จากสวดพาหุงมหากา สู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

(1/3) > >>

ทรงกลด:
จากสวดพาหุงมหากา  สู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 1/2
ชลธิชา ชาญวิชา

ในกฎแห่กรรมเล่มที่ ๑๗ ข้าพเจ้ากล่าวถึงความมหัศจรรย์ของข้าพเจ้าคือ นายสมศักดิ์ ชาญวิชา ผู้ช่วยนายสถานีรถไฟลพบุรี ได้สวดพหุงมหากา และเกิดความเจริญรุ่งเรือง มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าปฏิบัติตามด้วยความศัทธาอย่างแรงกล้า

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าสวดมนต์เสร็จจะอธิษฐานจิตว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้มีช่องทางทำมาหากิน เพื่อช่วยภาระค่าใช้จ่ายในบ้านเพราะบ้านที่สร้างยังต้องผ่อนอยู่ และขอให้พบกับญาติทางธรรม มาช่วยเหลือเกื้อกูลข้าพเจ้าด้วยเถิด” ไม่นานคำอธิฐานจิตเป็นไปดังปรารถนา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับคุณณัฐวัชร – ศรินยา เมธารมณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคนที่ ๓ ของโลก ในบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง ทั้งสองคนเคยฝึกปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย

จากแม่บ้านธรรมดาคนหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจทำงานกับบริษัทขายตรงแห่งนี้ หลวงพ่อทราบแล้วให้พรว่า “ให้อดทน ตั้งในทำงาน ก่อนสบายต้องลำบากก่อนเสมอ” หลวงพ่อจะแผ่เมตตาให้ ข้าพเจ้ารับพรจากหลวงพ่อแล้วทำงานด้วยความตั้งใจ พร้องทั้งไม่ลืมสวดมนต์แล้วแผ่เมตตาไปด้วย

งานของข้าพเจ้าเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ เดือนแรกขึ้นตำแหน่งผู้จัดการ เดือนที่สองขึ้นตำแหน่งผู้จัดการอาวุโส ขายสินค้าทะลุเป้ามากมาย การทำงานครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สัจธรรมของชีวิตว่า “ตนเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแห่งตน” เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง ที่หลวงพ่อเคยสอยไว้ ข้าพเจ้านำมาปฏิบัติ ข้าพเจ้าทำงานด้วยคาวมจริงจัง กินน้อย นอนน้อย พักผ่อนน้อย ข้าพเจ้าเหนื่อยมาก ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ เลย ความสบายต้องลงทุนด้วยความลำบากก่อนเสมอ เป็นจริงดังที่หลวงพ่อพูด บางวันกลับถึงบ้านด้วยร่างกายเหนื่อยล้า ทำให้ไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระ สวดบ้างไม่สวดบ้าง ทำให้หน้าที่การงานมีปัญหาและอุปสรรค ช่วงที่ข้าพเจ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้รู้สึกสับสนมืดมนอยู่นั้น คืนหนึ่งข้าพเจ้าฝันไปว่า ได้เดินไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เคว้งคว้างมาก มีผู้คนมากมาย มีหลวงพ่อเดินนำพาไป และมีเสียงหนึ่งมากระซิบที่ข้างหูหลายครั้งว่า “ต้องมาเจริญกรรมฐานเจ็ดวัน ชีวิตถึงจะเจริญรุ่งเรือง”

ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาทบทวนความฝัน ตื้นตันใจจนน้ำตาไหลในความเมตตาปราณีของครูบาอาจารย์ ที่ถึงคราวลูกศิษย์อยู่ในฐานะลำบาก หลวงพ่อมีเมตตาเตือนสติ และส่องแสงสว่างแห่งปัญญามาให้

