กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 [10]
91


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๓๖...

...การคิดและพิจารณาธรรมนั้น
จะรู้ว่าสิ่งที่เรารู้และเข้าใจนั้น
ถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องใช้การ
สงเคราะห์เข้าหาหลักธรรม
ทุกหมวดหมู่ในธรรมที่คิดว่ารู้
และเข้าใจ เพราะธรรมทั้งหลายนั้น
จะไม่มีการขัดแย้งกัน ธรรมนั้น
จะสงเคราะห์และอนุเคราะห์ซึ่งกัน
และกันในทุกหมวดหมู่ และเมื่อได้
ลองเทียบดูแล้วเกิดความขัดแย้งกัน
ให้หันกลับมาพิจารณาที่ความคิด
ของเราว่ามีความคิดเห็นคลาดเคลื่อน
จากความจริงในจุดไหน มีอะไรเป็น
เหตุและปัจจัยที่ทำให้เรามีความคิดเห็น
เป็นอย่างนั้น อย่าไปวิจารณ์ธรรม
ตีความหมายขยายความในหัวข้อธรรม
เพื่อให้รองรับความคิดเห็นของเรา
จงกลับมาดูที่ความคิดเห็นของเรา
อย่าได้เข้าไปปรับเปลี่ยนหลักธรรม
...หลักธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับ
ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว แต่ความคิดเห็น
ของเรานั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่
ซึ่งอาจจะเป็นความรู้และความเข้าใจ
ที่เกิดจากทิฏฐิอัตตา อย่าไปปรับ
หลักธรรมเข้าหาความคิดเห็นของเรา
เพื่อให้รองรับความคิดเห็นของเรา
จงปรับความคิดของเราเข้าหาหลักธรรม
ความรู้ความเห็นทั้งหลายที่สงเคราะห์
เข้าได้กับทุกหมวดหมู่ของหลักธรรม
นั้นคือความคิดเห็นที่ถูกต้องตามหลัก
แห่งธรรม ที่จะนำไปสู่ความรู้และเข้าใจ
ในธรรมที่ยิ่งขึ้นไปในข้อธรรมทั้งหลาย...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔...
92


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๓๕...

...ใช้เวลาพิจารณาทำความรู้ความ
เข้าใจในทุกสรรพสิ่งและในความ
เป็นจริงของชีวิต คิดทุกอย่างเข้าหา
หลักธรรม ให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่ประสพพบเห็น มันเป็นเช่นนั้นเอง
...เมื่อเข้าใจในเหตุและปัจจัย เห็นที่
มาและที่ไป ทุกอย่างก็จบ เพราะมันมี
คำตอบอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ต้อง
ไปสงสัย ไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องไป
ค้นหา เพราะว่า ตถตา มันเป็นเช่นนั้น
ของมันเอง...

...สิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็น สิ่งที่เข้าใจ
อาจไม่เป็นอย่างที่ใจเราคิด...

...ที่เห็น และเข้าใจ
อาจไม่ใช่ สิ่งที่คิด
เห็นถูก หรือเห็นผิด
ใครตัดสิน ในปัญหา
...ความรู้ ความเข้าใจ
ที่มันได้ เกิดขึ้นมา
โดยธรรม หรืออัตตา
หรือรู้เห็น ตามเป็นจริง
...ความรู้ และเข้าใจ
ที่มีใน สรรพสิ่ง
รู้จริง และเห็นจริง
เกิดจากเหตุ และปัจจัย
...สิ่งรู้ และสิ่งเห็น
สิ่งที่เป็น เกิดขึ้นใหม่
ถูกผิด เป็นอย่างไร
พิสูจน์ได้ โดยหลักธรรม
...ปรับจิต เข้าหาหลัก
โดยรู้จัก จดและจำ
ปรับใจ เข้าหาธรรม
ในการคิด และวิจารณ์
...สงเคราะห์ อนุเคราะห์
ให้มันเหมาะ กับเหตุการณ์
ธรรมะ จะประสาน
ไปในทิศ ทางเดียวกัน
...เป็นเหตุ เป็นปัจจัย
คล้อยตามไป สมานฉันท์
ไม่มี ขัดแย้งกัน
นั้นคือธรรม ที่ถูกทาง
...ปรับจิต เข้าหาธรรม
แล้วน้อมนำ ทุกสิ่งอย่าง
เทียบดู ในแนวทาง
จะรู้เห็น เป็นอย่างไร
...ธรรมะ ทุกหมวดหมู่
สงเคราะห์ดู ให้เข้าใจ
รู้เห็น เป็นเช่นไร
อนุเคราะห์ สงเคราะห์กัน...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๔...
93


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๓๔...

