๑๘ ต.ค. ๖๒, ๒๑:๔๒:๓๔ *

ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้เยี่ยมชม กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

  ค้นหาขั้นสูง
  หน้าแรก   กระดานสนทนา   ช่วยเหลือ กฎ กติกา มารยาท เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: []   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผีขึ้นจากหลุม.......พระอาจารย์จำเนียร  (อ่าน ๓๘๙๗ ครั้ง)
๐ สมาชิก และ ๑ ผู้เยี่ยมชม กำลังดูหัวข้อนี้
ทรงกลด
ผู้อาวุโส
ลำดับสมาชิก: ๑๑๑๐๖

เวลาที่อยู่ในระบบ:
๑๙ วัน, ๑๐ ชั่วโมง ๔๒ นาที

*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: ๒๑๙๙

ระบบการขอบคุณ
  ขอบคุณแล้ว: ๔๔๙๗
  รับขอบคุณ: ๑๓๑๘๗


ศิษย์หลวงโด่ง.....


จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
ประเทศ: Kazakhstan


ระดับความสามารถ: ๓๘
ประสบการณ์: ๑๔%
พลังชีวิต: ๐.๑%


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ๐๔ พ.ย. ๕๔, ๑๗:๔๗:๔๗ »

ผีขึ้นจากหลุม


 พระอาจารย์จำเนียร สีลเสฏโฐ บวชพรรษาที่ ๑ วัดนารีประดิษฐ์ จำวัดในป่าช้า มีพระบวชใหม่ในพรรษานั้น แต่ท่านยังกลัวผี หลวงพ่อจำเนียรจึงต้องการฝึกพระบวชใหม่ ไม่ให้กลัวผีเมื่อกลัวสิ่งใดต้องเข้าไปหาสิ่งนั้น อยู่ใกล้สิ่งนั้นจึงจะหายกลัว ท่านจึงพาพระบวชใหม่ ใครบ้างที่อยากไปจำวัดในป่าช้าคืนนี้ มีผีตายท้องกลมมาฝังไว้ ซึ่งกิตติศัพท์ผีตายท้องกลมเขาว่าดุนักหนา


 ในหนังผีก็กล่าวถึงบ่อย ๆ ได้อาสาสมัครที่จะไปนอนในป่าช้า ๔ องค์ หลวงพ่อพาพระบวชใหม่เข้าป่าช้าจัดให้นอนใกล้ ๆ หลุมผีตายท้องกลม พอดีมีคนมาตามพระอาจารย์จำเนียรให้ไปไล่ผี เพราะผีมาเข้าคน พระอาจารย์จำเนียรจึงออกจากป่าช้ามาทำพิธีไล่ผีที่สิงอยู่ในคน จากนั้นจึงกลับเข้าไปในป่าช้าเพื่อจำวัดตามปกติ เดินไปได้ครึ่งทาง พบพระบวชใหม่ ๔ องค์วิ่งหน้าตาตื่น ละล่ำละลักบอกผีหลอก




 “ผีมันกำลังขึ้นมาจากหลุมพวกผมเลยวิ่งก่อน”
 พระใหม่กลับไปจำวัดที่กุฎิ พระอาจารย์จำเนียรเดินไปที่หลุมผีตายท้องกลมยืนดูอยู่ว่า เมื่อไหร่จะลุกออกมาจากหลุมก็ไม่เห็นมีทีท่าอะไร นั่งสมาธิอยู่ข้าง ๆ หลุม รอให้ลุกมาจากหลุมก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราจนเมื่อยจึงล้มตัวลงนอน ก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น เสียงนั้นดังฟืดฟืด ปุดปุด ๆ มันเอาราแน่หรือ รีบลุกขึ้นนั่งเพ่งมองดูที่หลุมมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า