วันหนึ่งมีญาติธรรมโทรศัพท์มาถามข้าพเจ้าว่า จะเข้าปฏิบัติธรรมในโครงการปฏิบัติธรรมถวายเป็นกุศลแด่หลวงพ่อ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๕ ปีของหลวงพ่อ ในวันที่ ๕ – ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๖ นี้หรือไม่ ข้าพเจ้ารีบตอบรับทันที ตั้งใจไปปฏิบัติกรรมฐานเจ็ดวัน เพื่อทดแทนคุณของครูบาอาจารย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยอยู่ถึงเจ็ดวันเลย ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอดทนเพียงไร

ที่มา
http://www.fungdham.com/rule-of-fate.html

ทรงกลด:
จากสวดพาหุงมหากา  สู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 2/2


วันแรกของการปฏิบัติธรรม เดินครึ่งชั่งโมง นั่งครึ่งชั่งโมง จิตเริ่มสงบ เริ่มทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ความผิดพลาดใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำขอตัวเองโดยรู้บ้างไม่รู้บ้าง ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิด ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้พบหลวงพ่อ ที่เป็นผู้ชี้แนวทางให้ข้าพเจ้าพบพระธรรมในพระพุทธศาสนา ทำให้รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหลออกมาดดยไม่รู้ตัว วันที่สี่ของการปฏิบัติธรรม ความเจ็บปวดเกิดขึ้นขณะนั่งกรรมฐาน ปวดเข่า ปวดแขน ปวดขา ข้าพเจ้าคิดลำพองในใจว่า ปวดแล้วกำหนดคงหายเหมือนเมื่อวาน ด้วยความที่ตั้งใจอยากจะชดใช้กรรม ข้าพเจ้าอธิษฐานจิตว่า เวรกรรมใด ๆ ที่ข้าพเจ้าทำมา ข้าพเจ้าขอชดใช้กรรมให้หมด ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงมารับเอาด้วยเถิด สิ้นคำอธิฐานได้ไม่นาน ความปวดเพิ่มทวีความรุนแรง ปวดหัวปวดแขน ปวดทั่วสกลกาย ตั้งสติไม่ได้ ไม่รู้จะกำหนดอะไรก่อน ข้าพเจ้ารู้สึกมึนงง วิงเวียนศีรษะ ใจสั่นอย่างรุนแรง เหงื่อเริ่มแตกเป็นเม็ด ๆ เหมือนคนใกล้จะตาย คิดว่านาทีตายคงรออยู่เบื้องหน้า แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมลืมตาออกจากกรรมฐาน เพราะหลวงพ่อเคยบอกไว้ว่า ไม่เคยมีใครตายเพราะกรรมฐาน ข้าพเจ้ากำหนตั้งสติว่า “รู้หนอ” ”รู้หนอ” รู้ว่ายังมีสติอยู่กับตัวและบอกกับตัวเอง จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ข้าพเจ้าจะทดแทบบุญคุณของหลวงพ่อให้จงได้ ทันทีที่คิดถึงหลวงพ่อ เสียงกริ่งเตือนบอกหมดเวลา ข้าพเจ้าจึงออกจากกรรมฐาน แล้วต่อด้วยอโหสิกรรมแล้วค่อยแผ่เมตตา ทุกครั้งที่มีการแผ่เมตตาและแผ่ส่วนกุศล ข้าพเจ้ามีความปลื้มปีติขนลุกขนผอง ในขณะที่แผ่ส่วนกุศลออกไป

มาถึงวันที่ห้าวันที่หกของการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีความรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ค่อยสะดวก หนักเนื้อหนักตัวเหมือนมีอะไรมารัดตัวไว้ พลันนึกถึงคำของหลวงพ่อที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด” ”ทำความดีต้องฝึกใจ” ข้พเจ้าจึงทำสติให้หมั่นคง ตั้งมั่น อดทน นึกถึงหลวงพ่อแล้วมีกำลังใจอดทนต่อความยากลำบากได้ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ปฏิบัติธรรมได้ครบเจ็บวัน ได้สร้างความดีให้กับตัวเอง บุญกุศลที่เกิดขึ้นข้าพเจ้าขอน้อมถวาบแด่ “หลวงพ่อจรัญ” ที่ข้าพเจ้าศรัทธาและเทิดทูลอย่างสูงสุด