...มีหลายคนหลายท่านให้คำแนะนำ
ว่าทำไมไม่รวบรวมบทความและบท
กวีธรรมที่ได้เขียนไว้ พิมพ์ออกเป็น
หนังสือ ออกจำหน่ายเพื่อเป็นการ
หาทุน สำหรับกิจกรรมทางศาสนา
และกิจกรรมเพื่อสังคม ก็ขอน้อมรับ
ในความปรารถนาดีของทุกๆท่าน
ที่ให้คำแนะนำมา ซึ่งได้อธิบายถึง
ที่มาที่ไปของการเขียนบทความ
บทกวีธรรม ที่ได้กระทำมาแล้วนั้น
ว่าเป็นเพียงการบันทึกสภาวธรรม
ของแต่ละช่วงเวลาและช่วงอารมณ์
เป็นเพียงแง่คิดมุมมองของความ
เป็นปัจเจก ซึ่งไม่กล้ารับรองและ
ยืนยันว่าความคิดเห็นนั้น เป็นสิ่ง
ที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ชัดเจนแท้จริง
เป็นเพียงการนำเสนอแง่คิดมุมมอง
ของการปฏิบัติที่ผ่านมา เพื่อให้ได้
คิดพิจารณากัน มันจึงเป็นได้เพียง
สายลมที่พัดผ่านกาลเวลา ผ่านมา
แล้วก็จากไป ไร้ซึ่งหลักฐานที่เป็น
ตัวตน
...ดังที่เคยกล่าวไว้เสมอว่าการเขียน
บทความ บทกวีธรรมหรือการบันทึก
ธรรมนั้น ไม่ได้มุ่งหวังจะสอนผู้ใด
แต่ที่ได้ทำลงไปนั้น เพื่อเป็นการ
ทบทวนธรรม ย้ำเตือนและสอน
ตัวเอง ส่วนที่มีผู้เข้ามาอ่าน มาทำ
ความเข้าใจและนำไปปฏิบัติตามนั้น
เป็นผลพลอยได้ เพราะจุดมุ่งหมาย
ของการเขียนบันทึกไว้นั้น เพียงเพื่อ
เตือนตนสอนตน เพราะก่อนที่เรา
จะไปสอนคนอื่นได้นั้น เราต้องรู้
และเข้าใจ ทำได้และเคยทำมาแล้ว
ไม่ใช่ท่องตำราให้จำได้แล้วไป
กล่าวธรรม เพราะการทำเช่นนั้น
มันเหมือนกับนกแก้วนกขุนทอง
จำได้พูดได้ แต่ไม่รู้ความหมาย
และเนื้อหา พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เป็นเพียงใบลานเปล่า
...ทุกครั้งที่เขียนบันทึกหรือการ
บรรยายธรรมก็เพื่อเป็นการเตือนย้ำ
และสอนตัวเองทุกครั้ง ไม่ได้หวัง
ว่าคนฟังนั้นจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจ
และนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ เพราะว่า
ถ้าเรานั้นไปหวังและตั้งใจให้ผู้ฟัง
เข้าใจและปฏิบัติตามนั้น มันเป็นการ
กระทำเพื่อสนองตัณหาคือความ
อยากมี อยากเป็น อยากเห็น อยากได้
และเมื่อมันไม่เป็นไปตามที่ใจของเรา
ปรารถนา มันก็จะพาให้ใจเป็นทุกข์
เพราะตัณหานั้นไม่ได้รับการสนองตอบ...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔...
94


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๓๓...