 เหตุการณ์เป็นปกติอีกลองนอนใหม่ ก็ได้ยินเสียงดังเหมือนเดิมอีก จึงนอนฟังพิจารณาหาเหตุผลของเสียง ก็ความจริงว่าเป็นเสียงศพขึ้นอืด น้ำเหลืองน้ำหนองดันขึ้นออกจากศพ แต่ถูกดินกดทับไว้ จึงแทรกตัวซึมกระจายไปตามดิน ยิ่งใกล้สว่างเสียงยิ่งดังมากขึ้น ดังชัดขึ้นก็เพราะศพบวมอืดมากขึ้นนั่นเอง
 ฟ้าสว่างแล้วจึงออกจากป่าช้าไปบอกพระบวชใหม่ ให้ท่านมาดูว่าผีไม่ได้ลุกมาจากหลุม อย่างที่ท่านเข้าใจ แท้ที่จริงมันเป็นเสียงอะไรกันแน่
 สาเหตุที่นอนจะได้ยินเสียงชัดก็เพราะศพอยู่ใต้ดิน หรือผิวดินเสียงจึงใกล้หูมากกว่าตอนนั่งหรือยืน

http://www.oknation.net/blog/My-fais/2009/12/10/entry-33
๑๑ สมาชิกที่ให้การขอบคุณ: NONGEAR44, Jesus, Kingkhet, ก้านยาว, SukSan, ปุญฺญานุสฺสติ(สิบทัศน์), nobeeta, berm, fork0, banmung, kethom

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เว ทา สา กุ กุ สา ทา เว....ทา ยะ สา ตะ ตะ สา ยะ ทา...สา สา ทิ กุ กุ ทิ สา สา...กุ ตะ กุ ภู ภู กุ ตะ กุ
ทรงกลด
ผู้อาวุโส
ลำดับสมาชิก: ๑๑๑๐๖

เวลาที่อยู่ในระบบ:
๑๙ วัน, ๑๐ ชั่วโมง ๔๒ นาที

*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: ๒๑๙๙

ระบบการขอบคุณ
  ขอบคุณแล้ว: ๔๔๙๗
  รับขอบคุณ: ๑๓๑๘๗


ศิษย์หลวงโด่ง.....


จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
ประเทศ: Kazakhstan


ระดับความสามารถ: ๓๘
ประสบการณ์: ๑๔%
พลังชีวิต: ๐.๑%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: ๓๐ พ.ย. ๕๔, ๒๑:๑๒:๔๒ »

เรื่องนี้อาจจะซ้ำ.....เลยไม่เปิดหัวข้อใหม่...อ่านเพื่อความบันเทิง...และวิจารณญาณตรึกตรองประกอบกัน

