ดีพอ
จะรอคนที่มีศักดิ์ศรีดี สมกับความสวยของลูกสาว

ต่อมาวันหนึ่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์ ก็เห็นพราหมณี สองคนนี้จะมีวาสนาบารมี
บำเพ็ญบารมีเดิมดีแล้ว เมื่อฟังเทศน์จบย่อๆ จบเดียว เธอจะได้เป็นไพระอนาคามี
หลังจากนั้น บวชในสำนักขององค์สมเด็จพระชินสีห์พ่อกับแม่ คือคันทิยพราหมณ์ กับมาคันทิยาหมณี ก็จะได้เป็นพระอรหันต์

ฉะนั้น ในตอนเช้า องค์สมเด็จพระภควันต์ จึงเสด็จไปยืนอยู่แถวหลังบ้าน ใกล้ทางที่พราหมณ์จะออกไป
วันนั้นพอดีพราหมณ์ มีธุระออกนอกบ้าน ไปเจอะองค์สมเด็จพระพิชิตมารมีรูปร่างน่าตาสวย จึงคิดว่า
ชายคนนี้ควรที่จะเป็นลูกเขยของเรา สวยพอดิบพอดีกับลูกสาวของเราถ้าเป็นสามีของลูกสาวเรา
สวยพอดิบพอดีกับลูกสาวของเรา ถ้าเป็นสามีของลูกสาวเรา จะมีศักดิ์ศรีมาก
จึงเข้าไปหาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค (เขาไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ) ว่า

โภปุริสะ บุรุษผู้เจริญ เธอสวยงามสง่าจริงๆ ฉันมีลูกหญิงอยู่คนหนึ่ง สวยมาก ไม่คู่ควรกับคนอื่น
แต่ถ้ากับเธอคู่ควรกันจริงๆ รออยู่ตรงนี้นะ ฉันจะนำลูกหญิงมาเป็นภรรยาของเธอ

เมื่อฟังตรงนี้แล้ว บรรดาภิกษุหนุ่มทั้งหลาย และสามเณรและญาติโยมที่เป็นหนุ่ม
คิดแล้วเสียวใจนิดหนึ่งว่า ถ้าเราโดนกันแบบนั้นจะทำอย่างไร
สำหรับเณรทั้งหลาย น่ากลัวจีวรหายหมด ผลที่สุดก็จะถูกควายเขาอ่อนขวิดพังไป
ทีนี้บังเอิญเป็นองค์สมเด็จพระสมพระจอมไตร ซึ่งหมดกิเลสแล้ว

องค์สมเด็จพระประทีปแก้วฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร ก็นิ่งเฉยไว้ หลังจากนั้นพราหมณ์ก็เข้าบ้าน
บอกว่านางพราหมณีว่า นี่ยาย แต่งตัวลูกสาวเร็วๆ นะ ฉันไปเจอะลูกเขยรูปหล่อแล้วมันสวยจริงๆ
สมกับลูกสาวของเรา เมื่อพราหมณณ์เดินกลับเข้ามา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงแสดง
รอยพระบาท ที่เขาเรียกว่ากันว่า เจดีย์ ซึ่งมีกงจัก รูปสิงห์ รูปอะไรเป็นต้น ให้ปรากฏรอยอยู่แล้ว
สมเด็จพระบรมครูก็หลีกไปอยู่ใกล้ๆ และบันดาลให้พราหมณ์ไม่เห็นตัว

เมื่อพราหมณีแต่งตัวลูกสาวแล้ว จะไปมอบให้หนุ่ม ออกมาแล้วท่านตาไม่เห็นหนุ่ม หาท่าไรๆ ก็มองไม่เห็น
พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานไม่ให้เห็นองค์ท่าน ในตอนนั้น นางพราหมณีมองดูรอยเท้า ดูแล้วพิจารณาเห็นว่า
เป็นรอยเท้าของคนที่ไม่มีกิเลส ไม่คู่ควรกับการครองเรือน จึงบอกกับท่านตาว่า ตา รอยเท้าคนนี้ไม่มีการครองเรืองแล้ว
คือว่า คนที่มีราคะจริต หนักในราคะ หนักในความรัก เขาจะมีอุ้งรอยเท้าด้านเส้นลึกลง หรือรอยเท้าของคนนี้ท้าโบ๋ขึ้น
ถ้าหนักในโทสะ จะมีรอยเท้าด้านส้นลึกลง หรือหนักในทางส้นเท้า คนที่มีโมหะจะหนักในด้านปลายเท้า
แต่รอยเท้าของคนนี้ เรียบเสมอกันหมด แสดงว่า เป็นคนไม่มีกิเลส

เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์เห็นว่า นางพราหมณีรู้เท่าทันอย่างนั้น ก็แสดงพระองค์ให้ปรากฏ
ตาพราหมณ์ก็บอกว่านี่อย่างไรล่ะ ๆ คนนี้อย่างไร ทีฉันบอกว่าจะเป็นลูกเขย
เขาจึงได้จูงมือของนางมาคันทิยา ลูกสาว จะมามอบให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเข้าบอกว่า
บุรุษผู้เจริญ ลูกสาวของฉันคนนี้ มันสวยแสนสวย พระราชา อำมาตย์ข้าราชบริพารเศรษฐี มหาเศรษฐี
ต่างคนต่างมาขอกันทุกคน แต่ว่าฉันไม่ให้ใคร เพราะมันมีศักดิ์ศรีสู้ลูกสาวฉันไม่ได้
แต่ในตอนนี้ เธอเป็นคนสวยจริงๆ ดูแล้วตั้งแต่เท้าถึงหัว ตั้งแต่หัวถึงเท้า ส่วนสัดดีมาก ผิวพรรณก็สวยงามผุดผ่อง
สมที่จะเป็นสามีของลูกสาวเรา ท่านจงรับลูกสาวของเรา ไปเป็นภรรยาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา มีความปรารถนาจะสงเคราะห์พราหมณ์สองคนผัวเมีย จึงได้ตรัสกับพราหมณ์ว่า
พราหมณ์ ตถาคตเมื่ออกสู่ภิเนษกรมณ์ วันที่จะบรรลุอภิเษกสัมมาโพธิณาญ ลูกสาวของพระยามาราธิราชที่มีนามว่า
นางตัณหา นางราคา นางอรดี ซึ่งเป็นนางฟ้าสวรรค์ชั้นที่ ๖ มีความงามกว่าลูกสาวท่านมาก เรายังไม่มีความต้องการ
ก็ลูกสาวของท่านนี้ แม้จะงามในฐานะมนุษย์ ก็จริงแลแต่ทว่าความงามไม่ทนนาน อายุมากไปเท่าไร
ความแก่เฒ่าก็จะเข้าครอบงำเข้าไปมากเท่านั้น ความเศร้ามากก็จะปรากฏภายนอก ในที่สุดผิวพรรณที่ผ่องใสก็จะกลายเป็นผิวพรรณหม่นหมอง ร่างกายที่มีความสวยสดงดงาม ก็จะโทรมไปทีละน้อย ๆ ถึงวัยกลางคนความงามก็จะสลายไป เหลือมาเล็กน้อยถึงวัยแก่หนังก็จะย่น ความงามก็ไม่ปรากฏ ความที่เป็นคนสวยงดงามก็จะสลายตัวไป และยิ่งกว่านั้น

ร่างกายลูกสาวของท่านเธอเต็มไปด้วย มูตร และ กรีส ( มูตร คือ ปัสสาวะ กรีส คืออุจาระ )ฉะนั้น ในเมื่อร่างกายลูกสาวของเธอแตกต่างกับนางตัณหา นางราคา นางอรดี เพราะนางตัณหา นางราคา นางอรดี นั้น ร่างกายเต็มไปความสวยสดงดงาม เพราะเป็นนามธรรม ไม่มีเหงื่อ ไม่มีไคล ไม่มีน้ำเหลือ น้ำเหลือง น้ำหนอง ไม่มีอุจจาระ ไม่มีปัสสาวะในกาย ตถาคตยังไม่ต้องการ แล้วจะต้องการอะไรกับลูกสาวท่าน ที่ร่างกายเต็มไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ ความจริงอย่าว่าแต่ให้ตถาคตเอามาประดับประคองเป็นภรรยาเลย เวลานี้ แม้แต่เท้าของตถาคตก็ยังไม่อยากจะแตะร่างกายลูกสาวของท่านเลย

พอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเพียงเท่านี้ มาคันทิยามีความมีศักดิ์ศรีใหญ่ ถ้ามีสามีศักดิ์ศรี มีอำนาจวาสนาจะได้รู้จักว่า
วาจาที่ท่านกล่าวมันจะเป็นภัยกับท่านเพียงใด นางสร้างความเจ็บใจไว้ภายใน
แต่ทว่า เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสอย่างนั้น ท่านพราหมณ์ คือ พราหมณ์ผัวก็ดี พราหมณ์เมียก็ดี ฟังวาทะขององค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสแต่เพียงโดยย่อ จิตก็นึก วิปฏิสาร หรือว่ามีความสลดใจว่า โอหนอ เรามีความหลงผิดอยู่มาก ที่ติดในสรีระกาย
คิดว่าร่างกายของเราก็ดีคิดว่าร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี การที่จะแต่งงานกันนี้ ก็เพราะอาศัยรูปกายภายในสมัยก่อนมีความสง่าผ่าเผย
มีความสวยสดงดงาม แต่ทว่าเวลานี้ เราทั้งสองกลายเป็นคนแก่ หูก็ฝ้า ตาก็ฟางหนังก็ย่น ฟันก็ทนจะไม่ไหว มันจะหักหมด ผมก็หงอก ร่างกายหรุดโทรม มองดูตรงไหนก็หาความดีไม่ได้ หาความสวยงดงามแม้แต่น้อยหนึ่งก็ไม่ได้

ตาคิดว่า ยายพราหมณีคนนี้ เมื่อเป็นสาว เรานั่ง ฝัน เรานอนฝันคิดถึงเธอเสมอ จึงได้แต่งงานกัน เพราะมีความคิดว่าเธอสวยสดงดงาม เป็นที่น่ารัก แต่เวลานี้ความสวยสดงดงามของยายไม่มีแล้ว ตรงตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสทุกประการ สำหรับยายก็เช่นเดี่ยวกัน คิดว่า ตาของเรานี้ สมัยหนุ่มๆ ร่างกายร่างกายสมาร์ท สวยงดงาม สง่าผ่าเผย เป็นคนมีความฉลาดเฉลียว เป็นที่ต้องตาของเรานี้เหมือนกับผีดิบเดินได้

แล้วทั้งสองก็คิดว่า ภายในร่างกาย ในเมื่อภายนอกมันเหี่ยวห่ออย่างนี้ หมดความดี ไม่น่าชม ความนิยมภายนอกไม่เหลือ มองเข้าไปดูภายใน นึกถึงตามถ้อยคำที่องค์พระจอมไตรตรัส ก็เห็นผลว่า ร่างกายของเราก็ดี ของเขาก็ดีภายในเต็มไปด้วยน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เต็มไปด้วยอุจจาระ และปัสสาวะ ความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้หลั่งไหลออกมาให้เราเห็นเป็นปกติ แต่เราไม่เคยคิดมัน อาหารที่เราจะกินเข้าไปนั้น เราเลือกแล้วเลือกอีกว่าเป็นของดีแต่ว่า เวลาอาหารถูกถ่ายออกมานี้ ที่เราเรียกว่า อุจจาระ และน้ำที่ถ่ายออกมานี้ เรียกว่า ปัสสาวะ เป็นน้ำที่เราเลือกแล้ว ว่าจะกิน เป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ พอถ่ายออกมา เราเองก็มีความรังเกียจ อุจจาระออกมา เราก็มีความรังเกียจ

ความจริงเราเข้าใจผิดมานาน เวลานี้องค์สมเด็จพระพิชิตมาบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแนะนำให้เราเข้าใจ เหมือนกับองค์หงายของที่คว่ำขึ้นมารับน้ำค้างง ให้มีความชุ่มชื่นฉันใด เมื่อคิดอย่างนี้ กำลังของพราหมณ์ทั้งสอง คือ มาคันทิยพราหมณ์ กับมาคันทิยาพราหมณ์ ก็ได้บรรลุพระอนาคามีในขณะนั้น