...วิถีทาง วิถีธรรม แห่งสมณะไร้นาม...
...การปฏิบัติธรรมนั้น เป็นการกระทำ
เฉพาะตน ไม่ได้หวังผลที่จะโอ้อวดใคร
มิได้เป็นไปเพื่อหวังในโลกธรรม ๘
อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
แต่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์และความ
สุขในธรรมรู้ธรรม เห็นธรรม เข้าใจธรรม
แต่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่เรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรม
เป็นได้เพียงผู้ชื่นชมในธรรม หรือผู้วิจารณ์
ธรรมเท่านั้นเอง หาใช่ผู้ปฏิบัติธรรมไม่
เพราะยังมิได้ทรงไว้ในธรรม....
...ปณิธานในการปฏิบัติธรรม...
๐ ใช่หวังจะดังเด่น
จึงมาเป็นสมณะ
เพียงหวังจะลดละ
ซึ่งมานะและอัตตา
๐ เร่ร่อนและรอนแรม
ไปแต่งแต้มแสวงหา
สัญจรร่อนเร่มา
ผ่านร้อยป่าและภูดอย
๐ ลาภยศและสรรเสริญ
ถ้าหลงเพลินจิตเสื่อมถอย
พาใจให้เลื่อนลอย
จิตเสื่อมถอยคุณธรรม
๐ เป็นเพียงสมณะ
ไร้พันธะสิ่งครอบงำ
คิดชอบประกอบกรรม
เดินตามธรรมโพธิญาณ...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๔...
95


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๓๒...

...เมื่อน้ำนั้นนิ่งใส ก็จะเห็นสิ่งที่อยู่
ภายในนั้นชัดเจน แต่ถ้าน้ำนั้นยัง
กระเพื่อมอยู่ก็เห็นได้ไม่ชัดเจน
เปรียบกับจิตที่เป็นหนึ่ง หยุดนิ่ง
ย่อมรู้หมด มีอะไรรู้หมด เห็นหมด
เห็นกายเห็นจิตของตนเองได้แล้ว
ก็ย่อมจะรู้และเข้าใจในกายและจิต
ของผู้อื่นเช่นกัน ...
๐ น้อมธรรม นำมา พินิจ
ทำจิต ของเรา ให้ว่าง
เอาธรรม มาเป็น แนวทาง
เพื่อสร้าง ผลงาน กวี
๐ ธรรมะ เกิดขึ้น ในจิต
ลิขิต ตามธรรม นำชี้
เรียบเรียง อักษร วลี
ตามที่ รู้เห็น เข้าใจ
๐ น้อมจิต พินิจ ในธรรม
ดื่มด่ำ ธรรมะ ลื่นไหล
โศลก แห่งธรรม นำไป
รู้ได้ ด้วยธรรม นำพา
๐ ความจำ ใต้จิต สำนึก
ส่วนลึก ถูกปลุก ขึ้นมา
ก่อเกิด กำลัง ศรัทธา
ที่มา ของบท กวี...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๔...
96


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๓๑...

...การสร้างเหตุและปัจจัยที่ดีในวันนี้
เป็นการชี้หนทางในอนาคตของตน
เป็นเหตุและผลที่จะส่งผลในอนาคต
เป็นการกำหนดอนาคตหนทางที่จะไป
โลกและธรรมนั้นต้องเดินคู่กันไป
เพื่อให้โลกนี้มีคุณธรรม โดยการเริ่ม
กระทำที่จิตใจของเราเป็นเริ่มแรก
จัดระเบียบให้แก่ชีวิตของตนเอง
เสียก่อน ก่อนที่จะไปเรียกร้อง
จัดระเบียบให้แก่สังคมส่วนรวม
เริ่มต้นที่ความคิด เริ่มที่จิตของเราเอง...

๐ เวลา ผ่านไป ไม่หยุด
มนุษย์ ดิ้นรน ขวนขวาย
ตั้งแต่ เกิดมา จนตาย
มุ่งหมาย หาสุข ใส่ตัว
๐ หลงเพลิน ไปตาม กระแส
ผันแปร จนน่า เวียนหัว
เพราะความ หน้ามืด ตามัว
ลืมตัว ลืมตน ลืมตาย
๐ ติดอยู่ กับกิน กามเกียรติ
จนเครียด เพราะความ มุ่งหมาย
อยากให้ อยู่สุข สบาย
จึงกลาย เป็นสร้าง บาปกรรม
๐ ชีวิต จึงไม่ สงบ
ไม่พบ กับสิ่ง ค่าล้ำ
ชีวิต อยู่ห่าง ทางธรรม
เคราะห์กรรม จึงมา เยี่ยมเยือน
๐ ชีวิต จึงมี แต่ทุกข์
ไร้สุข เหมือนไม่ มีเพื่อน
ไร้คน จะมา ปลอบเตือน
เสมือน โดดเดี่ยว เดียวดาย
๐ สังคม นับวัน เสื่อมทราม
หลงตาม จนลืม ความหมาย
วัตถุ เพิ่มขึ้น มากมาย
ที่หาย คือคุณ ความดี
๐ ศีลธรรม กำลัง หดหาย
จางคลาย ไปทุก ถิ่นที่
แก่งแย่ง แข่งขัน ชิงดี
ไม่มี น้ำใจ ให้กัน
๐ สังคม แห่งภาพ มายา
ให้ค่า วัตถุ เท่านั้น
ใครมี ทรัพย์มาก กว่ากัน
ผู้นั้น ได้รับ คำเชิญ
๐ คนดี มีศีล มีธรรม
ไม่นำ มากล่าว สรรเสริญ
คนดี ไม่มี ที่เดิน
ถูกเมิน ว่าโง่ งมงาย
๐ คนดี ถูกเขา เอาเปรียบ
หยามเหยียบ ไร้ซึ่ง ความหมาย
สังคม นับวัน กลับกลาย
มากมาย ด้วยเล่ห์ ลมลวง
๐ ศีลธรรม หากไม่ กลับมา
โลกา นี้น่า เป็นห่วง
เพราะว่า มนุษย์ ทั้งปวง
หลอกลวง คดโกง ฆ่ากัน
๐ ทุกคน จะเห็น แก่ตัว
เมามัว แก่งแย่ง แข่งขัน
ไม่มี น้ำใจ ให้กัน
โลกนั้น คงดับ ลับลง...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๔...
97