มหาสมบัติ

 ปีที่ไปค้นหาถ้ำเสือเป็นปี ๒๕๑๘ แอ่งน้ำย้อยนี้ก็คือถ้ำลูกธนู หรือที่เรียกกันในเวลานี้ว่าถ้ำคนธรรพ์
 ตอนที่พบนั้นปากถ้ำยังพอลอดเข้าไปได้ แต่มันลึกลงไป เมื่อเอาไฟฉายส่องลึกเข้าไปเห็นมีหินย้อยสวยมาก
 ตอนที่ไปพบแอ่งน้ำย้อยหรือปากถ้ำคนธรรพ์นั้น อาตมามาพบชายผู้หนึ่งยืนอยู่ที่นั่น นุ่งกางเกงตัวเดียว ไม่ใส่เสื้อ ร่างสันทัด ผิวคล้ำ ตาคม ท่าทางบ๊อง ๆ ที่แรกอาตมาคิดว่า เป็นชาวบ้านไม่เต็มบาท หรือคนขาด ๆ เกิน ๆ สติไม่ดี เขาถามอาตมาว่า
 “ท่าน มาทำไม”
 อาตมาก็ตอบว่า “เข้ามาสำรวจในที่นี่ โยมอยู่ไหน”
 “อยู่ที่นี่แหละ” เขาตอบพลางชี้มือเข้าไปในป่าแล้วถามว่า
 “ท่านอยากจะเข้าไปดูสมบัติโบราณในถ้ำนี้ไหม
 สมัยเมื่อสร้างพระบรมธาตุมหาเจดีย์ที่นครศรีธรรมราช ผู้คนเอาพระพุทธรูป เอาเงินทองเพชรนิลจินดาจำนวนมากใส่เรือเดินทะเลมาหลายลำ แต่แล้วก็เจอพายุใหญ่ เรือไปไม่ถึงเมืองพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช เรือเหล่านั้นได้แวะเข้าจอดที่อ่าวลูกธนู แล้วขนเอาพระพุทธรูป ตลอดจนเงินทองเพชรนิลจินดา มากมีเข้ามาเก็บซ่อนไว้ในถ้ำนี้
 มหาสมบัติโบราณอยู่ข้างบนจำนวนมาก ส่วนที่อยู่ในถ้ำข้างล่างไม่มาก กาลเวลาทำให้หินย้อยหินงอกปิดบังมหาสมบัติเอาไว้
 ถ้าท่านจะเอามหาสมบัติทั้งหมดจะต้องทำการระเบิดหินย้อยหินงอกออกให้หมดเสียก่อน จึงจะพบมหาสมบัติจำนวนมหาศาลของคนโบราณ
 ท่านขึ้นขี่หลังผมซี ผมจะพาเข้าไปดูชมมหาสมบัติบางส่วนในถ้ำนี้”
 อาตมาก็ตอบไปว่า “เป็นพระสงฆ์องค์เจ้าขี่หลังโยมได้รึ ไม่เอาหรอกน่าเกลียด”
 แต่ชายผู้นั้นก็ยืนยันว่า เขาสามารถจะพาเข้าไปดูชมสมบัติโบราณได้จริง ๆ พระทองคำก็มีเยอะ เขาจะพาเที่ยวดู
 อาตมาก็คิดไปว่า เจ้าคนนี้สงสัยจะสติไม่ดีแน่ หน้าตาท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย หมอคงจะอาศัยบารมีอาตมาซึ่งเป็นพระ เพื่อให้เป็นเพื่อนพาเข้าไปค้นหาทรัพย์สมบัติโบราณที่ปู่โสมหวงแหน ถ้าปู่โสมจะทำอันตรายก็คงจะทำได้ไม่ถนัด เพราะมีพระคืออาตมาเข้าไปในถ้ำด้วย
 อาตมาจึงหาทางเลี่ยงหนีออกจากคน ๆ นี้ โดยบอกเขาว่า จะเดินไปสำรวจทางอื่น
 ขณะนั้นเป็นเวลาตอนเที่ยงแดดแจ่มใส อาตมาจำหน้าตาชายผู้นี้ได้ชัดเจน ก็ยังคิดว่าเป็นคนชาวบ้านที่สติไม่ดีเข้ามาเที่ยวอยู่ในป่า ยังไม่ได้เอะใจสงสัย
 หลายวันต่อมา อาตมาพร้อมด้วยพวกลูกศิษย์มี นายชัยยะ นายยิ่ง นายห้อย ครูไกรศรี นั่งรถส่วนตัวของครูไกรศรีจากตลาดเมืองกระบี่ไปที่ถ้ำเสืออีกครั้ง เพื่อจะออกสำรวจป่าเขาลำเนาไพรย่านนั้นให้ทั่วถึง ตรงที่เป็นทางขึ้นสูง ๆ ก็ช่วยกันเอาเชือกมาผูกไม้ทำบันไดขึ้นไปชั่วคราว พอไปถึงปากถ้ำคนธรรพ์อีกครั้ง อาตมาก็แปลกใจเพราะได้พบชายผู้นั้นอีก