แล้วภายหลัง เมื่อองค์สมเด็จพระภควันต์เสด็จกลับไปแล้ว เขาทั้งสองมีความปรารถนาจะติดตามองค์สมเด็จพระประทีปแก้วเพื่อไปบวช แต่ว่าก่อนจะไป ก็ยังห่วงลุกสาวอยู่นิดหน่อย เพราะเธอต้องอยู่คนเดียว จึงไปมอบไว้ให้กับ น้องชายของมาคันทิยพราหมณ์ ก็ชื่อ มาคันทิยพราหมณ์ เหมือนกัน หรือตาม บาลีเรียกให้จำง่ายๆ ว่า จูฬมาคันทิยพราหมณ์ ผู้เป็นอา ก็บอกว่า ฉันทั้งสองจะไปบวชในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ขอเธอมาคันมายาพราหมณ์ผู้เป็นน้องชาย จงปกครองหลานสาวไว้ให้ดี สมบัติทั้งหลายที่มี ก็ขอมอบให้ทั้งหมดเนื้อแท้จริงๆ มาคันทิยพราหมณ์ผู้เป็นน้อง หรืออาของพระนางมาคันทิยา เธอไม่มีภรรยา และเธอก็ไม่มีบุตร ก็รับภาระในการเลี้ยงดูหลานสาว ทั้งสองท่านตายาย คือ มาคันทิยพราหมณ์ กับมาคันทิยาพราหมณี ก็ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาที่เมืองโกสัมพี

หลังจากนั้น เมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงเทศน์จบ ทั้งสองท่านก็บรรลุอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลสูงสุดในพุทธศาสนา และขออุปสมบทบรรพชา สมเด็จพระบรมศาสดาก็ตรัสว่า เอหิ ภิกขุ ซึ่งแปลว่า เจ้าจงมาเป็นภิกษุมาเถิด เพียงเท่านั้นในพระพุทธศาสนา จีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ก็ลอยมาสวมร่างกายสำหรับพราหมณ์จบเกมส์กันแค่นี้ แต่ลูกสาวไม่จบ

เป็นอันว่า พ่อกับแม่ สองคน อย่างไร ๆ ก็ไปนิพพานแน่แต่ว่าลูกสาว อาศัยที่มีจิตใจโกรธองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผูกอาฆาตไว้ใจ วันนั้นเธอไม่พูด แต่ใจคิด ติดใจไว้เสมอว่าบุรุษนี้มีนามว่าพระสมณโคดม เป็นศัตรูร้ายสำหรับเรา เมื่อไรถ้าเรามีโอกาส เมื่อนั้นจะสั่งพิฆาตเข่นฆ่าให้อาสัญ เพราะวาจาที่กล่าวปรามาสเรา

บรรดาเพื่อนภิกษุสามเฌรทั้งหลาย และญาติโยมพุทธบริษัทตอนนี้ท่านอรรถกถาจารย์ ท่านกล่าวถามขึ้นมาภายในท้องเรื่อง ( ท่านถามกันขึ้นมาเอง ) ว่า ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทำให้พราหมณ์สองคนตายายเป็นพระอนาคามี แล้งที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่าอย่างนั้นว่า ลูกสาวแสนสวยของพราหมณ์ที่เขายกมาให้เป็นภรรยา ท่านบอกว่า ร่างกายสกปรกมากเต็มไปด้วยอุจจาระ เต็มไปด้วยปัสสาวะ แม้เท้าของเรายังไม่ยอมจะแตะ เพราะเกรงว่าว่าเท้าจะสกปรกไปด้วย ท่านถามกันเองว่า อย่างนี้ ก่อนที่องค์สมเด็จพระชินสีห์จะตรัส ทรงทราบไหมว่าพระนางมาคันทิยานี้จะโกรธ จะผูกอาฆาต