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๓๐...

...การสร้างเหตุและปัจจัยที่ดีในวันนี้
เป็นการชี้หนทางในอนาคตของตน
เป็นเหตุและผลที่จะส่งผลในอนาคต
เป็นการกำหนดอนาคตหนทางที่จะไป
โลกและธรรมนั้นต้องเดินคู่กันไป
เพื่อให้โลกนี้มีคุณธรรม โดยการเริ่ม
กระทำที่จิตใจของเราเป็นเริ่มแรก
จัดระเบียบให้แก่ชีวิตของตนเอง
เสียก่อน ก่อนที่จะไปเรียกร้อง
จัดระเบียบให้แก่สังคมส่วนรวม
เริ่มต้นที่ความคิด เริ่มที่จิตของเราเอง...

๐ เวลา ผ่านไป ไม่หยุด
มนุษย์ ดิ้นรน ขวนขวาย
ตั้งแต่ เกิดมา จนตาย
มุ่งหมาย หาสุข ใส่ตัว
๐ หลงเพลิน ไปตาม กระแส
ผันแปร จนน่า เวียนหัว
เพราะความ หน้ามืด ตามัว
ลืมตัว ลืมตน ลืมตาย
๐ ติดอยู่ กับกิน กามเกียรติ
จนเครียด เพราะความ มุ่งหมาย
อยากให้ อยู่สุข สบาย
จึงกลาย เป็นสร้าง บาปกรรม
๐ ชีวิต จึงไม่ สงบ
ไม่พบ กับสิ่ง ค่าล้ำ
ชีวิต อยู่ห่าง ทางธรรม
เคราะห์กรรม จึงมา เยี่ยมเยือน
๐ ชีวิต จึงมี แต่ทุกข์
ไร้สุข เหมือนไม่ มีเพื่อน
ไร้คน จะมา ปลอบเตือน
เสมือน โดดเดี่ยว เดียวดาย
๐ สังคม นับวัน เสื่อมทราม
หลงตาม จนลืม ความหมาย
วัตถุ เพิ่มขึ้น มากมาย
ที่หาย คือคุณ ความดี
๐ ศีลธรรม กำลัง หดหาย
จางคลาย ไปทุก ถิ่นที่
แก่งแย่ง แข่งขัน ชิงดี
ไม่มี น้ำใจ ให้กัน
๐ สังคม แห่งภาพ มายา
ให้ค่า วัตถุ เท่านั้น
ใครมี ทรัพย์มาก กว่ากัน
ผู้นั้น ได้รับ คำเชิญ
๐ คนดี มีศีล มีธรรม
ไม่นำ มากล่าว สรรเสริญ
คนดี ไม่มี ที่เดิน
ถูกเมิน ว่าโง่ งมงาย
๐ คนดี ถูกเขา เอาเปรียบ
หยามเหยียบ ไร้ซึ่ง ความหมาย
สังคม นับวัน กลับกลาย
มากมาย ด้วยเล่ห์ ลมลวง
๐ ศีลธรรม หากไม่ กลับมา
โลกา นี้น่า เป็นห่วง
เพราะว่า มนุษย์ ทั้งปวง
หลอกลวง คดโกง ฆ่ากัน
๐ ทุกคน จะเห็น แก่ตัว
เมามัว แก่งแย่ง แข่งขัน
ไม่มี น้ำใจ ให้กัน
โลกนั้น คงดับ ลับลง...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม....
...๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๔...
98


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๒๙...

...อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
เพียงน้อยนิด ถ้าจิตขาด การพิจารณา
เผลอสติเข้าไปปรุงแต่งคล้อยตาม
อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น มันเหมือนกับ
การไปเพิ่มกำลังให้มัน เพลิดเพลิน
ไปกับการปรุงแต่งเหล่านั้นที่เป็น
อกุศลจิต มันก็ก่อให้เกิดการสร้างภพ
สร้างชาติใหม่ขึ้นมา ไม่รู้จักจบสิ้น
เพราะการปรุงแต่งทำให้มีทำให้เป็นนั้น
...เราจึงควรมีสติรู้เท่าทันอารมณ์
ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย พิจารณาแยกแยะ
ออกให้ได้ ถึงความเป็นกุศลจิตและ
ความเป็นอกุศลจิต เห็นคุณ เห็นโทษ
เห็นประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ของ
อารมณ์เหล่านั้น ตามดูตามรู้ให้ทัน
ในความคิดที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ด้วยการ
เจริญสติพิจารณา ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๔...
99


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๒๘...

...ชีวิตแต่ละวันที่ผ่านไปเหมือนไม่ได้
ปฏิบัติธรรม เพราะใช้ชีวิตและทำงาน
ตามปกติ ไม่ได้นั่งสมาธิหรือเดินจงกรม
จนมีพระและโยมมาถามว่า...
...ท่านเอาเวลาไหนไปปฏิบัติธรรม..?
ซึ่งได้ตอบเขาเหล่านั้นไปว่า "เอาเวลา
ที่มีสติไปปฏิบัติธรรม เมื่อเรามีสติ
และสัมปชัญญะอยู่กับกาย อยู่กับจิต
อยู่กับความคิด อยู่กับการกระทำ
นั้นแหละคือการปฏิบัติธรรม
...เหมือนดั่งคำของหลวงพ่อพุทธทาส
ที่ท่านกล่าวไว้ว่าการทำงานคือการ
ปฏิบัติธรรม เพราะว่าการมีสติและสัมปชัญญะ คุ้มครองกายและจิต
มีการระลึกรู้และรู้ตัวทั่วพร้อม
อยู่ตลอดเวลา มีความละอาย
และเกรงกลัวต่อบาปคอยควบคุม
ความคิดและการกระทำ รู้เท่าทัน
ในปัจจุบันธรรม...
๐ วันเวลา ผ่านไป ให้ครวญคิด
ความพลาดผิด ประมาท และพลาดพลั้ง
ขาดสติ ไม่สำรวม ไม่ระวัง
ไม่ยับยั้ง ชั่งใจ ในสิ่งควร
๐ คิดว่าเรื่อง เล็กน้อย จึงปล่อยทิ้ง
แท้ที่จริง สิ่งนั้น มันมีส่วน
เพราะขาดการ ไตร่ตรอง และใคร่ครวญ
ทุกสิ่งล้วน เป็นเหตุ และปัจจัย
๐ กิเลสนั้น มันเกิด ขึ้นที่จิต
จงพินิจ ตรวจดู แล้วแก้ไข
เพ่งให้รู้ ดูให้เห็น ความเป็นไป
ว่าสิ่งไหน เกิดก่อน ให้ถอนวาง
๐ เพราะหลักธรรม แท้จริง อยู่ที่จิต
ควรพินิจ ดูจิต อย่าทิ้งห่าง
ให้รู้จัก ตัวตน ให้ถูกทาง
แล้วละวาง อัตตา เข้าหาธรรม
๐ จงยินดี ในเพศ สมณะ
สภาวะ ของตน ทุกเช้าค่ำ
ก้าวเดินไป ในกรอบ ที่ชอบธรรม
กุศลนำ ทางสุข ให้ทุกคน
๐ ไม่กังวล ยึดถือ คือวิหาร
ธรรมประสาน นำมา ซึ่งเหตุผล
เพราะยึดถือ ยึดติด จิตกังวล
จึงสับสน วุ่นวาย ไม่ละวาง
๐ คิดเท่าไหร่ เท่าไหร่ ก็ไม่รู้
จึงต้องดู ความคิด ด้วยจิตว่าง
เมื่อหยุดคิด จึงจะรู้ สู่เส้นทาง
ก่อนละวาง ต้องรู้ ดูให้จริง
๐ คือหลักธรรม คำสอน แต่ก่อนเก่า
นำมาเล่า ขยาย เป็นหลายสิ่ง
เพื่อบอกเล่า เรื่องราว แห่งความจริง
สรรพสิ่ง คือธรรม ที่นำทาง...
..............................
...คติธรรมหลวงปู่ดุลย์ อตุโล...