 “เอ๊ะ เจ้าคนนี้ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้อีก หรือว่าจะหาทางเข้าไปลักเอาสมบัติโบราณในถ้ำ” อาตมานึกสงสัย ก็เลยถามเขา
 เขาก็บอกว่า บ้านเขาอยู่ในป่าแถว ๆ นั้น เขาชอบมาเที่ยวดูอะไรต่ออะไรอยู่เสมอ และเขายังได้ชวนอาตมาเข้าไปเที่ยวดูชมสมบัติในถ้ำคนธรรพ์อีก แต่อาตมาไม่อยากจะเข้าไป พวกลูกศิษย์ของอาตมาก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะกลัวว่าในซอกหลืบหรือในรูถ้ำอาจจะมีงูเหลือมกินคน มีงูพิษร้ายหลายชนิด ตลอดจนเสือโคร่ง เสือดาวอยู่ในนั้น เมื่อเข้าไปเจอเข้าอย่างจังหน้าก็ไม่มีทางหนีรอดได้เลย
 ตอนที่อาตมายืนคุยกับชายลึกลับท่าทางสติไม่ดีอยู่นี้ แสงแดดแจ่มจ้าทำให้เห็นหน้าตาชัดเจนว่า เขาเป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่ภาพลวงตา พูดจากันด้วยภาษาปักษ์ใต้รู้เรื่องทุกถ้อยคำ อาตมาก็บอกเขาว่า
 “ถ้ำนี้มีมหาสมบัติของคนโบราณ ถ้าปล่อยปากถ้ำไว้อย่างนี้คงมีสักวันหนึ่งที่จะถูกคนโลภพากันมาค้นหาเอามหาสมบัติโบราณไปกินหมด เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ อาตมาจะขอร้องให้พี่ชายช่วยจัดการปิดปากถ้ำไว้ชั่วคราวก่อน เอาไม้มาทำเป็นประตูถ้ำ เอากุญแจมาใส่ สำหรับค่ากุญแจอาตมาจะเอาสตางค์มาให้ทีหลัง”
 ชายท่าทางบ๊อง ๆ ลึกลับนี้พูดอย่างไรรู้ไหม เขาตอบว่า
 “ไม่ต้องทำหรอกครับ ถ้ำนี้มีพวกคนธรรพ์เฝ้าปกปักรักษาอยู่แล้ว มันเป็นหน้าที่ของพวกเขา ผมไม่มีหน้าที่ไปทำประตูปิดถ้ำได้หรอกครับ”
 อาตมาได้ฟังคำตอบแล้วก็นึกในใจว่า “เออ อย่าไปวุ่นวายเรื่องนี้เลย เจ้าหมอนี่ท่าทางมันไม่เต็มบาท”
 เมื่อคิดอย่างนี้แล้วอาตมาก็เดินเลี่ยงไปสำรวจทางอื่น พบว่าป่าเขาลำเนาดงย่านนี้เป็นป่าพรหมจรรย์ที่สมบูรณ์ที่สุด คือยังไม่มีพวกตัดไม้ทำลายป่าเข้ามาทำให้เสียหาย ป่ายังบริสุทธิ์สดชื่นเหมือนสมัยดึกดำบรรพ์ ที่มันได้ก่อกำเนิดขึ้นมา เช่น ต้นไม้อายุล้านปีในหิน ต้นจิกมหึมาอายุพันปีเป็นต้น
 ต่อมาเมื่อดำเนินการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยบ้างแล้ว อาตมาก็อพยพพระภิกษุจำนวน ๕๓ รูปและแม่ชีจำนวน ๕๖ รูป ออกมาจากสำนักวิปัสสนาวัดสุคนธาวาส ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางมาอยู่ที่สำนักสงฆ์ถ้ำเสือวิปัสสนากรรมฐานเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๘