ชีวิตของข้าพเจ้ายังต้องดิ้นรนต่อสู้ต่อไป แต่ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหวกับสิ่งใด ถ้าตราบใดที่ข้าพเจ้าใช้สติในการดำรงชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะละชั่วประพฤติดี และทำหน้าที่ของแม่และของมนุษย์คนหนึ่งให้ดีที่สุด

ลูกสำนึกในพระคุณของหลวงพ่อที่ชี้ทางบรรเทาทุกข์ให้ลูก ในยามที่ลูฏอ่อนแอและท้อแท้หมดกำลังใจ หลวงพ่อทำให้ลูกเกิดแสงสว่างแห่ปัญญษ มีสติ มีความอดทนและเข็มแข็ง เพื่อต่อสู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น

เนื่องในวันเกิดครบ ๗๖ ปี ของหลวงพ่อในปีนี้ บุญกุศลใดที่ลูกกระทำมาขอน้อมถวายแด่หลวงพ่อ ลูกขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ช่วยปกป้องคุ้มครองให้หลวงพ่อมีร่างการที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็ฐ อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูฏและปวงชนตลอดชั่วกาลนานเทอญ

ที่มา
http://www.fungdham.com/rule-of-fate.html

ทรงกลด:
คาถาพาหุง
พุทธคุณ พาหุง มหากา

จากคำสอนหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

หลวงพ่อจรัญ " พระพุทธคุณ อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดูเคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์ อาตมาก็มาดูเหตุการณ์โชคลางไม่ดีก็เป็นความจริงของหมอดู อาตมาก็ตั้งตำราขึ้นมาด้วยสติ บอกว่าโยมไปสวดพุทธคุณเท่าอายุให้เกินกว่า ๑ ให้ได้ เพื่อให้สติดี แล้วสวด "พาหุงมหากา" หายเลยสติก็ดีขึ้นเท่าที่ใช้ได้ผลสวดตั้งแต่ นะโม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา จบแล้วย้อนกลับมาข้างต้น เอาพุทธคุณห้องเดียว ห้องละ ๑ จบ ต่อ ๑ อายุ อายุ ๔๐ สวด ๔๑ ก็ได้ผล "

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

๑. พุทธคุณ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ

๒. ธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ

๓. สังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

ที่มา
http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=19911.0

ทรงกลด:


คำแปล "พาหุงมหากา" หรือ "พุทธชัยมงคลคาถา" มีอยู่ ๘ บท และมีความมุ่งหมายแตกต่างกันทั้งแปดบท กล่าวคือ

 บทที่ ๑ สำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ในการสู้รบ
บทที่ ๒ สำหรับเอาชนะใจคนที่กระด้างกระเดื่องเป็นปฏิปักษ์
บทที่ ๓ สำหรับเอาชนะสัตว์ร้ายหรือคู่ต่อสู้
บทที่ ๔ สำหรับเอาชนะโจร
บทที่ ๕ สำหรับเอาชนะการแกล้ง ใส่ร้ายกล่าวโทษหรือคดีความ
บทที่ ๖ สำหรับเอาชนะการโต้ตอบ
บทที่ ๗ สำหรับเอาชนะเล่ห์เหลี่ยมกุศโลบาย
บทที่ ๘ สำหรับเอาชนะทิฏฐิมานะของคน

เราจะเห็นได้ว่า ของดีวิเศษอยู่ในนี้ และถ้าพูดถึงการที่จะเอาชนะหรือการแสวงหาความมีชัย ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกเหนือไปจาก ๘ ประการที่กล่าวข้างต้น ก่อนที่จะนำเอาตัวคาถาบทสวดมนต์และคำแปลมาไว้ให้จำจะต้องทำความเข้าใจคำ อธิบายบทต่างๆ
ไว้พอสมควรก่อน เพราะความในคาถาเองเข้าใจยาก ถึงจะแปลออกมาก็ยังเข้าใจยากอยู่นั่นเอง เมื่อเราไม่เข้าใจเราอาจจะไม่เกิดความเลื่อมใส จึงควรจะหาทางทำความเข้าใจกันให้แจ่มแจ้งไว้ก่อน