" กิเลสทั้งหมดเกิดรวมที่จิต ให้เพ่งมอง
ดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน "

" หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือจิต ให้กำหนด
ดูจิต ให้เข้าใจจิตตนเองให้ลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจ
จิตตนเองได้ลึกซึ้งแล้ว นั้นแหละได้แล้ว
ซึ่งหลักธรรม "

" การไม่กังวล การไม่ยึดติด นั่นแหละคือ
วิหารธรรมของนักปฏิบัติ "

" ภิกษุเรา ถ้าปลูกความยินดีในเพศภาวะ
ของตนได้แล้ว ก็จะมีแต่ความสุข เยือกเย็น
ถ้าตนอยู่ในเพศภิกษุ แต่กลับไปยินดีในเพศอื่น
ภาวะอื่น ความทุกข์ก็จะทับถมอยู่ร่ำไป
หยุดกระหาย หยุดแสวงหาได้ นั้นคือ
ภิกษุภาวะโดยแท้ ความเป็นพระนั้น
ยิ่งจน ยิ่งมีความสุข "

" คิดเท่าไหร่ๆก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิด
จึงรู้ แต่ต้องอาศัยคิด "

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๔...
100


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๒๗...

...หลายหลากเรื่องราวที่ได้รับรู้
เก็บเพียงสิ่งที่เป็นสาระบันทึกไว้
ในความทรงจำ สิ่งที่คิดและกิจที่ทำ
ไม่เคยไร้ซึ่งสาระ ผลงานที่ผ่านมา
และกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ...
๐ ยกบทกลอน ก่อนเก่า มาเล่าอ้าง
เป็นแบบอย่าง ให้คิด และศึกษา
คนโบราณ รุ่นเก่า ท่านเขียนมา
มีคุณค่า ควรคิด ให้เข้าใจ
..." วัดจะยืนยง คงอยู่ คู่กับบ้าน
ก็ด้วยการ พัฒนา หาหยุดไม่
วัดโรยร้าง เพราะห่าง ความร่วมใจ
เชิญชวนไป ช่วยวัด พัฒนา
...วัดจะร้าง โรยรา ถ้าถูกร้าง
จะอ้างว้าง ร้างโรย ให้โหยหา
เกิดทุกข์ภัย ไร้ศีล สิ้นเมตตา
ทั้งโลกา พากันทุกข์ ไม่สุขเลย
...วัดไม่ร้าง ช่วยกันสร้าง อย่าร้างวัด
ช่วยเร่งรัด พัฒนา อย่าอยู่เฉย
คอยสอดส่อง ดูแล อย่าละเลย
อย่าวางเฉย ช่วยวัด พัฒนา
...วัดจะดี มิใช่ดี ที่โบสถ์สวย
หรือร่ำรวย ด้วยทรัพย์ แสวงหา
วัดจะดี เพราะพระเณร มีศรัทธา
ภาวนา รักษาศีล เคร่งวินัย
...วัดจะดี มีหลักฐาน ชาวบ้านช่วย
บ้านจะสวย ก็เพราะวัด ดัดนิสัย
บ้านกับวัด ผลักกันช่วย จึงอวยชัย
หากขัดกัน ก็บรรลัย ทั้งสองทาง "....
๐ คือบทกลอน สอนใจ ให้ครวญคิด
ให้พินิจ เอามา เป็นแบบอย่าง
ช่วยให้วัด พัฒนา อย่าลาร้าง
ช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ นำสิ่งดี
๐ ความร่วมมือ ร่วมแรง และร่วมใจ
จะทำให้ สำเร็จ เสร็จทุกที่
ชุมชนใด มีความรัก สามัคคี
ก็จะมี ชื่อเสียง ขจรไกล
๐ ต้องช่วยกัน ประสาน บ้านและวัด
อย่าให้ขัด จงช่วย กันแก้ไข
โลกและธรรม บ้านกับวัด คู่กันไป
จงร่วมใจ ร่วมทำ ในกรรมดี...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๔...
หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 [10]