 ทันทีที่ไปถึง อาตมาก็ร้อนใจรีบปีนป่ายขึ้นภูเขาไปก่อนใคร เพื่อจะดูว่ามีใครขัดขวางหรืออิจฉาริษยาแอบมาปลูกสร้างถาวรวัตถุตัดหน้าอาตมาหรือเปล่า ถ้ามีอย่างนั้นก็แปลว่า ต้องมีปัญหาในการตั้งสำนักวิปัสสนาขึ้นที่ถ้ำเสือ ยุ่งยากแน่
 ตอนนั้นยังไม่มีบันไดทางขึ้นถาวรเหมือนเดี๋ยวนี้ ยังใช้บันไดเชือกผูกติดกับไม้เป็นการชั่วคราวที่ นายปลั่ง นายภูผา ซึ่ง หม่อมหลวงวรวัฒน์ นวรัตน์ ส่งมาช่วย ได้ช่วยกันทำบันไดชั่วคราวนี้
 อาตมาก็ปีนป่ายขึ้นบันไดชั่วคราวนี้ไป เมื่อไปถึงถ้ำคนธรรพ์ อาตมาก็ต้องสะดุ้ง เพราะได้พบเจ้าคนท่าทางบ๊อง ๆ ไม่เต็มบาทคนนั้นยืนอยู่ที่เดิม คือยืนอยู่ปากถ้ำ นุ่งกางเกงตัวเดิม ไม่ใส่เสื้อเหมือนเดิม
 เอ้า คนนี้อีกแล้ว เขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว ถ้าเป็นคนธรรมดาต้องไม่มายืนอยู่ในป่าอันตรายอย่างนี้หรอก เป็นเวลาตั้งสองเดือนแล้วที่เราได้พบคนนี้ครั้งหลังสุด เมื่อพบกันอีกวันนี้หมอก็ยังนุ่งกางเกงตัวเก่าอยู่
 “ถ้าไม่ใช่คน ก็ต้องเป็นผี”
 อาตมาบอกตัวเองในใจ และคิดอยากจะพิสูจน์ดูว่า เป็นคนหรือเป็นผีกันแน่ ถ้าเป็นผีจะต้องมีแต่รูปร่าง เป็นมายาลวงตา แต่เนื้อหนังมังสาที่แท้จริงไม่มี หรือพูดตรง ๆ ก็ว่า ผีที่ปรากฏให้เห็นนั้น เป็นเพียง “เงา” เหมือนเงาในกระจกไม่มีตัวตนที่แท้จริง
 เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว อาตมาก็ทำเป็นชวนคุยพลางเดินเข้าหาจะหาทางจับมือถือแขนดูซิว่ามีเนื้อหนังมังสาไหม
 “พี่ชายทำประตูปิดปากถ้ำแล้วหรือยัง”
 อาตมาถามเจตนาจะให้เผลอตัวเพื่อจะได้กระโดดเข้าจับแขน ขณะเดียวกันก็จับตามองสำรวจรูปร่างหน้าตาก็เห็นว่า เป็นชายรูปร่างหน้าตาเหมือนคนปักษ์ใต้ทั่วไปนั่นเอง
 ดินฟ้าอากาศภาคใต้ที่ได้รับกระแสลมจากทะเลทั้งสองด้าน คือทะเลด้านอ่าวไทยกับทะเลอันดามันประกอบกับภูมิประเทศของภาคใต้ อันชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์มีฝนตกเกือบตลอดปี จึงทำให้ผู้คนมีผิวคล้ำ ตาคมคล้ายพวกแขกมาเลย์
 ชายผู้นี้ก็เช่นเดียวกันผิวคล้ำ ตาคม อายุอยู่ในราว ๔๐ ปี อ่อนกว่าอาตมา
 พออาตมาเดินเข้าหาชวนคุยด้วย พร้อมกับยื่นมือจะจับ เขาก็รีบถอยหลังหนีทันทีพร้อมกับตอบมาว่า
 “หนทางเข้าถ้ำปิดเรียบร้อยแล้ว”
 “ปิดยังไง”
 อาตมาถามพลางเดินเข้าหา และเขาก็ถอยกรูด ๆ ตอบว่า
 “พวกคนธรรพ์เอาหินปิดปากถ้ำไว้ครับ”
 อาตมาก็เดินเข้าไปสู่ที่ปากถ้ำเอาไฟฉายส่องดูให้ชัด ๆ เพราะเงามืดบัง ก็เห็นว่าเป็นสีขาว ๆ คล้ายปูนโบกปิดปากถ้ำไว้ ก็เลยเอามีดพับเคาะ ๆ ดู มันยังเปียก ๆ อยู่ แต่เป็นหินไม่ใช่ปูน ดมกลิ่นดูก็เป็นกลิ่นหินไม่ใช่กลิ่นปูน ไม่มีทราย ไม่มีปูนซีเมนต์ มันเป็นหินล้วน ๆ เอามาโบกปิดปากถ้ำได้ยังไง น่าอัศจรรย์แท้
