กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10
31


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๙๔...

...การฝึกจิตนั้นต้องกระทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ไม่มีเวลาหยุดพัก เพราะการเจริญสติ
นั้นต้องทำในทุกโอกาส เพื่อให้สติ
นั้นมีกำลังเพิ่มยิ่งๆขึ้น เพื่อให้เห็น
การเกิดดับของสรรพสิ่งและละวาง
อารมณ์ที่เป็นอกุศลจิตที่เกิดขึ้น
ให้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งนั้นต้อง
อาศัยกำลังของสติสัมปชัญญะ
และองค์แห่งคุณธรรมเป็นตัวเข้าไป
จัดระบบความคิดทั้งหลายของจิต
โดยต้องมีสมาธิคือจิตที่สงบนิ่ง
เป็นบาทฐานแห่งการพิจารณา ทุกเวลา
ที่ผ่านไปนั้น จึงเป็นการปฏิบัติธรรม...
...บริหารกาย บริหารจิต จัดตารางชีวิต
ก้าวไปบนสายทางแห่งโลกและธรรม
ซึ่งต้องเป็นไปโดยพร้อมกัน ตราบใดที่
ยังไม่บรรลุซึ่งโลกุตรธรรม...

...ชีวิตมันเป็นเช่นนั้นเอง...

๐ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับ
หมุนสลับ กันไป ทุกแห่งหน
เพราะว่ายัง เวียนว่าย ในวังวน
ยังไม่พ้น จากวัฏฏะ สังขารา

๐ เก่าดับไป สิ่งใหม่ ก็แทนที่
เป็นอย่างนี้ มานาน กันหนักหนา
เพราะโลกนี้ ล้วนแล้ว แต่มายา
จึงเวียนว่าย กันมา ไม่หมดกรรม

๐ เมื่อมีเกิด ก็ย่อม จะมีดับ
เปลี่ยนสลับ กันไป ให้น่าขำ
เพราะกิเลส ตัณหา ชักพานำ
ก่อเกิดกรรม เวียนว่าย ในสายธาร

๐ คือสายธาร ของมนุษย์ ไม่หลุดพ้น
จึงเวียนวน เกิดดับ กับสังขาร
ไม่สิ้นสุด เวียนว่าย มานมนาน
คือสังขาร วัฏฏะ ที่หมุนวน

๐ แต่แนวทาง พุทธะ นั้นละได้
โดยฝึกใจ ให้ชอบ ประกอบผล
ละกิเลส ตัณหา และตัวตน
ก็หลุดพ้น จากกรรม ที่ทำมา

๐ ไม่ต้องกลับ มาเกิด ประเสริฐสุด
ก็เพราะหลุด จากกิเลส และตัณหา
เพราะเห็นทุกข์ เห็นภัย ในมายา
ละอัตตา ละมานะ ละตัวตน

๐ ไม่ก่อกรรม ทำบาป ที่หยาบช้า
ปรารถนา อยู่กับ บุญกุศล
เพิ่มกำลัง บารมี ให้แก่ตน
และฝึกฝน เจริญจิต ภาวนา

๐ มีสติ อยู่กับตัว รู้ทั่วพร้อม
แล้วก็น้อม ตั้งจิต ปรารถนา
ดูความคิด ดูกาย ที่เป็นมา
ให้ปัญญา เห็นทุกข์ และเข้าใจ

๐ เมื่อเห็นทุกข์ เห็นธรรม เพราะทำจิต
เปลี่ยนความคิด ตั้งจิต กับสิ่งใหม่
อยู่กับธรรม มีธรรม ประจำใจ
ก้าวเดินไป ตามทางธรรม พระสัมมา

๐ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
เอาเป็นเหตุ ฝึกฝน และค้นหา
เพื่อให้เกิด สมาธิ และปัญญา
จะนำพา ชีวิต พ้นวังวน...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
32


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๙๓...