ในบทที่ ๑. เป็นเรื่องผจญมาร ซึ่งมีเรื่องว่าพระยามารยกพลใหญ่หลวงมา พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถเอาชนะได้
จึงถือเป็นบทสำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ในการสู้รบ
คำแปล - พระยามารผู้นิรมิตแขนได้ตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างชื่อ ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องมาองค์พระจอมมุนีก็เอาชนะมารได้ ด้วยทานบารมีด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๒. เรื่องเล่าว่า มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่ออาฬะวกะ เป็นผู้มีจิตกระด้างและมีกำลังยิ่งกว่าพระยามาร พยายามมาใช้กำลังทำร้ายพระองค์อยู่จนตลอดรุ่ง ก็ทรงทรมานยักษ์ตนนี้ให้พ่ายแพ้ไปได้จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะปฏิปักษ์หรือ คู่ต่อสู้
คำแปล - อาฬะวกะยักษ์ผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความยับยั้ง มีฤทธิ์ใหญ่ยิ่งกว่าพระยามารเข้ามาประทุษร้ายอยู่ตลอดรุ่ง องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยขันติบารมี ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๓. มีเรื่องว่าเมื่อพระเทวทัตทรยศต่อพระพุทธเจ้า ได้จัดการให้คนปล่อยช้างสาร ที่กำลังตกมันชื่อนาฬาคีรี เพื่อมาทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่เมื่อช้างมาถึงก็ไม่ทำร้าย จึงถือเป็นบทที่เอาชนะสัตว์ร้าย
คำแปล - ช้างตัวประเสริฐ ชื่อนาฬาคีรี เป็นช้างเมามัน โหดร้ายเหมือนไฟไหม้ป่า มีกำลังเหมือนจักราวุธ และสายฟ้า องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยพระเมตตาบารมีด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๔. เป็นเรื่องขององคุลีมาล ซึ่งเรารู้กันแพร่หลาย คือ องคุลีมาลนั้นอาจารย์บอกไว้ว่าถ้าฆ่าคนและตัดนิ้วมือมาร้อยเป็นสร้อยคอ ให้ได้ครบพัน ก็จะมีฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่ องคุลีมาลฆ่าคนและตัดนิ้วมือได้ ๙๙๙ เหลืออีกนิ้วเดียวจะครบพัน ก็มาพบพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าทรงสามารถเอาชนะถึงกับองคุลีมาลเลิกเป็นโจรและ ยอมเข้ามาบวช กลายเป็นสาวกองค์สำคัญองค์หนึ่งจึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะโจรผู้ร้าย
คำแปล - โจร ชื่อ องคุลีมาล มีฝีมือเก่งกล้า ถือดาบเงื้อวิ่งไล่พระองค์ไปตลอดทาง ๓ โยชน์
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยการกระทำปาฏิหาริย์ ด้วยเดชะอันนี้ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๕. หญิงคนหนึ่งมีนามว่า จิญจมาณวิกา ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า โดยเอาไม้กลมๆ ใส่เข้าที่ท้องแล้วก็ไปเที่ยวป่าวข่าวให้เล่าลือว่าตั้งครรภ์กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ให้ความจริงปรากฏแก่คนทั้งหลายว่าเป็นเรื่องกล่าวร้ายใส่โทษพระองค์โดยแท้ จึงถือเป็นบทที่เอาชนะคดีความหรือการกล่าวร้ายใส่โทษ
คำแปล - นางจิญจมาณวิกาใช้ไม้มีสัณฐานกลมใส่ที่ท้อง ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์ เพื่อกล่าวร้ายพระพุทธเจ้าองค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยวิธีสงบ ระงับพระทัยในท่ามกลางหมู่คน ด้วยเดชะอันนี้ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๖. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะสัจจะกะนิครนถ์ ซึ่งเป็นคนเจ้าโวหาร เข้ามาโต้ตอบกับพระพุทธเจ้าจึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะในการโต้ตอบ
คำแปล - สัจจะกะนิครนถ์ ผู้มีนิสัยละทิ้งความสัตย์ใฝ่ใจจะยกย่องถ้อยคำของตนให้สูงประหนึ่งว่ายกธง เป็นผู้มืดมัวเมาองค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยรู้นิสัยแล้วตรัสเทศนาด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๗. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ให้พระโมคคัลลาน์ อัครมหาสาวกไปต่อสู้เอาชนะพระยานาคชื่อ นันโทปนันทะ ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้มากหลาย จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะเล่ห์เหลี่ยมกุศโลบาย
คำแปล - องค์พระจอมมุนี ได้โปรดให้พระโมคคัลลาน์เถระ นิรมิตกายเป็นนาคราช ไปทรมานพระยานาคชื่อ นันโทปนันทะ ผู้มีฤทธิ์มากให้พ่ายแพ้ด้วยวิธีอันเป็นอุปเท่ห์แห่งฤทธิ์ ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๘. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ผกาพรหม ผู้มีทิฏฐิแรงกล้าสำคัญว่าตนเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถทำให้ผกาพรหมยอมละทิ้งทิฏฐิมานะ และยอมว่าพระพุทธเจ้าสูงกว่า จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะทิฏฐิมานะของตน
คำแปล - พรหม ผู้มีนามว่า ท้าวผกา มีฤทธิ์และสำคัญตน ว่าเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์มีทิฏฐิที่ถือผิดรัดรึงอยู่อย่าง แน่นแฟ้น องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ด้วยวิธีเทศนาญาณ ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ที่มา
http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=19911.0