 อาตมาก็ถอยออกจากปากถ้ำเดินมาหาเจ้าคนนั้น แล้วถามว่า “หินอะไรถึงเหลวจนเอามาอุดปากถ้ำได้”
 เขาก็ถอยหลังตอบว่า “เป็นหินแบบเดียวกันกับหินที่ย้อยลงมาเป็นหินงอกในถ้ำอย่างนั้นแหละ”
 เขาตอบพลางถอยหลังพลางอาตมาก็ทำเป็นถามไปเรื่อย ๆ เดินเข้าหา พอได้จังหวะจะกระโดดกอดมันไว้ แต่ราวกับหมอนั่นรู้ใจ ถอยหลังหนีพลางตอบพลาง
 ตอนนี้อาตมามั่นใจแล้วว่า หมอนี่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพวกวิญญาณแน่ ๆ เพรานอกจากจะเดินถอยหลังหนีไม่ยอมให้เข้าใกล้แล้ว นัยน์ตายังแข็งไม่กะพริบเลย ผิดมนุษย์ทั่วไป
 เขาถอยไปจนติดแอ่งน้ำที่ไหลมาจากซอกภูเขาซึ่งมีต้นไม้ขึ้นรกชัฏ เขาพลิ้วตัวหลบแอ่งน้ำราวกับมีนัยน์ตาอยู่ข้างหลังยังงั้นแหละ พอพลิ้วตัวหลบแอ่งน้ำก็วูบเข้าหาต้นไม้ อาตมาเห็นผิดท่าก็กระโดดตามจะคว้าตัวไว้
 อ้าว หายวับไปเสียแล้วราวกับล่องหน
 ทำเอาอาตมางวยงง รีบเดินค้นหาและวิ่งสกัด ซึ่งถ้าเป็นคนธรรมดาจะหนีไปไม่พ้น เพราะป่ารกชัฏเป็นหย่อม ๆ ถ้าก้มลงมองลอดไปก็จะเห็นอะไรได้ไกล แต่หมอนั่นไม่รู้หายไปได้ยังไง อาตมาวิ่งไปหานายภูผา นายปลั่ง ที่ช่วยกันทำบันได ขึ้นลงภูเขาถามว่า
 “เห็นคนนุ่งกางเกง แต่ไม่ได้ใส่เสื้อวิ่งหนีมาทางนี้ไหม”
 คนทั้งสองบอกว่าไม่เห็นเลย อาตมาจึงวิ่งย้อนกลับไปค้นหาแถวนั้นอีกแต่ก็ไม่พบ หมอนั่นหายไปได้ในพริบตาก็ว่าได้ อัศจรรย์แท้ ไม่ใช่คนแน่ ต้องเป็นผี เป็นวิญญาณเด็ดขาด ที่แปลงร่างเป็นคนมาสนทนากับอาตมา
 คืนนั้นทำวัตรสวดมนต์ไหว้พระเรียบร้อยแล้ว อาตมาก็บอกพวกพระสงฆ์ทั้งหลายว่า ขอให้พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นอาตมาก็เดินฝ่าความมืดบุกป่าไปเรื่อย ๆ
 ป่าย่านนั้นมีเสือมีงูพิษและสัตว์ร้ายหลายชนิดแต่อาตมาเฉย ๆ ไม่นึกกลัวเลย คิดว่าการเดินตัวคนเดียวในตอนกลางคืนเช่นนี้อาจจะพบหมอนั่นซึ่งเป็นผี หรือพบพวกผีทั้งหลายที่สิงสู่อยู่ในป่าเขาย่านนั้นแต่ไม่พบอะไรเลย
 ถ้ำคนธรรพ์ ซึ่งชายลึกลับไม่ใส่เสื้อเล่าให้ฟังว่า เป็นที่เก็บซ่อนมหาสมบัติส่วนใหญ่ไว้นั้น จากการตรวจสอบด้วยกระแสญาณของพระและแม่ชีตรงกันว่า ถ้ำนี้ในอดีตเคยมีพระธุดงค์มาบำเพ็ญธรรม ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่ ๔ องค์ เป็นถ้ำที่งดงามวิจิตรพิสดารมาก มีเทวดาเฝ้ารักษาแต่น่าเสียดายที่พวกวิญญาณชั้นสูงหรือเทพคนธรรพ์ได้ใช้หินปูนโบกปิดปากถ้ำเสียแล้ว
 ส่วนในเขานั้นเมื่อก่อนคนธรรพ์เดินเรียกพระลุกขึ้น เรียกหลายองค์