...คือกระแสธรรมแห่งกาลเวลา...
...เรียนรู้ทางโลกมามากมาย
แต่ล้วนแล้วเป็นไปเพื่อความ
อยากมี ความอยากได้และความ
อยากเป็น ส่งจิตออกจากตัวเอง
ตลอดเวลา แสวงหาสิ่งนอกกาย
เป็นไปเพื่อความเพิ่มพูนกิเลส
ตัณหาอัตตาและมานะ เรียนไปๆ
กิเลสก็ยิ่งหนา มิได้เบาบางลง
...เรียนรู้ทางธรรม เป็นไปเพื่อ
ความลดละซึ่งความโลภ โกรธ
หลง ละกิเลส ตัณหาและอุปาทาน
ให้มันเบาบางลง เป็นการศึกษา
จากภายนอกเข้ามาสู่ภายในจิต
ในกายของเรา น้อมจิตเข้าสู่ตัวเรา
เรียนรู้ให้รู้จักตัวเราเอง
...ทุกคืนก่อนที่จะหลับไปนั้นจะ
ทบทวนใคร่ครวญ พิจารณาถึง
สิ่งที่ผ่านมาในแต่ละวัน เริ่มจาก
ตั้งแต่ตื่นนอนมาจนกระทั้งจะ
นอนใหม่ ว่าเรานั้นได้ทำอะไร
มาบ้าง อารมณ์ความรู้สึกเป็น
อย่างไร เวลาที่ผ่านไปใจเรา
เป็นกุศลหรืออกุศล อะไรเป็น
เหตุเป็นปัจจัยให้จิตแปรเปลี่ยน
ไปทั้งในทางกุศลและอกุศล
ให้คะแนนความประพฤติแต่ละวัน
ที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นความก้าวหน้า
หรือว่าความเสื่อมของตัวเรา
เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเพียรของเรา
...ความเพียรทั้ง ๔ ประการอันได้แก่...
๑.เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น
ในจิตของเรา เรียกว่า"สังวรปธาน"
๒.เพียรพยายามละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
ในจิตของเรา เรียกว่า"ปหานปธาน"
๓.เพียรพยายามทำให้กุศลเกิดขึ้น
ในความคิดในจิตของเรา เรียกว่า
"ภาวนาปธาน"
๔.เพียรพยายามรักษากุศลที่
เกิดขึ้นแล้วในความคิดในจิต
ของเราไม่ให้เสื่อมไป เรียกว่า
"อนุรักขนาปธาน"
...เป็นความเพียรในมรรคองค์แปด
ที่เรียกว่า"สัมมาวายาโม" คือความ
เพียรชอบ สิ่งนี้เราได้ทำแล้วและ
จะกระทำต่อไป เพื่อให้ทรงไว้ซึ่ง
ความเจริญในธรรม...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
33


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๙๒...

...การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น
เราต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
ต่อชุมชนและคนรอบกาย
เพื่อพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ก่อนที่เราจะร้องขอจากเขานั้น
เราต้องแบ่งปันและให้เขาก่อน
จงเป็นผู้ให้แล้วท่านจะรับการ
ให้ตอบแทน เป็นคำสอนของ
ครูบาอาจารย์ การมีน้ำใจต่อ
หมู่คณะนั้น จะทำให้ท่านได้รับ
ความเกรงใจ
...สรุปลงได้ในหลักธรรมเรื่อง
"พรหมวิหาร " ซึ่งแปลว่าเป็นธรรม
อันเป็นเครื่องอยู่ของพรหม
ธรรมอันเป็นหลักประจำใจ
ของผู้ใหญ่ ธรรมที่ผู้ใหญ่
ควรประพฤติ พรหมวิหารนั้น
เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในใจ
เป็นธรรมที่กระตุ้นให้เกิด
การกระทำ เช่น สงเคราะห์
ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ซึ่งมี
อยู่ ๔ ประการอันได้แก่...
๑.เมตตา คือความรัก ความปรารถนาดี
ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข
๒.กรุณา คือ ความหวั่นไหว ความ
สงสารเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์
คิดจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์
๓.มุทิตา คือ ความพลอยยินดี
ความดีใจด้วย ที่ผู้อื่นมีความสุข
ได้รับความสำเร็จ
๔.อุเบกขา คือความวางใจ
เป็นกลาง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
เมื่อผู้อื่นได้รับความวิบัติ
...ธรรมในหมวดพรหมวิหารนี้ จึงเป็น
สิ่งที่ผู้ใหญ่หรือผู้นำต้องกระทำ ต้องมี
เพื่อให้เกิดความพอดี เสมอกันของ
ผู้ร่วมงาน เป็นธรรมที่จะประสานใจ
ทำให้เกิดความรักใคร่สามัคคีของ
หมู่คณะ...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
34