ทรงกลด:
เมื่ออาตมา(หลวงพ่อจรัญ)ได้พบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว



   คืนวันหนึ่งอาตมานอนหลับแล้ว ฝันไปว่า อาตมาได้เดินไปในสถานที่แห่งหนึ่งได้พบกับพระสงฆ์รูปหนึ่งครองจีวรคร่ำ สมณสารูปเรียบร้อยน่าเลื่อมใส อาตมาเห็นว่าเป็นพระอาวุโสผู้รัตตัญญูจึงน้อมนมัสการท่าน ท่านหยุดยืนตรงหน้าอาตมาแล้วกล่าวกับอาตมาว่า "ฉันคือสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา ฉันต้องการให้เธอได้ไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล เพื่อดูจารึกที่ฉันได้จารึกถวายพระเกียรติแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้เป็น เจ้า เนื่องในวาระที่สร้างพระเจดีย์ฉลองชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งพม่าและ ประกาศความเป็นอิสระของประเทศไทย จากหงสาวดีเป็นครั้งแรก เธอไปดูไว้แล้วจดจำมาเผยแพร่ออกไป ถึงเวลาที่เธอจะได้รับรู้แล้ว" ในฝันอาตมารับปากท่าน ท่านก็บอกตำแหน่งให้แล้วก็ตกใจตื่นนอนใกล้รุ่ง อาตมาก็ทบทวนความฝันก็นึกอยู่ในใจว่าเราเองนั้นกำหนดจิตด้วยพระกรรมฐานมีสติ อยู่เสมอเรื่องฝันฟุ้งซ่านก็เป็นไม่ อาตมาก็ได้ข่าวในวันนั้นแหละว่า ทางกรมศิลปากรทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ใหญ่ในวัดใหญ่ชัยมงคล และจะทำการบรรจุบัวยอดพระเจดีย์ อันเป็นนิมิตหมายการสิ้นสุดการบูรณะ และจะรื้อนั่งร้านทั้งหมดออกเสร็จสิ้น อาตมาจึงได้ขอร้อง ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร ให้เลื่อนการปิดยอดบัวไปอีกวันหนึ่งเพื่อที่อาตมาจะได้นำพระซุ้มเสมาชัย ซุ้มเสมาขอ ที่อาตมาได้สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิมที่พบในเจดีย์ใหญ่ใกล้กับวัดอัมพวัน ซึ่งพังลงน้ำ ที่ก๋งเหล็งเป็นคนรวบรวมเอาให้อาตมาตั้งแต่เมื่อเริ่มมาพัฒนาวัดใหม่ๆ แต่แตกหักผุพังทั้งนั้น หลายสิบปี๊บ อาตมาได้ป่นเอามาผสมสร้างเป็นองค์พระใหม่ ไปร่วมบรรจุไว้ที่ยอดพระเจดีย์บ้าง