 ครั้งหนึ่งอาจารย์วิลาส ตอนนี้สึกไปเป็นฆราวาสแล้วบวชมาหลายพรรษาพูดกันเรื่องคนธรรพ์เรียกเรื่องอะไรต่าง ๆ กันอยู่ข้างใน อบรมพระเสร็จแล้วก็คุยพิเศษอาจารย์วิลาสว่าตาฝาดบ้าง เห็นเองบ้าง มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าผมเห็นผมจึงเชื่อ
 อาตมาก็ว่า “คุณก็ต้องได้เห็นเองล่ะจึงเชื่อ คุยกันในหมู่ผู้ที่เห็น คุณไม่เกี่ยวไม่ได้พูดให้คุณเชื่อนี่” ก็พูดว่าหลายคำ พอท่านออกเดินไปกุฏิ คนธรรพ์ถือไม้ดุ้นหนึ่งด้วย มาถึง
 “คุณวิลาส คุณระวังปากไว้พูดทีหลังให้ระวังไม่ดี สิ่งใดในโลกนี้ลึกลับมาก มีหรือไม่มีไม่จำเป็นต้องพูดประมาทให้คุณระวังตัวนะคุณจะเดือดร้อน”
 พูดในทางขู่และทำท่าว่าจะตีด้วยไม้ ท่านวิลาสก็วิ่งไปหาเพื่อนบอกว่า
 “เจอแล้ว ๆ เห็นแล้วถือไม้จะตี”
 ก็มานอนอยู่กับเพื่อนในหอประชุม พอรุ่งเช้าอาจารย์วิลาสก็หนีไปอยู่ที่ปัตตานี ไม่อยู่แล้ว เลยบอกพระด้วยว่าให้ไปบอกอาจารย์จำเนียรว่าเจอแล้ว แต่เขาถือไม้แล้วเราสบประมาทเขา เขาก็เตือนว่าทีหลังให้ระวังคำพูดคิดว่าอยู่ไปก็คงจะเดือดร้อนอันตรายก็เลยไม่อยู่ ท่านวิลาสตั้งแต่นั้นมาไปอยู่ปัตตานีตลอดจนสิกขาลาเพศไปแล้ว
 อันนี้ทำให้เราคิดว่าคนธรรพ์นี่คงมีเนื้อมีหนัง ไม่ใช่มีแต่วิญญาณอย่างเดียว คงจะมีเนื้อหนังสังขารเพราะการที่เห็นกายชัดว่าเป็นเนื้อจับตัวได้
 ครั้งแรกถามคนธรรพ์ว่าบ้านอยู่ไหน คนผู้ชายก็บอกบ้านอยู่ไปทางคลองใหญ่ อาชีพก็บอกว่า ทำไร่และออกจ่ายตลาด ตอนนั้นเราเข้าใจว่าเป็นคนที่ไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์หรือสติไม่สมบูรณ์ก็เลยไม่สนใจมากครั้งที่สองนี่สนใจแต่จับตัวเขาไม่ได้

ที่มา
http://www.oknation.net/blog/My-fais/2009/12/10/entry-52
สมาชิกที่ให้การขอบคุณ: ปุญฺญานุสฺสติ(สิบทัศน์), berm, banmung

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Monkey_King
ทุติยะ
ลำดับสมาชิก: ๑๓๗๓๑

เวลาที่อยู่ในระบบ:
๔ ชั่วโมง ๕๙ นาที

**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: ๑๔

ระบบการขอบคุณ
  ขอบคุณแล้ว:
  รับขอบคุณ: ๓๐




ระดับความสามารถ: ๓
ประสบการณ์: ๙%
พลังชีวิต: ๐%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ๐๒ ธ.ค. ๕๔, ๐๘:๒๔:๒๑ »

 สุดยอดเลยครับ ถ้ามีเวลามาเล่าต่ออีกนะครับ รอๆๆๆๆๆๆปูเสื่อรอครับ
สมาชิกที่ให้การขอบคุณ: banmung, ทรงกลด

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยันตะนุภาภะหะวาราอิติ
หน้า: []   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

MySQL | XHTML | PHP | CSS! | Bp.Or.Th

SMF 1.1.21.|Simple Machines.|SiamNakhon.com.