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๙๑...

...การที่เราจะคิดพิจารณาก่อนที่จะกล่าว
วาจาได้นั้น มันต้องผ่านการฝึกสติการระลึกรู้
การรู้ตัวทั่วพร้อมมาก่อน ให้สติมีกำลังพอ
ที่จะยับยั้งความเคยชินที่เคยกระทำมา
ดั่งคำโบราณที่กล่าวเป็นคำกลอนสอน
สืบต่อกันมาว่า " อันอ้อยตาล หวานลิ้น
ยังสิ้นซาก แต่ลมปาก หวานหู ไม่รู้หาย "
การกล่าวปิยะวาจาจึงเป็นสิ่งที่สมควร
กระทำให้สม่ำเสมอ เมื่อเราอยู่กับผู้คน
ในสังคมที่หลากหลาย...
...กวีธรรม " รอยธรรมและรอยทาง "...
๐ รอยทาง และรอยธรรม
รอยลำนำ คำกวี
รอยทาง นั้นบ่งชี้
ว่าทางนี้ คือทางธรรม
๐ แนวทาง มีมากมาย
ที่จะให้ เรานั้นทำ
เรียนรู้ และจดจำ
แล้วน้อมนำ มาทำตาม
๐ ก้าวพ้น ออกจากทุกข์
ได้พบสุข ทุกโมงยาม
ทางธรรม นั้นงดงาม
ก้าวเดินตาม เส้นทางธรรม
๐ ทางธรรม นำชีวิต
ไม่พลาดผิด จิตใฝ่ต่ำ
กิเลส ไม่ครอบงำ
เพราะมีธรรม นั้นนำทาง
๐ นำทาง สว่างจิต
นำชีวิต ให้ออกห่าง
จากชั่ว คือละวาง
ทำทุกอย่าง ในทางดี
๐ ทางดี คือกุศล
จะเพิ่มผล บารมี
เอาธรรม มานำชี้
สร้างความดี ไว้แก่ตน
๐ ความดี ของชีวิต
เป็นนิมิต แห่งกุศล
ความดี คือมงคล
ติดตามตน ทุกภพไป
๐ ชีวิต ที่ผ่านมา
สร้างคุณค่า แล้วหรือไร
ชีวิต ก่อนสิ้นไป
จงสร้างไว้ ซึ่งความดี...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
35


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๙๐...

..." บัณฑิตควรตั้งตนไว้
ในคุณธรรมก่อน แล้วจึง
ค่อยสอนผู้อื่นภายหลัง
ตนจึงจะไม่มัวหมอง "
... อตฺตานเมว ปฐมํ
ปฏิรูเป นิเวสเย
อถญฺญมนุสาเสยฺย
น กิลิสฺเสยฺย ปญฺฑิโต ...
...วันเวลาที่ผ่านไปสำหรับวันๆหนึ่ง
มีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน อดีตที่ล่วง
ไปแล้วนั้น ผุดขึ้นมาบ้างในบางคราว
ส่วนอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ก็มีบ้างที่ยัง
คิดกังวล แต่ก็ไม่ทำให้ถึงกับทุกข์
...มีสติอยู่กับปัจจุบันธรรมมากกว่า
หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ ลมหายใจ
มันสั้นก็รู้ ลมหายใจยาวมันก็รู้ หายใจ
โปร่งโล่งเบาสบายก็รู้ อยู่กับลมหายใจ
เพียงเท่านั้นก็เพียงพอต่อการปฏิบัติ
สติและปัญญาจะแก่กล้าขึ้นมาเอง
ถ้าเราได้กระทำและฝึกฝนอยู่อย่าง
สม่ำเสมอ ไม่ทอดทิ้งธุระ
...เมื่อเราอยู่กับธรรม ธรรมนั้นก็อยู่
กับเรา เมื่อเรารักษาธรรม ธรรมนั้น
จะรักษาเรา ธรรมะคือตัวเรา ตัวเรา
คือธรรมะ เพราะธรรมะนั้นคือธรรมชาติ
ที่เป็นจริงของสรรพสิ่งในโลกนี้...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
36


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๘๙...

...วันเวลาที่ผ่านไปสำหรับวันๆหนึ่ง
มีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน อดีตที่ล่วง
ไปแล้วนั้น ผุดขึ้นมาบ้างในบางคราว
ส่วนอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ก็มีบ้างที่ยัง
คิดกังวล แต่ก็ไม่ทำให้ถึงกับทุกข์
...มีสติอยู่กับปัจจุบันธรรมมากกว่า
หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ ลมหายใจ
มันสั้นก็รู้ ลมหายใจยาวมันก็รู้ หายใจ
โปร่งโล่งเบาสบายก็รู้ อยู่กับลมหายใจ
เพียงเท่านั้นก็เพียงพอต่อการปฏิบัติ
สติและปัญญาจะแก่กล้าขึ้นมาเอง
ถ้าเราได้กระทำและฝึกฝนอยู่อย่าง
สม่ำเสมอ ไม่ทอดทิ้งธุระ
...เมื่อเราอยู่กับธรรม ธรรมนั้นก็อยู่
กับเรา เมื่อเรารักษาธรรม ธรรมนั้น
จะรักษาเรา ธรรมะคือตัวเรา ตัวเรา
คือธรรมะ เพราะธรรมะนั้นคือธรรมชาติ
ที่เป็นจริงของสรรพสิ่งในโลกนี้...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
37


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๘๘...

“ ยสฺส นตฺถิ อิทํ เมติ ปเรสํ วาปิ กญฺจนํ
มมตฺตํ โส อสํวินฺทํ นตฺถิ เมติ น โสจติ ”
..ผู้ใดไม่กังวลว่า นี้ของเรา นี้ของผู้อื่น
ผู้นั้น เมื่อไม่ถือว่าเป็นของเรา
จึงไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี ดังนี้...
(ขุ.สุ. ๒๕/๕๑๙, ขุ.มหา. ๒๙/๕๓๔)
...ในการศึกษาธรรมะและประพฤติ
ปฏิบัติธรรมนั้น เราต้องมีวิจารณญาณ
อย่าเชื่อทันทีที่ได้ยิน ได้ฟังมา
อย่าได้ศรัทธาเพราะยึดติดใน
ตัวบุคคล จงเอาเหตุและผลมาเป็น
ที่ตั้ง แห่งการคิดและพิจารณาธรรม
ว่าควรจะเชื่อหรือจะปฏิเสธ ในสิ่งที่
ได้อ่าน ได้ยินหรือได้ฟัง ดั่งที่เคย
กล่าวไว้ว่า “ ถ้าเชื่อในทันที จะนำ
ไปสู่ความงมงาย ถ้าปฏิเสธทันที
จะทำให้เสียโอกาส ขาดประโยชน์
ควรพิจารณาไตร่ตรองให้รอบครอบ
และทดลองปฏิบัติ พิสูจน์ ฝึกฝน
ที่ใจตน ให้เกิดความกระจ่างชัด
ขึ้นด้วยใจตน ตามเหตุและผลแล้ว
จึงควรเชื่อหรือปฏิเสธในสิ่งที่ได้
อ่าน ได้ยิน ได้ฟังมา
...ความศรัทธาที่มาจากอิทธิปาฏิหาริย์
มักจะนำไปสู่ความงมงายได้ง่าย
เพราะจะทำให้ขาดการพิจารณา
ในเหตุและผล อย่าให้ความศรัทธา
ในตัวบุคคล มาบดบังเหตุและผล
สภาวธรรมที่แท้จริง ในสิ่งที่เป็น
ปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ซึ่งจะทำให้
เกิดปัญญามีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึง
สภาวธรรมที่แท้จริงนั้นได้...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
38


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๘๗...

...การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น
เราต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
ต่อชุมชนและคนรอบกาย
เพื่อพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ก่อนที่เราจะร้องขอจากเขานั้น
เราต้องแบ่งปันและให้เขาก่อน
จงเป็นผู้ให้แล้วท่านจะรับการ
ให้ตอบแทน เป็นคำสอนของ
ครูบาอาจารย์ การมีน้ำใจต่อ
หมู่คณะนั้น จะทำให้ท่านได้รับ
ความเกรงใจ
...สรุปลงได้ในหลักธรรมเรื่อง
"พรหมวิหาร " ซึ่งแปลว่าเป็นธรรม
อันเป็นเครื่องอยู่ของพรหม
ธรรมอันเป็นหลักประจำใจ
ของผู้ใหญ่ ธรรมที่ผู้ใหญ่
ควรประพฤติ พรหมวิหารนั้น
เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในใจ
เป็นธรรมที่กระตุ้นให้เกิด
การกระทำ เช่น สงเคราะห์
ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ซึ่งมี
อยู่ ๔ ประการอันได้แก่...
๑.เมตตา คือความรัก ความปรารถนาดี
ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข
๒.กรุณา คือ ความหวั่นไหว ความ
สงสารเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์
คิดจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์
๓.มุทิตา คือ ความพลอยยินดี
ความดีใจด้วย ที่ผู้อื่นมีความสุข
ได้รับความสำเร็จ
๔.อุเบกขา คือความวางใจ
เป็นกลาง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
เมื่อผู้อื่นได้รับความวิบัติ
...ธรรมในหมวดพรหมวิหารนี้ จึงเป็น
สิ่งที่ผู้ใหญ่หรือผู้นำต้องกระทำ ต้องมี
เพื่อให้เกิดความพอดี เสมอกันของ
ผู้ร่วมงาน เป็นธรรมที่จะประสานใจ
ทำให้เกิดความรักใคร่สามัคคีของ
หมู่คณะ...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
39


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๘๖...

...มนุษย์ทุกคนต้องดำเนินไปตามวิถีทาง
ของตน ตามเหตุและผลที่ตนตั้งไว้ มีเหตุ
และปัจจัยที่แตกต่างกัน ก้าวเดินไปตาม
วิถีแห่งกรรม เกิดจากความคิดและสิ่ง
ที่ทำจากอดีตและปัจจุบันเป็นแรงส่ง
ให้เป็นไป ทุกชีวิตนั้นเลือกที่มาไม่ได้
แต่สามารถที่จะกำหนดที่ไปในอนาคต
ของตนนั้นได้ ด้วยการสร้างเหตุและปัจจัย
ในวันนี้ เพื่อเป็นตัวชี้หนทางในอนาคต
กำหนดได้ด้วยการกระทำของเราในวันนี้
เพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งกรรมที่ทำมา
ในอดีตของตนได้ คือการสร้างเหตุและ
ปัจจัยตัวใหม่ให้มีกำลังมากกว่าที่เคย
สั่งสมมา โดยใช้กาลเวลาในการกระทำ
เปลี่ยนแปลงความคิด เปลี่ยนแปลง
ซึ่งพฤติกรรม สร้างความเคยชินให้กับ
ชีวิต ด้วยวิธีการคิดแบบใหม่ ทำความรู้
ความเข้าใจในวิถีแห่งโลกและธรรม
ที่เป็นของคู่กันให้เข้าใจ
...โลกและธรรมต้องก้าวไปพร้อมกัน
ด้วยความเหมาะสม ความลงตัว พอเหมาะ
และพอควร ไม่เคร่งจนเกินไปในทางธรรม
จนกลายเป็นการทอดทิ้งธุระในทางโลก
ไม่ทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์และ
ไม่หย่อนเกินไปในทางธรรม จนกลาย
เป็นการไร้ซึ่งคุณธรรม หาความพอเหมาะ
พอดีในการทำหน้าที่ของตน อยู่บนเหตุ
และผลของความพอดีและพอเพียง เลี้ยง
ชีวิตโดยชอบ ประกอบกรรมในสิ่งที่เป็น
กุศล สร้างสิ่งที่เป็นมงคลให้แก่ชีวิต
โดยการคิดและทำ ในสิ่งที่ไม่เป็นภัยต่อ
ชีวิตและไม่เป็นพิษต่อผู้อื่น และไม่ฝ่าฝืน
ศีลธรรมกฎหมายที่ดีงามของบ้านเมือง
ทำในเรื่องที่ชอบ อันประกอบเป็นบุญกุศล
เพื่อสร้างมงคลให้แก่ชีวิต ปรับเปลี่ยน
ความคิดปรับเปลี่ยนจิตให้เป็นกุศล
เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีงาม
...การสร้างเหตุและปัจจัยที่ดีในวันนี้
เป็นการชี้หนทางในอนาคตของตน
เป็นเหตุและผลที่จะส่งผลในอนาคต
เป็นการกำหนดอนาคตหนทางที่จะไป
โลกและธรรมนั้นต้องเดินคู่กันไป เพื่อให้
โลกนี้มีคุณธรรม โดยการเริ่มกระทำที่
จิตใจของเราเป็นเริ่มแรก จัดระเบียบ
ให้แก่ชีวิตของตนเองเสียก่อน ก่อนที่จะ
ไปเรียกร้องจัดระเบียบให้แก่สังคม
เริ่มต้นที่ความคิด เริ่มที่จิตของเราเอง...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
40


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๘๕...

....เป็นธรรมดาของทุกชีวิตในโลกนี้
ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหา
เพราะว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่
หวังไว้เสมอ ดั่งคำที่กล่าวว่า...
"เส้นทางของชีวิตมิได้โรยด้วย
กลีบของดอกกุหลาบเสมอไป"
แต่ทำอย่างไร เราจึงจะเข้าใจและ
เข้าไปแก้ไขอุปสรรคปัญหานั้นได้
..." ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุ
และดับไปที่เหตุ " เราจึงต้องฝึก
ขบวนการคิดเพื่อเข้าไปหาเหตุ
โดยเริ่มจากการฝึกใจให้นิ่งเสียก่อน
" นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว "
ซึ่งจะทำให้ใจนิ่งได้นั้น มันต้องมี
สมาธิและการที่จะมีสมาธิได้นั้น
มันต้องมีสติ เราจึงต้องฝึกให้มี
สติเสียก่อน ก่อนที่จะทำจิตให้สงบ......
....อุปสรรคและปัญหานั้นมีอยู่และ
เป็นสิ่งที่จะต้องเข้าไปแก้ไข
แต่เราต้องทำใจของเราให้อยู่
เหนือปัญหาให้ได้เสียก่อน
เรียกว่าวางปัญหานั้นไว้เสียก่อน
มันจะทำให้เราผ่อนคลาย และไม่
เป็นการกดดันตัวเราเอง เพราะถ้า
เราไม่วางปัญหานั้นไว้เสียก่อน
จิตของเราเข้าไปยึดติดยึดถือ
มันจะทำให้เราเครียดหนักอกหนักใจ
สมองเราไม่ปลอดโปร่งทำให้เกิด
ความเครียด และเมื่อเรามีความเครียด
มันจะทำให้ความคิดของเรานั้นคับแคบ
การคิดการมองปัญหาไม่เปิดกว้าง
มันจึงไม่เห็นหนทางที่จะแก้ปัญหานั้นได้...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕...
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10