   วันนั้นอาตมาเดินทางไปถึงก็ได้เดินขึ้นไปบนเจดีย์ตอนที่สุดบันไดแล้ว มองเห็นโพรงที่ทางเขาทำไว้สำหรับลงไปด้านล่างมีร้านไม้พอไต่ลงไปภายใน ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าลงไปคราวนี้ ถ้าพลาดตกลงไปจากนั่งร้านม้าก็ยอมตายคนที่ร่วมเดินทางมาเขามัวแต่ไปบนลาน ชั้นบน อาตมาก็ดิ่งลงไปชั้นล่าง มีไฟฉายดวงหนึ่ง เวลานั้นประมาณ ๐๙.๐๐ น. อาตมาลงไปภายในแล้วก็พบนิมิตดังที่สมเด็จพระพนรัตน์ได้บอกไว้จริง ๆ อาตมาจึงได้พบว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วท่านได้จารึกถวายพระพร ก็คือบทสวดที่เรียกว่า "พาหุงมหาการุณิโก" ท้ายของนิมิตนั้นระบุว่า "เราสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วศรีอโยธเยศ คือผู้จารึกนิมิตรจนาเอาไว้ถวายพระพรแด่มหาบพิตรเจ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช"

พาหุงมหากาก็คือบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วก็พรพาหุงอันเริ่มด้วย "พาหุงสหัสไปจนถึงทุคคาหทิฏฐิ แล้วเรื่อยไปจนถึงมหาการุณิโกนาโถหิตายะและจบลงด้วยภาวะตุ สัพพะมังคะลัง สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆา นุภาเวนะสะทาโสตถี ภะวันตุเต" อาตมา เรียกรวมกันว่าพาหุงมหากา อาตมาจึงเข้าใจในบัดนั้นเองว่า บทพาหุงนี้คือบทสวดมนต์ที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วได้ถวายให้พระบาท สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้สวดเป็นประจำเวลาอยู่กับพระมหาราชวังและในระหว่างศึกสงคราม จึงปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าทรงรบ ณ ที่ใด ทรงมีชัยชนะอยู่ตลอดมามิได้ทรงเพลี่ยงพล้ำเลยแม้จะเพียงลำพังสองพระองค์กับ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ท่ามกลางกองทัพพม่าจำนวนนับแสนคนก็ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพพม่าด้วยการกระทำ ยุทธหัตถีมีชัยเหนือพระมหาอุปราชาที่ดอนเจดีย์ปูชนียสถานแม้ข้าศึกจะยิงปืน ไฟเข้าใส่พระองค์ในตอนที่เข้ากันพระศพของพระมหาอุปราชาออกไปราวกับห่าฝนก็มิ ปานแต่ก็มิได้ต้องพระองค์ ด้วยเดชะพาหุงมหากาที่ทรงเจริญอยู่เป็นประจำนั่นเอง