ท่านก็ตอบกันเองในท้องเรื่องว่า องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ ทรงทราบว่าพูดอย่างนี้นางมาคันทิยาจะต้องโกรธ จะต้องผูกอาฆาต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้หมดกิเลส องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ไม่คำนึงถึงอันตราย ก่อนที่จะสงเคราะห์บุคคลผู้ใด ต้องการอย่างเดียวว่า วาจาที่กล่าวไปแล้วด้วยความจริง ถ้าบรรดามนุษย์ชาย หญิง หรือภิกษุสามเฌร จะบรรลุธรรมพิเศษตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านทรงปรารถอย่างนั้น วาจาประเภทนั้นทำให้เขาบรรลุมรรคผล องค์สมเด็จพระทศพลจะตรัสวาจานั้น (ใครจะโกรธ หรือใครจะไม่โกรธ ก็ช่าง ไม่คำนึงถึง ) องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบแล้วว่า พระนางคันทิยานี้ จะต้องจองล้างจองผลาญ และองค์สมเด็จพระพิชิตมารก็ต้องทราบต่อไปว่า จะต้องจองล้างผลาญคนที่เป็นสาวกใกล้เคียง คนทั้งหลายเหล่านั้นจะมีอันตารายใหญ่ (ที่จะฟังกันในเบื้องหน้า ) แล้วนางก็พระนางคันทิยาเองก็จะต้องถูกฆ่าตายทั้งเป็น เชือดเนื้อ แล้วก็ทอดน้ำมัน บังคับให้กิน ต้องทรมานอย่างหนัก เมื่อพุทธเจ้าตายแล้วจะต้องลงอเวจีมหานรก อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมสัมมาพุทธเจ้าทราบไหม ในฐานะที่องค์สมเด็จพระจอมไตรเป็นสัพพัญญู ก็ต้องตอบว่า พระองค์ทรงทราบ

ถ้าจะถามว่า ถ้าทราบแล้ว ทำไมจึงพูดให้เขาเป็นอันตรายอย่างนี้ ข้อนี้เป็นอันเข้าใจว่า องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงทราบเหมือนกันว่า กฎของกรรมของพระนางคันทิยานี้อย่างไรๆ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น คือ อย่างไร ๆ เธอก็ต้องอิจฉาริษยา เพราะอกุศลบังคับ แล้วในที่สุด นางก็ต้องถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ต้องลงอเวจีมหานรก แต่ว่าเธอต้องไปอเวจีมหานรก ต้องถูกฆ่าตาย แต่ตายเปล่า พ่อและแม่ทั้งสองคนจะไม่ได้พระอริยเจ้าก็เห็นจะขาดความดีไป

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาดาจึงได้ทรงดำริว่า เราจะพูดอย่างนี้หรือไม่พูดอย่างนี้ มาคันทิยาเธอก็ต้องแต่งงานกับพระราชา มีพระนามว่า พระเจ้าอุเทน แล้วในที่สุดเธอก็ทำความผิด ถูกฆ่า แล้วลงอเวจีมหานรก

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงได้ทรงตัดสินใจว่า

กรรมของเธอต้องเป็นอย่างนั้นแล้วไซร้ ทางที่ดีก็ให้พ่อและแม่เป็นพระอริยเจ้าเสียก่อน เพราะเขามีบุญบารมีพอ ฉะนั้นจึงได้ตรัสอย่างนั้น

เมื่อพราหมณ์ทั้งสอง คือ มาคันทิยพราหมณ์ กับ มาคันทิยาพราหมณี เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ท่านมาคันทิยาพราหมณ์ ผู้เป็นน้องชาย ( อาของมาคันทิยา ) จึงได้นำนางมาคันทิยาไปถวายพระเจ้าอุเทนบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวจึงได้มอบหญิง ๕๐๐ เป็นบริวาร ( ตอนเรื่อง วาสุลทัตตา ก็เหมือนกันนะ ท่านมอบหญิง ๕๐๐ เป็นบริวาร ) และก็ตั้งพระนางมาคันทิยาเป็นอัครมเหสีเหมือนกัน มีหญิง ๕๐๐ เป็นบริวาร เรื่องราวในตอนต้นของนางมาคันทิยาก็จบเพียงเท่านี้ (เวลาก็ไม่ยอมจบทั้งนี้เพราะรีบพูด ถ้าจบเสียเลยมันก็เรื่อง )


รวมความว่า ขึ้นชื่อว่า กฎของกรรมที่เป็นอกุศล บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนโปรดทราบ ก็มีหลายคนมานั่งบ่นว่าชาตินี้ทำบุญ กฐินก็ทอด โบสถ์ก็สร้าง วิหารก็สร้าง ศาลก็สร้าง ผ้าป่าก็ทอด สังฆทานก็ถวาย ทำไมป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ พระทำไมจึงไม่ช่วย ท่านอาจจะลืมไปว่า พระก็ป่วยเหมือนกัน อย่างอาตมาผู้พูด เวลานี้ที่พูดก็ป่วย ป่วยตลอดปี ไม่เคยเลิก ป่วยสักที การป่วยประเภทนี้ มันเป็นกรรมของเราเอง คือเนื่องจากปาณาติบาต ในชาติก่อน เราเป็นคนไร้เมตตาปรานี ฆ่าเขา ทำร้ายเขา กรรมนั้นก็มาสนองถึงเรา

ทางที่ดีมีอย่างเดียว คือ สร้างความดีหนีความชั่ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแนะนำไว้แล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงแนะนำว่า ทุกคนจงเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ว่าชายหรือหญิง ที่เกิดมาในโลกนี้ จะพบกับความทุกข์ ที่เราเรียกว่า อริยสัจ เรามีความทุกข์ ถ้าเราเกิดอีกกี่ชาติมันก็พบความทุกข์อย่างนี้ ความทุกข์ที่มันมีมา เพราะอาศัยความไม่เที่ยง ร่างกายมันทรุดโทรมทุกวัน เราคิดว่ามันไม่ทรุดโทรม ทรัพย์สมบัติหามาได้ มันต้องสลายตัวเพราะการใช้สอย เราคิดว่ามันจะไม่ไป พอมันโทรมเข้า มันไปเข้า เราก็เป็นทุกข์ เพราะยึดถือสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง


ฉะนั้น ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ผู้เป็นพี่ และน้อง คือในฐานะที่เป็นลูกของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน จงตัดสินใจว่า การเกิดชาตินี้เราเกิดเป็นชาติสุดท้าย กรรมอะไรที่ทำไว้มันจะสนอง ก็ยอมรับมัน คือว่า
ยอมรับโทษแห่งปาณาติบาตทำให้เราป่วยไข้ไม่สบาย เราก็ยอมรับว่า ฉันใช้หนี้แกเท่านี้นะ
โทษแห่งอทินนาทาน ทำให้ของเสียหาย เราก็ยอมรับว่า ฉันใช้หนี้แกเป็นเท่านี้นะ
โทษกาเมสุมิจฉาจาร ทำให้คนในบังคับบัญชาดื้อด้าน เราก็ยอมรับว่า ฉันชำระหนี้แกชาติสุดท้ายเพียงเท่านี้นะโทษมุสาวาท ทำให้เราเป็นคนพูดดี พูดจริงใครก็ไม่เชื่อ ก็ยอมรับว่า เพราะความชั่วของเราให้ชาติก่อน ก็ชื่อว่าใช้หนี้เป็นชาติสุดท้าย โรคปวดหัว โรคเส้นประสาท โรคบ้า ที่มันเกิดขึ้นในกาล โรคบ้า ที่มันเกิดขึ้นมาในกาลใด ก็ทราบว่า เป็นกรรม ร้ายที่เราเคยดื่นสุรา และเมรัย ก็ยอมใช้มันเป็นชาติสุดท้าย

หลังจากนี้ เราจะไม่เกิดมาเป็นการชดใช้กรรมมันอีก เราจะหลีกกรรมประเภทนี้ คือ หลีกอบายภูมิทั้ง ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน โดยยึดองค์สมเด็จพระพิชิตมาร พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ยอมรับนับถือด้วยความจริงใจหลังจากนั้น ทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ และก็ตั้งใจคิดว่า การเกิดเป็นมนุษย์มีชาตินี้ชาติสุดท้าย ชาติต่อไปไม่มีสำหรับเราอย่างนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นพระโสดาบัน ถ้าทรงอารมณ์พระโสดาบันได้ แล้วก็คิดไปตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงสอนว่า มนุษย์โลกเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการ เทวโลก กับพรหมโลก เป็นสุข ชั่วคราว เราไม่ต้องการ จุดที่ต้องการ คือ นิพพาน แล้วพยายามกำจัด โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง ให้พินาศลงด้วยกำลังความดีของเรา
เอา ละ บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัญญาณบอกหมดเวลา ปรากฏแล้ว ขอลาก่อน ขอความสุขสุขสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนานิกชนทุกท่าน สวัสดี


ที่มา กฎของกรรมเล่มที ๑ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บบอร์ดพลังจิต
๑๕ สมาชิกที่ให้การขอบคุณ: pepsi, gottkung, ~เสน่ห์ack01~, moopuk, สุวรรณปักษี, umpawan, yout, touch_navara, ~เสน่ห์ต้นน้ำ~, berm, Kingkhet, moobin992, โยมเพชร, ธรรมะรักโข, พัน ร. มทบ.๑๑

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ศรัทธา ไม่ใช่ ไสยศาสตร์ ศรัทธา เพื่อ ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีความ ศักดิ์สิทธิ์ ย่อมเกิด ปาฏิหาริย์
vithya
ฉัฏฐะ
ลำดับสมาชิก: ๙๘๐๐

เวลาที่อยู่ในระบบ:
๕ วัน, ๖ ชั่วโมง ๑๓ นาที

**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: ๑๙๕

ระบบการขอบคุณ
  ขอบคุณแล้ว: ๑๖๒๐
  รับขอบคุณ: ๑๑๑๙




ระดับความสามารถ: ๑๑
ประสบการณ์: ๒๙%
พลังชีวิต: ๐.๑%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ๒๗ ก.ย. ๕๓, ๐๖:๕๙:๕๕ »

ตากับยายเปรียบเหมือนบัวพ้นน้ำ ลูกสาวเหมือนบัวโผล่จากตมรังแต่จะเป็นอาหารของปลาและเต่า พระพุทธเจ้ามาโปรดยังมีจิตอกุศลคนบาป
สมาชิกที่ให้การขอบคุณ: umpawan, yout, นายธรรมะ, ~เสน่ห์ต้นน้ำ~, Kingkhet, berm, moobin992, ธรรมะรักโข

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

BRAVO 02
moobin992
จตุตถะ
ลำดับสมาชิก: ๘๒๙๙

เวลาที่อยู่ในระบบ:
๒๑ ชั่วโมง ๒ นาที

ศิษย์ฅนโบราณ รุ่น ๔

****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: ๑๕

ระบบการขอบคุณ
  ขอบคุณแล้ว: ๑๓๐
  รับขอบคุณ: ๑๕๒



จังหวัด: ปราจีนบุรี
ประเทศ: ไทย


ระดับความสามารถ: ๓
ประสบการณ์: ๑๘%
พลังชีวิต: ๐.๑%

totone2002@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: ๒๗ ก.ย. ๕๓, ๒๐:๐๖:๑๒ »

ขอบคุณครับ สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่นำมาแบ่งปันครับ 
สมาชิกที่ให้การขอบคุณ: umpawan, นายธรรมะ, ธรรมะรักโข

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
พัน ร. มทบ.๑๑
สัตตมะ
ลำดับสมาชิก: ๑๕๑

เวลาที่อยู่ในระบบ:
๑๐ วัน, ๑๓ ชั่วโมง ๔๕ นาที

***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: ๔๗๗

ระบบการขอบคุณ
  ขอบคุณแล้ว: ๑๖๒๑
  รับขอบคุณ: ๒๙๔๙



จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
ประเทศ: ไทย


ระดับความสามารถ: ๑๗
ประสบการณ์: ๗๐%
พลังชีวิต: ๐.๑%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: ๒๘ ก.ย. ๕๓, ๐๐:๓๘:๐๑ »

สิ่งทีเคยสร้างบาปในอดีตขอให้ผ่านไปแล้วเริ่มสร้างบุญดีๆใหม่แทนด้วยนะครับ
สมาชิกที่ให้การขอบคุณ: นายธรรมะ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: []   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

MySQL | XHTML | PHP | CSS! | Bp.Or.Th

SMF 1.1.19.|Simple Machines.|Raveesajja.com.