กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10
71


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๖๔...

...อยู่กับปัจจุบันธรรม ด้วยการเจริญสติ
และสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ไม่หนีปัญหา
ด้วยการหลบเข้าอารมณ์สมาธิ ใช้สติและ
ปัญญาพิจารณาหาเหตุ หาปัจจัยของอารมณ์
ทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วเข้าไปดับที่เหตุ
โดยการพิจารณาให้เห็นทุกข์ เห็นภัย เห็นโทษ
เห็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ของอารมณ์
ทั้งหลายเหล่านั้น จนเกิดความกลัวความ
ละอายต่ออกุศลจิตทั้งหลาย เกิดธรรมสังเวช
ขึ้นในจิต เพื่อให้จิตถอดถอนจากการยึดถือ
จนเกิดความเบื่อหน่ายจางคลาย เกิดการ
ปล่อยวาง เมื่อจิตไม่เข้าไปเกี่ยวข้องยึดถือแล้ว
มันก็ดับเหตุไปได้ครั้งหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องพยายาม
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นความเคยชิน
ความชำนาญ ในการคิดพิจารณา รู้เท่าทันอารมณ์
ทั้งหลายที่เกิดขึ้น และดับอารมณ์เหล่านั้นให้ได้
รวดเร็วขึ้น จนเป็นวสี เป็นอุปนิสัย แล้วเราจึง
จะปลอดภัยจากกระแสโลก
...การฝึกจิตนั้นต้องกระทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ไม่มีเวลาหยุดพัก เพราะการเจริญสตินั้นต้องทำ
ในทุกโอกาส เพื่อให้สตินั้นมีกำลังเพิ่มยิ่งๆขึ้น
เพื่อให้เห็นการเกิดดับของสรรพสิ่ง และละวาง
อารมณ์ที่เป็นอกุศลจิตให้รวดเร็ว ซึ่งสิ่งนั้นต้อง
อาศัยกำลังของสติสัมปชัญญะและองค์แห่ง
คุณธรรมเป็นตัวเข้าไปจัดระบบความคิดทั้งหลาย
ของจิต โดยมีสมาธิคือจิตที่สงบนิ่ง เป็นบาทฐาน
แห่งการพิจารณา ทุกเวลาที่ผ่านไปนั้น จึงเป็น
การปฏิบัติธรรม.....
...แด่วันหนึ่งที่ผ่านมาและวันเวลาที่เหลืออยู่...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ – สมณะไร้นาม...
...๒๒ มกราคม ๒๕๖๕...
72


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๖๓...

...ปรารภธรรมในยามก่อนรุ่งอรุณ...
...วันเวลาที่ผ่านไปทุกขณะจิตนั้น
มันเป็นการสั่งสมประสบการณ์ของชีวิต
สอนให้เรานั้นได้คิดได้พิจารณาเพิ่มขึ้น
ขอให้เรานั้นมั่นคงในจุดยืนของการ
ดำเนินชีวิตที่คิดจะสร้างจะทำก่อกรรมดี
สร้างมงคลให้กับชีวิต เพื่อจะได้พัฒนา
ทางจิตให้เจริญก้าวหน้าในทางธรรม
การเจริญสตินั้นจึงเป็นงานที่ต้อง
กระทำอยู่ตลอดเวลา
...กาลเวลานั้นย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไป
ไม่มีเวลาที่จะสิ้นสุดและหยุดนิ่งสรรพสิ่ง
ย่อมเคลื่อนไหว โลกนั้นแปรเปลี่ยนไป
อยู่ตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง กระแส
แห่งโลกนั้นจึงไม่มีวันที่จะสิ้นสุดและ
หยุดอยู่ แต่จิตของมนุษย์นั้นย่อมมีวัน
ที่จะสิ้นสุดและหยุดนิ่ง ถ้าได้รู้และ
ได้เห็นความเป็นจริงของชีวิตจิตวิญญาน
สิ้นสุดด้วยการที่รู้จักพอโดยไม่ร้องขอ
และแสวงหาอีกต่อไป
...ความสำเร็จของชีวิตนั้นคือรางวัล
ของชีวิต ซึ่งมิได้วางไว้ในจุดเริ่มต้น
ของการเดินทาง การทำงานทุกอย่าง
ย่อมมีอุปสรรคและปัญหา
...เหมือนกับคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า
เส้นทางนั้นมิได้โรยด้วยดอกกุหลาบ
ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ การเดินทาง
ของชีวิตนั้นยังไม่จบ ไม่มีคำว่าล้มเหลว
ในชีวิตเพราะสิ่งที่ผ่านมานั้นคือบทเรียน
บทเรียนของชีวิตที่จะพัฒนาจิตของเรา
ให้ก้าวเดินต่อไป....

... ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต ...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๒๑ มกราคม ๒๕๖๕...
73


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๖๒...

...คือสายลมที่พัดผ่านกาลเวลา...
...วันเวลาของชีวิตที่ผ่านไปใน
แต่ละวันนั้น ใช้ชีวิตตามปกติวิสัย
ที่เคยเป็นมา เหมือนกับว่าไม่ได้
ทำอะไร ภายนอกนั้นเคลื่อนไหว
ไปตามปกติ พบปะพูดคุยสนทนา
แลกเปลี่ยนกับผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งหลาย
เมื่อเขาลากลับไปทุกอย่างก็คืน
สู่ความเป็นปกติ
...เพราะการปฏิบัตินั้นเป็นการทำที่จิต
ไม่ใช่ที่กาย การมีสติและสัมปชัญญะ
ระลึกรู้อยู่ภายใน มีความรู้ตัวทั่วพร้อม
ในสิ่งที่คิดและกิจที่กำลังกระทำอยู่
ไม่ใช่การสร้างรูปแบบภายนอกขึ้นมา
เพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม
มันไม่ใช่การแสดงออกทางกาย
...แต่เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม
นั้นคือการพัฒนาที่จิต เปลี่ยนแปลง
ความคิด พัฒนาจิตให้มีคุณธรรมสูงขึ้น
น้อมนำจิตนั้นเข้าสู่ความเป็นกุศล ฝึกฝน
จนให้เกิดความชำนาญ ในกระบวนการ
แห่งความคิดจิตสำนึกทั้งหลาย ด้วยการ
มีสติและสัมปชัญญะที่เป็นกุศล ควบคุม
ตนในสิ่งที่กำลังคิดและกิจที่กำลังทำ
ไม่ให้อกุศลกรรมเกิดขึ้นมาได้ในขณะนั้น
...เพราะการเจริญวิปัสสนานั้นดูจาก
ภายนอกแล้ว เหมือนกับว่าไม่ได้ทำ
อะไรเลย เพราะเป็นการกระทำที่จิต
มันไม่มีรูปแบบภายนอกทางกายที่
ตายตัว ว่าต้องมีท่าทางอย่างนั้นอย่างนี้
จึงจะเป็นการปฏิบัติวิปัสสนา มันอยู่ที่จิต
คือการมีสติและสัมปชัญญะ ควบคุมที่จิต ควบคุมความคิดและการกระทำ มันเป็น
การทำภายใน รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้นเอง
ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังคิดอะไรอยู่
และสิ่งที่คิดและที่ทำนั้นเรามีเจตนาอย่างไร เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยกุศลหรือไม่
" ไม่มีใครรู้ซึ้ง เท่าหนึ่งจิต "ในสิ่งที่กำลัง
คิดและกำลังกระทำเท่าตัวของเราเอง
ถ้าเรามีสติและสัมปชัญญะที่สมบูรณ์อยู่
ทุกขณะจิต ทุกเวลาของชีวิตที่ผ่านไป
นั้นคือการได้ปฏิบัติเข้าหากุศลธรรม
น้อมนำชีวิตไปสู่ทิศทางที่ดี จึงเป็นสิ่งที่
ควรคิดและกิจที่ควรทำ...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๒๐ มกราคม ๒๕๖๕...
74


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๖๑...

...มนุษย์ทุกคนมีความคิด
ถูกหรือผิดต่างรู้อยู่แก่ใจ
แต่ที่ยังกระทำลงไปในสิ่งผิด
เป็นเพราะขาดจิตสำนึกแห่งคุณธรรม
ที่จะหักห้ามมิให้กระทำผิด
จิตสำนึกต้องผ่านการฝึกฝน
ฝึกนึกฝึกคิดปรับจิตให้เป็นกุศล
ฝึกพูดในสิ่งที่เป็นมงคลแก่ตนและผู้อื่น
ฝึกกระทำในสิ่งที่คิดและพูดที่เป็นความดี
เพียรกระทำอย่างนี้อย่างสม่ำเสมอ
จนเกิดเป็นความเคยชินและติดเป็นนิสัย
...จิตสำนึกแห่งคุณธรรม
คือความรู้สึกละอายและเกรงกลัวต่อบาป
และเมื่อเราไม่กล้าทำบาปเราจะทำความดี
คนทำความดีจิตใจจะอ่อนโยนมีเมตตา
รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ
ละความเห็นแก่ตัวลงไปได้ตามสภาวะ
...การปฏิบัติธรรม สิ่งที่ได้มาคือคุณธรรม
ภูมิธรรมและภูมิปัญญา เรามิได้ฉลาดขึ้น
แต่เราได้เห็นความโง่ของตัวเองมากขึ้น
เห็นในสิ่งที่เรายังไมรู้และเห็นในสิ่งที่
เรายังหลงติดอยู่
...เรามิได้เก่งกล้า แต่เราได้เห็นความ
อ่อนแอและความขี้ขลาดหวาดกลัวที่
ซุกซ่อนอยู่เราทำกล้าเพราะว่าเรากลัว
เพราะกลัวจึงกล้า
...อย่าเชื่อทันทีมันจะทำให้งมงาย
อย่าปฏิเสธทันทีมันจะเสียประโยชน์
พิจารนาไตร่ตรองทดลองทำพิสูจน์ดู
แล้วจึงตัดสินใจ...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๙ มกราคม ๒๕๖๕...
75


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๖๐...

...ชีวิต..จิต..วิญญาณ
ต่างต้องการดิ้นรนแสวงหา
เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข
แม้นเพียงน้อยนิดก็ยินดี
ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป
...มนุษย์
เสพสุขอยู่กับความฝัน
จินตนาการไปกับคืนวัน
สร้างฝันเพื่อปลอบใจตนเอง
บางครั้งก็สุขสมหวัง
บางครั้งพลาดพลั้งฝันสลาย
สลับสับเปลี่ยนกันไป
ไม่มีอะไรจริงแท้และแน่นอน
...ฝันไปเถิดเจ้าจงฝัน
ฝันให้ไกล ไปให้ถึงซึ่งความฝัน
อย่าท้อแท้เลิกร้างเสียกลางคัน
จงสานฝันนั้นให้เห็นความเป็นจริง
...เพื่อเป็นรางวัลแก่ชีวิต จิต วิญญาณ....

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๘ มกราคม ๒๕๖๕...
76


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๙...
...ปรารภธรรมและคำกวีในยามก่อนรุ่งอรุณ...

...สายลมยังเปลี่ยนทิศ จิตคนก็เปลี่ยน
แปลง เมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์มา
แอบแฝง เจตนาที่เคยบริสุทธิ์ก็หายไป
เพราะใจนั้นไม่มั่นคงในพระสัทธรรม
ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ ก่อเกิด
ซึ่งอกุศลกรรม อกุศลจิต ลืมหมู่มิตรและ
ครูบาอาจารย์...

๐ สายลม พัดพา ความหนาว
เรื่องราว ของเช้า วันใหม่
ยอดสน ต้องลม แกว่งไกว
เอนไป ตามสาย ลมแรง
๐ หมู่เมฆ บนฟ้า กระจาย
ลับหาย เมื่อยาม ต้องแสง
ฟ้าใส อากาศ เปลี่ยนแปลง
แสดง ถึงกาล เวลา
๐ เปลี่ยนแปลง ไปตาม วิถี
ที่มี มานาน หนักหนา
คู่โลก คู่กาล นานมา
ดินฟ้า อากาศ ฤดู
๐ โลกนี้ มันเป็น เช่นนั้น
แปรผัน ตามที่ เป็นอยู่
เอาโลก นั้นมา เป็นครู
เรียนรู้ กับโลก ด้วยธรรม
๐ ฝึกฝน ปรับกาย ปรับจิต
เพื่อคิด ให้พบ สุขล้ำ
น้อมกาย น้อมจิต น้อมนำ
เอาธรรม มาเป็น อารมณ์
๐ เรียนรู้ ฝึกทำ กรรมฐาน
ตามกาล เพื่อความ เหมาะสม
ทางโลก ทางธรรม กลืนกลม
ผสม ให้เป็น หนึ่งเดียว
๐ เอาธรรม นำทาง สร้างสรรค์
ร่วมกัน เข้ามา เกาะเกี่ยว
รวมกาย รวมจิต กลมเกลียว
กายเดียว จิตเดียว รู้ทัน
๐ ตามดู ตามรู้ กายจิต
พินิจ ด้วยจิต สร้างสรรค์
ดูกาย ดูใจ ทุกวัน
ให้ทัน กับความ เปลี่ยนแปลง
๐ ทุกอย่าง มีเกิด และดับ
สลับ ไปทุก หนแห่ง
ทำไป ตามที่ มีแรง
แสดง ให้เห็น เป็นจริง
๐ ความจริง คือพระ ไตรลักษณ์
คือหลัก ของทุก สรรพสิ่ง
คือโลก แห่งความ เป็นจริง
จิตนิ่ง สงบ พบธรรม.....

... ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๑๗ มกราคม ๒๕๖๕...
77


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๘...

๐ ธรรมทาน ๐
...ธรรมทานนี้เลิศกว่าทานทั้งหลาย...
...การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคล
ผู้เงี่ยหูลงรับฟัง นี้เลิศกว่าการพูด
ถ้อยคำอันเป็นที่รัก
...การชักชวนผู้ไม่ศรัทธา ให้ตั้งมั่น
ทรงไว้ ได้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา
...ชักชวนผู้ละเมิดศีล ให้ตั้งมั่น
ทรงไว้ ได้ถึงพร้อมด้วยศีล
...ชักชวนผู้ไม่อยากให้ ให้ตั้งมั่น
ทรงไว้ ได้ถึงพร้อมด้วยการปันให้
...ชักชวนผู้มีปัญญาทราม ให้ตั้งมั่น
ทรงไว้ ได้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย
...จากพระไตรปิฎก ภาษาไทยฉบับหลวง
เล่มที่ ๒๓ “ พลสูตร “ ข้อที่๒๐๙...
...สภาวธรรมเป็นของเฉพาะตน
รู้ได้ด้วยการปฏิบัติ เหมือนดั่งคำ
โบราณท่านกล่าวว่า" สิบปากว่า
ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่า
มือคลำ สิบมือคลำ ไม่เท่าทำเอง "
...การเข้าใจในสภาวธรรมเกิดขึ้น
ในจิต มิใช่คิดไปเอง แยกอารมณ์
ความรู้สึกออกจากกัน มีสติตั้งมั่น
ไม่เสื่อมคลาย ทำความเข้าใจใน
สภาวะจิต ว่าความคิดนั้นเกิด
จากสิ่งใด สัญญา อุปาทาน ผัสสะ
แล้วจะพบสภาวธรรมที่แท้จริง
...พฤติกรรมภายนอกไม่สามารถ
บ่งบอกสภาวะภายในได้เสมอไป
สภาวะจิต สภาวธรรมนั้นอยู่ภายใน
เป็นของที่รู้ได้เฉพาะตน...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๖ มกราคม ๒๕๖๕...
78


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๗...

...การปลดเปลื้องภาระทั้งหลายใกล้
จะสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้ พยายามเร่งบริหาร
จัดการให้ทุกอย่างที่วางแผนไว้ให้ลงตัว
ให้ทุกอย่างเดินต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง
รอวันเวลาที่จะกลับคืนสู่สามัญ เพื่อเดินไป
ตามเส้นทางที่มุ่งหวังและตั้งใจ กลับไปสู่
ธรรมชาติแห่งธรรมอย่างแท้จริง...
...ธรรมชาติแห่งธรรม...
...สรรพสิ่งไม่หยุดนิ่งเคลื่อนไหว
แปรเปลี่ยนไปตามจังหวะและฤดูกาล
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ไม่นานก็ดับสะลายไป
สิ่งใหม่ก็เคลื่อนไหวเกิดข้นแทนที่
เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องสืบต่อเรื่อยมา
จนไม่รู้ว่ามีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป
เพราะว่าจิตใจนั้นหลงใหลเผลอสติ
ลืมกายลืมจิตไม่ได้คิดพิจารณา
จึงไม่รู้ว่ามีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปทุกขณะ...
...ธรรมะเป็นเรื่องของการกระทำ
ไม่ใช่คำสอนที่อยู่ในคัมภีร์หรือใบลาน
ไม่ใช่การอ่านให้จำได้แล้วเอาไปอวดรู้
ธรรมะทั้งหลายอยู่ที่กายและที่จิต
อยู่ในทุกความคิดและทุกอย่างที่ทำ
เพราะว่าธรรมะนั้นคือธรรมชาติของจิต
ที่เปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะเวลาและโอกาส
สอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติทั้งหลาย...
...ดูหนังดูละครแล้วจงย้อนมาดูกาย
ให้ใจนั้นมาอยู่กับเนื้อกับตัว
ไม่หลงเมามัวไปตามกิเลสและตัณหา
มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้และรู้ตัวทั่วพร้อม
น้อมเข้ามาระลึกรู้ถึงกายและจิตของตัวเอง
ดูกาย ดูจิต ให้รู้ความคิด ให้รู้การกระทำ
มีคุณธรรมคือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
คุ้มครองจิตในการที่จะคิดและในการที่จะกระทำ
ทำได้อย่างนั้นแล้วท่านจะพบกับความสุขในชีวิต...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๑๕ มกราคม ๒๕๖๕...
79


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๖...

...เมื่อจิตของเราอยู่กับปัจจุบันธรรม
ทุกอย่างรอบกายที่ได้พบเห็นก็จะเป็น
ธรรมะไปหมด โศลกธรรมต่างๆก็จะ
เกิดขึ้นแก่จิต ซึ่งเรียกว่า" อุทานธรรม "
เพราะจิตกำลังพิจารณาอยู่กับปัจจุบันธรรม
ทำให้อกุศลจิตไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้
ก็เพราะใจของเรานั้นเป็นกุศล ความเป็น
มงคลก็ย่อมมีแก่เรา ผู้รักษาธรรม...

... ปีเก่าหรือปีใหม่ ทำอะไรแล้วหรือยัง..?

๐ ไม่มีคำ อวยพร ที่อ่อนหวาน
เนื่องในกาล เวลา ที่มาถึง
มีแต่เพียง ข้อคิด ให้คำนึง
สิ่งที่พึง ครวญคิด พิจารณา

๐ เคยทบทวน นึกคิด กันบ้างไหม
มีอะไร เป็นแก่นแท้ และเนื้อหา
จากอดีต ของกาล ที่ผ่านมา
สร้างคุณค่า ให้ชีวิต แล้วหรือยัง

๐ วันเวลา ผ่านไป คือสมมุติ
ที่ไม่หยุด อย่าได้ ไปมุ่งหวัง
กำหนดนับ บอกยาม ตามกำลัง
ไม่ให้พลั้ง ให้พลาด คาดคะเน

๐ทุกขณะ ของจิต ที่ตื่นอยู่
ระลึกรู้ กายใจ ไม่หันเห
สติมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ซวนเซ
ไม่โลเล ตั้งใจ ทำให้จริง

๐ ทำในสิง ที่ชอบ ประกอบกิจ
ไม่เป็นพิษ เป็นภัย ในทุกสิ่ง
เอาหลักธรรม นำทาง ใช้อ้างอิง
ให้จิตนิ่ง ระลึกรู้ อยู่ทั่วกาย

๐ มีสติ มีธรรม นำชีวิต
รู้ถูกผิด รู้เห็น ในความหมาย
เพราะหนทาง แห่งความดี มีมากมาย
จงขวนขวาย ประกอบกรรม ทำความดี

๐ ให้ชีวิต ของเรานี้ นั้นมีค่า
คุ้มราคา ที่ได้เกิด บนโลกนี้
การได้เกิด เป็นมนุษย์ สุดจะดี
เพราะว่ามี เวลา จะสร้างบุญ

๐ อย่าให้วัน นั้นผ่านไป โดยไร้ค่า
เพียรเสาะหา ความดี มาเกื้อหนุน
สร้างความดี สะสมไว้ ให้เป็นทุน
บุญเกื้อหนุน จะส่งให้ ได้ไปดี....

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๔ มกราคม ๒๕๖๕...
80


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๕...

...เรื่องของพระนั้นต้องปฏิบัติ
ตามหลักของพระธรรมวินัย
พวกฆราวาสที่ไม่เข้าใจเรื่อง
ของศาสนา อย่าเอาความคิด
ของตนเองมาตัดสิน มันจะเป็น
บาปเป็นกรรมต่อเองและครอบครัว
เพราะจะกลายเป็นผู้ร่วมทำลาย
พระพุทธศาสนาให้เสื่อมลง...

...กวีธรรมจากรอยทางที่ย่างผ่าน...
๐ สายลม พัดพา ความหนาว
เรื่องราว ของเช้า วันใหม่
ยอดสน ต้องลม แกว่งไกว
เอนไป ตามสาย ลมแรง
๐ หมู่เมฆ บนฟ้า กระจาย
ลับหาย เมื่อยาม ต้องแสง
ฟ้าใส อากาศ เปลี่ยนแปลง
แสดง ถึงกาล เวลา
๐ เปลี่ยนแปลง ไปตาม วิถี
ที่มี มานาน หนักหนา
คู่โลก คู่กาล นานมา
ดินฟ้า อากาศ ฤดู
๐ โลกนี้ มันเป็น เช่นนั้น
แปรผัน ตามที่ เป็นอยู่
เอาโลก นั้นมา เป็นครู
เรียนรู้ กับโลก ด้วยธรรม
๐ ฝึกฝน ปรับกาย ปรับจิต
เพื่อคิด ให้พบ สุขล้ำ
น้อมกาย น้อมจิต น้อมนำ
เอาธรรม มาเป็น อารมณ์
๐ เรียนรู้ ฝึกทำ กรรมฐาน
ตามกาล เพื่อความ เหมาะสม
ทางโลก ทางธรรม กลืนกลม
ผสม ให้เป็น หนึ่งเดียว
๐ เอาธรรม นำทาง สร้างสรรค์
ร่วมกัน เข้ามา เกาะเกี่ยว
รวมกาย รวมจิต กลมเกลียว
กายเดียว จิตเดียว รู้ทัน
๐ ตามดู ตามรู้ กายจิต
พินิจ ด้วยจิต สร้างสรรค์
ดูกาย ดูใจ ทุกวัน
ให้ทัน กับความ เปลี่ยนแปลง
๐ ทุกอย่าง มีเกิด และดับ
สลับ ไปทุก หนแห่ง
ทำไป ตามที่ มีแรง
แสดง ให้เห็น เป็นจริง
๐ ความจริง คือพระ ไตรลักษณ์
คือหลัก ของทุก สรรพสิ่ง
คือโลก แห่งความ เป็นจริง
จิตนิ่ง สงบ พบธรรม.....

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๓ มกราคม ๒๕๖๕...
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10