อาตมาพบนิมิตแล้วก็ไต่ขึ้นมา ด้วยความสบายใจถึงปากปล่องที่ลงไปเกือบสามชั่วโมง เนื้อตัวมีแต่หยากไย่ เดินลงมาแม่ชีเห็นเข้ายังร้องว่า หลวงพ่อเข้าไปในโพรงนั่นมาหรือ แต่อาตมาไม่ตอบ ตั้งแต่นั้นมา อาตมาจึงสอนการสวดพาหุงมหากาให้แก่ญาติโยมเป็นต้นมา เพราะอะไร เพราะพาหุงมหากานั้นเป็นบทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด มีผลดีที่สุด เพราะเป็นชัยชนะอย่างสูงสุดของพระบรมศาสดาจากพญาวัสวดีมาร จากอาฬาวกะยักษ์ จากช้างนาฬาคิรี จากองคุลีมาล จากนางจิญมาณวิกา จากสัจจะกะนิครนถ์ จากพญานันโทปนันทนาคราช และท่านท้าวผกาพรหม เป็นชัยชนะที่พระพุทธองค์ทรงได้มาด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ และด้วยอำนาจแห่งบารมีธรรมโดยแท้ ผู้ใดได้สวดไว้ประจำทุกวัน จะมีชัยชนะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน มีสติระลึกได้ จะตายก็ไปสู่สุคติภูมิ ขอให้ญาติโยมสวดพาหุงมหากากันให้ทั่วหน้า นอกจากจะคุ้มตัวแล้ว ยังคุ้มครอบครัวได้ สวดมากๆ เข้า สวดกันทั้งประเทศก็ทำให้ประเทศมีแต่ความรุ่งเรือง พวกคนพาลสันดานหยาบก็แพ้ภัยไปอย่างถ้วนหน้า ไม่ใช่แต่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้นที่พบความมหัศจรรย์ของบท พาหุงมหากา แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงพบเช่นกัน โดยมีบันทึกโบราณบอกไว้ว่าดังนี้

"เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองจันทบุรีได้แล้วก็ทรงเห็นว่าสงครามกู้ชาติ ต่อจากนี้ไปจะต้องหนักหนา และยืดยาวจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระยอดธงแบบศรีอยุธยาขึ้นแล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายมาสวดบทพาหุง มหากาบรรจุไว้ในองค์พระและพระองค์ก็ทรงเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระนเรศวร มหาราชด้วยการเจริญพาหุงมหากาจึงบันดาลให้ทรงกู้ชาติสำเร็จ"

   สวดพาหุงมหากากันให้ได้ทุกบ้าน สวดให้ได้มากๆ จะมีแต่ความรุ่งเรือง สวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงสวดชินบัญชร เพราะชินบัญชรนั้นเจ้าประคุณสมเด็จท่านได้สวดบูชาพระอรหันต์ของท่าน ต้องสวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงมาถึงชินบัญชรให้จดจำกันเอาไว้ นั่นแหละมงคลในชีวิต อันที่จริงถ้าเราทำบุญ เราจะได้ยินพระสวดคาถา "พาหุงมหากา" หรือ "พุทธชัยมงคลคาถา" ให้เราฟังทุกครั้ง บางทีเราจะเคยได้ยินพระสวดเจนหูเกินไปจนไม่นึกว่ามีความสำคัญ แท้จริงแล้วคาถาดังกล่าวนี้ มีของดีอยู่ในตัวให้เราใช้มากทุกบททุกตอน เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า อ้างอานุภาพของพระพุทธเจ้า เพื่อนำชัยมงคลมาให้แก่เรา ทุกตอนลงท้ายว่า "ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ" เวลาพระสวดให้เรา ท่านต้องใช้คำว่า "เต" ซึ่งแปลว่า "แก่ท่าน" แต่ถ้าเราจะเอามาสวดหรือภาวนาของเราเอง เพื่อให้ชัยชนะเกิดแก่ตัวเราเอง เราก็จะต้องใช้ว่า "เม" ซึ่งแปลว่า "แก่ข้า" คือสวดว่า "ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ"

ที่มา
http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=19911.0

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป