กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10
71


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๖...

...เมื่อจิตของเราอยู่กับปัจจุบันธรรม
ทุกอย่างรอบกายที่ได้พบเห็นก็จะเป็น
ธรรมะไปหมด โศลกธรรมต่างๆก็จะ
เกิดขึ้นแก่จิต ซึ่งเรียกว่า" อุทานธรรม "
เพราะจิตกำลังพิจารณาอยู่กับปัจจุบันธรรม
ทำให้อกุศลจิตไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้
ก็เพราะใจของเรานั้นเป็นกุศล ความเป็น
มงคลก็ย่อมมีแก่เรา ผู้รักษาธรรม...

... ปีเก่าหรือปีใหม่ ทำอะไรแล้วหรือยัง..?

๐ ไม่มีคำ อวยพร ที่อ่อนหวาน
เนื่องในกาล เวลา ที่มาถึง
มีแต่เพียง ข้อคิด ให้คำนึง
สิ่งที่พึง ครวญคิด พิจารณา

๐ เคยทบทวน นึกคิด กันบ้างไหม
มีอะไร เป็นแก่นแท้ และเนื้อหา
จากอดีต ของกาล ที่ผ่านมา
สร้างคุณค่า ให้ชีวิต แล้วหรือยัง

๐ วันเวลา ผ่านไป คือสมมุติ
ที่ไม่หยุด อย่าได้ ไปมุ่งหวัง
กำหนดนับ บอกยาม ตามกำลัง
ไม่ให้พลั้ง ให้พลาด คาดคะเน

๐ทุกขณะ ของจิต ที่ตื่นอยู่
ระลึกรู้ กายใจ ไม่หันเห
สติมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ซวนเซ
ไม่โลเล ตั้งใจ ทำให้จริง

๐ ทำในสิง ที่ชอบ ประกอบกิจ
ไม่เป็นพิษ เป็นภัย ในทุกสิ่ง
เอาหลักธรรม นำทาง ใช้อ้างอิง
ให้จิตนิ่ง ระลึกรู้ อยู่ทั่วกาย

๐ มีสติ มีธรรม นำชีวิต
รู้ถูกผิด รู้เห็น ในความหมาย
เพราะหนทาง แห่งความดี มีมากมาย
จงขวนขวาย ประกอบกรรม ทำความดี

๐ ให้ชีวิต ของเรานี้ นั้นมีค่า
คุ้มราคา ที่ได้เกิด บนโลกนี้
การได้เกิด เป็นมนุษย์ สุดจะดี
เพราะว่ามี เวลา จะสร้างบุญ

๐ อย่าให้วัน นั้นผ่านไป โดยไร้ค่า
เพียรเสาะหา ความดี มาเกื้อหนุน
สร้างความดี สะสมไว้ ให้เป็นทุน
บุญเกื้อหนุน จะส่งให้ ได้ไปดี....

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๔ มกราคม ๒๕๖๕...
72


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๕...

...เรื่องของพระนั้นต้องปฏิบัติ
ตามหลักของพระธรรมวินัย
พวกฆราวาสที่ไม่เข้าใจเรื่อง
ของศาสนา อย่าเอาความคิด
ของตนเองมาตัดสิน มันจะเป็น
บาปเป็นกรรมต่อเองและครอบครัว
เพราะจะกลายเป็นผู้ร่วมทำลาย
พระพุทธศาสนาให้เสื่อมลง...

...กวีธรรมจากรอยทางที่ย่างผ่าน...
๐ สายลม พัดพา ความหนาว
เรื่องราว ของเช้า วันใหม่
ยอดสน ต้องลม แกว่งไกว
เอนไป ตามสาย ลมแรง
๐ หมู่เมฆ บนฟ้า กระจาย
ลับหาย เมื่อยาม ต้องแสง
ฟ้าใส อากาศ เปลี่ยนแปลง
แสดง ถึงกาล เวลา
๐ เปลี่ยนแปลง ไปตาม วิถี
ที่มี มานาน หนักหนา
คู่โลก คู่กาล นานมา
ดินฟ้า อากาศ ฤดู
๐ โลกนี้ มันเป็น เช่นนั้น
แปรผัน ตามที่ เป็นอยู่
เอาโลก นั้นมา เป็นครู
เรียนรู้ กับโลก ด้วยธรรม
๐ ฝึกฝน ปรับกาย ปรับจิต
เพื่อคิด ให้พบ สุขล้ำ
น้อมกาย น้อมจิต น้อมนำ
เอาธรรม มาเป็น อารมณ์
๐ เรียนรู้ ฝึกทำ กรรมฐาน
ตามกาล เพื่อความ เหมาะสม
ทางโลก ทางธรรม กลืนกลม
ผสม ให้เป็น หนึ่งเดียว
๐ เอาธรรม นำทาง สร้างสรรค์
ร่วมกัน เข้ามา เกาะเกี่ยว
รวมกาย รวมจิต กลมเกลียว
กายเดียว จิตเดียว รู้ทัน
๐ ตามดู ตามรู้ กายจิต
พินิจ ด้วยจิต สร้างสรรค์
ดูกาย ดูใจ ทุกวัน
ให้ทัน กับความ เปลี่ยนแปลง
๐ ทุกอย่าง มีเกิด และดับ
สลับ ไปทุก หนแห่ง
ทำไป ตามที่ มีแรง
แสดง ให้เห็น เป็นจริง
๐ ความจริง คือพระ ไตรลักษณ์
คือหลัก ของทุก สรรพสิ่ง
คือโลก แห่งความ เป็นจริง
จิตนิ่ง สงบ พบธรรม.....

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๓ มกราคม ๒๕๖๕...
73


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๔...

...พุทธพจน์ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า
" ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลนี้เองเป็นพื้นฐาน
ให้เกิดสมาธิคือความสงบใจ สมาธิที่
มีศีลเป็นเบื้องต้น เป็นสมาธิที่มีผลมาก
มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่
อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง
มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย
มีหลังคาป้องกันลมแดดและฝน
ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ ฝนตกก็ไม่เปียก
แดดออกก็ไม่ร้อน
...ฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ฉันนั้น
ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวาย
เมื่อลมแดดและฝน กล่าวคือโลกธรรม
แผดเผา กระพือพัดซัดสาดเข้ามา
ครั้งแล้วครั้งเล่า สมาธิอย่างนี้ย่อมก่อ
ให้เกิดปัญญา ในการฟาดฟันย่ำยี
และเชือดเฉือนกิเลสอาสาวะต่างๆ
ให้เบาบางและหมดสิ้นไป
เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตรา
อันคมกริบแล้วถางป่าให้โล่งเตียน
ก็ปานกัน "
...นั้นคืออานิสงส์แห่งการฝึกสติ
โดยการรักษาศีล มีศีลเป็นพื้นฐาน
ในการเจริญจิตภาวนา ตามหลัก
ของพระพุทธศาสนาในไตรสิกขา ๓....
...ทบทวนกวีธรรมในยามเช้า...
๐ ยามเย็น น้อมจิต คิดธรรม
น้อมนำ ธรรมมา ใคร่ครวญ
ฝึกจิต ให้คิด ทบทวน
สิ่งควร ที่จะ จดจำ
๐ เตรียมกาย เตรียมจิต คิดทำ
น้อมนำ ทำด้วย สติ
ทำจิต ให้เป็น สมาธิ
ดำริ คือคิด ก่อนทำ
๐ มองงาน ให้แตก แยกงาน
อย่าผ่าน พินิจ คิดซ้ำ
มองงาน มองด้วย หลักธรรม
เพลี่ยงพล้ำ ไม่เกิด แก่เรา
๐ รู้เห็น เข้าใจ ปัญหา
ปัญญา ทำให้ ไม่เขลา
ทำกาย ทำจิต โปร่งเบา
รู้เท่า รู้ทัน อารมณ์
๐ ชีวิต คือการ ทำงาน
ต้องผ่าน ซึ่งการ สะสม
เรียนรู้ สู่โลก สังคม
เหมาะสม กับวัน เวลา
๐ รู้โลก รู้ธรรม นำจิต
พินิจ และหมั่น ศึกษา
เจริญ สติ ภาวนา
ปัญญา เกิดได้ จากธรรม....

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๑๒ มกราคม ๒๕๖๕...
74


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๓...

...การปฏิบัติธรรมนั้นหลายท่าน
ได้กระทำไปโดยไม่รู้ตัวว่ากำลัง
ปฏิบัติธรรมอยู่ ในชีวิตประจำวัน
เพราะว่าการปฏิบัติธรรมคือการ
เจริญสติ การเจริญสัมปชัญญะ
ในสภาวะแห่งปัจจุบันธรรม
ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะถุกปลูกฝัง
ให้ติดยึดในรูปแบบ ว่าการปฏิบัติ
นั้นมันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากต้องมี
เวลาว่าง ต้องไปวัดรับศีล ถือศีล
นุ่งขาวห่มขาว ต้องไหว้พระสวดมนต์
ต้องนั่งสมาธิ ต้องเดินจงกรม
ต้องฟังธรรม จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม
ทำให้เกิดข้อจำกัดในการปฏิบัติ
เพราะว่าไปติดยึดในรูปแบบ
ในพยัญชนะในตัวอักษร ไม่ได้สนใจ
ในเนื้อหาอรรถธรรมว่ามันเป็นมา
อย่างไร มันจึงเป็นการสอนอย่าง
“ เถรส่องบาตร “ คือการทำตามๆ
กันมาโดยไม่รู้เนื้อหาและเจตนา
ที่เขาทำ ว่ามันมีที่มาอย่างไร
ว่าทำไมเขาจึงทำแบบนั้น ซึ่งเป็น
การกระทำโดยขาดปัญญา ขาดการ
พิจารณา วิเคราะห์ ใคร่ครวญและ
ตริตรอง ไม่ได้มองให้เห็นซึ่งที่มา
และที่ไป เหตุและปัจจัยของสิ่ง
เหล่านั้น มันจึงเป็นการกระทำ
ที่งมงาย เพราะไร้ซึ่งการคิด
พิจารณา ขาดปัญญาในการกระทำ...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๑๑ มกราคม ๒๕๖๕...
75


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๒...

...“ จงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่อย่าได้
มักง่ายในการใช้ชีวิต ” ชีวิตที่เรียบง่าย
นั้นเป็นไปโดยหลักแห่งความพอเพียง
ในการเลี้ยงชีวิต ยังคงทำกิจตามบทบาท
และหน้าที่ของตน มีความอดทน ขยันขันแข็ง
มีระเบียบวินัยของชีวิต เพียงแต่จิตนั้นไม่
ทะเยอทะยานอยาก ฟุ้งเฟ้อไปมากกว่า
กำลังของตนเองที่มีอยู่ ทำให้ชีวิตนั้นมี
ความสงบสุข ไม่ทุกข์กับการดิ้นรนเพื่อ
สนองตอบตัณหาความอยากของตนเอง
...ส่วนการมักง่ายในการใช้ชีวิต นั้นเกิดมา
จากจิตที่เกียจคร้านทอดทิ้งธุระที่ตนนั้นพึง
กระทำ ไม่ยอมทำตามบทบาทและหน้าที่
ของตน ไม่มีความขยันและอดทน เป็นคน
ไม่มีระเบียบวินัยของชีวิต ไม่รู้จักคิด คิดไม่เป็น
เพราะไม่มีวิจารณญาณ ต้องการเพียงตอบ
สนองตัณหาความอยากของตนเอง ขาดซึ่ง
จิตสำนึกต่อส่วนรวม ทำแต่ในสิ่งเป็นประโยชน์
แก่ตนเพียงอย่างเดียว ถ้าตนไม่ได้รับผลประโยชน์
ตอบแทน จะไม่ลงมือกระทำ ไม่สนใจสังคม
รอบข้างว่าจะมีผลกระทบอย่างไร จิตใจมัก
จะคับแคบเห็นแก่ตัว
...คนที่ขี้เกียจมักง่ายนั้น มักจะอ้างว่าตน
เป็นผู้ปล่อยวาง ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
เพราะเขาไม่อยากขวนขวายทำกิจของตน
ที่ต้องพึงกระทำ ดั่งคำครูบาอาจารย์ได้
กล่าวสอนไว้ให้พิจารณา...
...จงอยู่อย่างเรียบง่าย แต่อย่าอยู่อย่างมักง่าย
...จงพยายามปล่อยวาง แต่อย่าได้ทอดทิ้งธุระ
...จงพูดแต่สิ่งที่ดี แต่อย่าดีแต่พูด จงลงมือทำด้วย
...จงอยู่อย่างไร้รูปแบบ แต่อย่าไร้ซึ่งระเบียบวินัย
...เมื่อมีระเบียบวินัยต่อชีวิต กฎกติกาก็ไม่ต้องกำหนด
...ความเจริญในธรรมทั้งหลาย เกิดได้ด้วยกุศลจิต

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม...
...๑๐ มกราคม ๒๕๖๕...
76


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๑...

...ชีวิตที่ดำเนินมานั้น ได้สร้างสรรค์
สิ่งที่ดีงามต่อสังคม ตามวิถีโลกและ
วิถีธรรม ไม่ได้ทำเพื่อสนองตัณหา
ของตนเอง แต่เป็นไปด้วยจิตสำนึก
แห่งคุณธรรม ทำไปตามกำลังเท่าที่
จะทำได้ สิ่งที่ได้รับนั้นหรือคือความ
ปีติสุขใจ จากสิ่งที่คิดและกิจที่ได้ทำ
...ไม่ได้หวังจะดังเด่นจึงมาเป็นสมณะ
เพียงหวังจะลดละซึ่งมานะและอัตตา
ท่องไปบนโลกกว้างบนเส้นทางแสวงหา
ก้าวผ่านกาลเวลาพิสูจน์ค่าคำว่าคน...
...ใบไม้
ยามเจ้าอยู่บนกิ่งใบ
เจ้านั้นช่วยสร้างสีสัน
และมีประโยชน์อนันต์
ต่อพืชพรรณและธรรมชาติ
ถึงคราวที่เจ้าร่วงหล่น
เจ้ายังมีผลประโยชน์ต่อพื้นดิน
ย่อยสะลายเป็นปุ๋ยให้พืชได้ดูดกิน
เจ้าไม่เคยสิ้นประโยชน์เลย...ใบไม้เอย
...คนเอย
วันเวลาที่ผ่านไป
เจ้าได้สร้างประโยชน์อะไรแล้วรึยัง
เพื่อให้คนข้างหลังได้ภาคภูมิใจ
เจ้าได้สร้างทำประโยชน์อะไร
ให้กับตนเองและสังคมรอบข้าง
ให้เขาทั้งหลายได้ชื่นชมยินดี
หลังจากเจ้านั้นได้ตายไปแล้ว
หรือให้เจ้าได้ภาคภูมิใจก่อนตาย
...คนเอย
อย่าให้ชีวิตไร้ค่ากว่าใบไม้
อย่าให้เวลาที่ผ่านไปนั้นเปล่าประโยชน์
สร้างแต่สิ่งที่เป็นโทษอันก่อให้เกิดบาปกรรม
เจ้าควรที่จะคิดและควรทำในสิ่งที่เป็นกุศล
ให้เป็นมงคลแก่ชีวิตให้เป็นนิมิตที่ดีแกตนเอง
จงใคร่ครวญทบทวนในสิ่งที่เจ้านั้นได้ผ่านมา
อย่าให้ชีวิตของเจ้านั้นไร้ค่ากว่าใบไม้...คนเอย

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๙ มกราคม ๒๕๖๕...
77


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๕๐...

...บุคคลใดมีนิสัย ขี้เกียจ มักง่าย
ไร้ความคิดสร้างสรรค์ บุคคลผู้นั้น
ยากที่จะพบกับความสำเร็จในชีวิต...
...การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น เราต้องมี
มนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชนและคน
รอบกาย พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ก่อนที่เราจะร้องขอจากเขานั้น
เราต้องแบ่งปันและให้เขาก่อน
จงเป็นผู้ให้แล้วท่านจะรับการ
ให้ตอบแทน เป็นคำสอนของ
ครูบาอาจารย์
...การมีน้ำใจต่อหมู่คณะนั้นจะทำให้
ท่านได้รับความเกรงใจ สรุปลงได้ใน
หลักธรรมเรื่อง “ พรหมวิหาร ” ซึ่ง
แปลว่าเป็นธรรมอันเป็นเครื่องอยู่
ของพรหม ธรรมอันเป็นหลักประจำใจ
ของผู้ใหญ่ ธรรมที่ผู้ใหญ่ควรประพฤติ
พรหมวิหารนั้นเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในใจ
เป็นธรรมที่กระตุ้นให้เกิดการกระทำ
เช่น สงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น...

...ความร่วมมือร่วมใจ นำไปสู่ความสำเร็จ...

๐ วันเวลา ผ่านไป ไม่หยุดนิ่ง
มีหลายสิ่ง ที่ทำ ตามสมัย
ให้เข้ากับ เหตุการณ์ ที่เป็นไป
และทรงไว้ ซึ่งธรรม แห่งสัมมา
๐ มรรคองค์แปด คือทาง ที่วางไว้
ก้าวเดินไป ตามทาง เพื่อค้นหา
ให้รู้จัก ตัวตน คืออัตตา
รู้จักว่า ตัวกู และของกู
๐ รู้อะไร ไม่รู้เท่า เข้าใจจิต
รู้ความคิด น้อมธรรม นำมาสู่
ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เอาเป็นครู
สอนให้รู้ สอนให้ทำ ในกรรมดี
๐ ประสานใจ ประสานชน คนรุ่นใหม่
ให้ร่วมมือ ร่วมใจ ในทุกที่
ให้เกิดความ รักใคร่ สามัคคี
สอนให้มี น้ำใจ ช่วยเหลือกัน
๐ ต้องเลือกธรรม นำมาใช้ ให้เหมาะสม
กับสังคม ที่อาศัย ให้สร้างสรรค์
ให้มีความ เอื้อเฟื้อ และแบ่งปัน
ให้ร่วมกัน ทำความดี เพื่อสังคม
๐ เพราะร่วมมือ ร่วมใจ จึงสำเร็จ
งานจึงเสร็จ ทำไป ได้เหมาะสม
จึงทำให้ มีคนชอบ และชื่นชม
เพราะสังคม เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือกัน...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๘ มกราคม ๒๕๖๕...
78


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๔๙...

...ในความเคลื่อนไหว ขอให้ใจสงบนิ่ง...
...ชีวิตคนเรานั้น มันไม่ได้สลับซับซ้อน
อะไรมากมาย มันเป็นชีวิตที่เรียบง่าย
ถ้ารู้จักความพอดีและพอเพียง ยินดีใน
สิ่งควรเป็นและควรได้ เข้าใจในบทบาท
หน้าที่ของตนเองและเคารพในบทบาท
และหน้าทีของผู้อื่น
...แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตนั้นสับสนวุ่นวาย
ก็คือตัวกิเลสตัณหา ความทะยานอยาก
ที่ไม่รู้จักพอ ทำให้เกิดการก้าวก่ายใน
บทบาทหน้าที่ของผู้อื่น ก้าวล่วงไปใน
สิ่งที่ควรมีและควรเป็นของตนเอง ล้ำไป
ในสิ่งที่ผู้อื่นนั้นควรจะได้รับ ชีวิตนั้นจึง
สับสนและวุ่นวาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความ
สมปรารถนาของตนเอง หลงติดอยู่ใน
สิ่งสมมุติทั้งหลาย เวียนว่ายอยู่ในวังวน
ของกิเลสตัณหาไม่มีวันสิ้นสุด ชีวิตไป
ยึดถือและยึดติดในสิ่งที่สมมุติขึ้นมา
ทั้งหลาย
...สังคมมนุษย์จึงสับสนวุ่นวายไม่มี
ที่สิ้นสุด เพราะว่ามนุษย์นั้น ไม่รู้จัก
คำว่าพอประมาณในการใช้ชีวิต
โลกนี้มันจึงเป็นเช่นนั้นเอง...
...สรรพสิ่ง เคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง
คือความจริง ที่เห็น และเป็นอยู่
ใช้สติ ใคร่ครวญ ทบทวนดู
ก็จะรู้ และเข้าใจ ในหลักธรรม
...มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับ
เปลี่ยนสลับ กันไป เหมือนเช้า-ค่ำ
มีสีขาว ก็ย่อมมี ทั้งสีดำ
เพื่อเตือนย้ำ ความแตกต่าง สองอย่างกัน
...และเมื่อเรา วางใจ ไม่ยึดถือ
สิ่งนั้นคือ ของเรา เข้าถือมั่น
เมื่อใจว่าง ก็วางได้ โดยเร็วพลัน
สิ่งสำคัญ คือใจ เป็นประธาน
... เริ่มที่ใจ ที่จิต ต้องคิดก่อน
โดยการย้อน มองสิ่ง ที่พ้นผ่าน
เอาเป็นครู เรียนรู้ ประสพการ
นั้นคืองาน ของจิต ที่คิดทำ
...การทำดี ต้องเริ่มที่ การฝึกคิด
ฝึกทำจิต คิดดี หลายทีซ้ำ
คิดอะไร ก็ให้ดี มาชี้นำ
คือฝึกทำ ฝึกจิต ให้คิดเป็น
...คิดเพื่อหา เหตุผล ต้นความคิด
ต้องฝึกจิต ให้รู้ ดูให้เห็น
ทำประจำ จากเช้า จนถึงเย็น
ไม่ว่างเว้น ฝึกทำ จนชำนาญ
...ให้ใจเรา นั้นอยู่ กับกุศล
เป็นมงคล ชีวิต จิตอาจหาญ
ทำสิ่งใด ก็รู้เท่า ทันเหตุการณ์
นี่คืองาน ฝึกสติ ให้รู้ทัน
... ระลึกรู้ ให้เห็น ความเป็นอยู่
โดยตามดู ความคิด จิตเรานั้น
แยกถูกผิด ชั่วดี ออกจากกัน
ให้ใจนั้น มีสติ อยู่คุ้มครอง

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๗ มกราคม ๒๕๖๕...
79


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๔๘...

...ท่ามกลางความหนาวเย็นของค่ำคืน
รู้สึกตัวตื่นขึ้นมารับลมหนาวที่พัดผ่าน
นั่งจิบกาแฟร้อนๆเพื่อผ่อนคลาย
มองดูความเคลื่อนไหวที่มากมาย
ลมหนาวพัดมาต้องกายให้หนาวสั่น
กายนั้นหวั่นไหว แต่ใจนั้นนิ่งสงบ
ทบทวน ใคร่ครวญ พิจารณา อยู่กับธรรม...
...ยามอุษาฟ้าสว่างที่วัดลาดเค้า...
...คือแสงธรรม แสงทอง ที่ส่องมา
เปิดม่านฟ้า ที่มืดมิด ให้สดใส
ปลุกพลัง แรงกาย และแรงใจ
เช้าวันใหม่ ชีวิตใหม่ ต้องก้าวเดิน
...นิ่งสงบ เหมือนหลัก ที่ปักไว้
นิ่งสงบ ภายใน ไม่เก้อเขิน
เจริญสุข เจริญธรรม จิตเพลิดเพลิน
เพราะก้าวเดิน ตามมรรค องค์สัมมา
...ฟ้ากับน้ำ ยามเช้า ช่วยปลุกจิต
ปลุกชีวิต ให้เร่งรีบ แสวงหา
ให้รู้จัก ตัวตน คืออัตตา
ทั้งกิเลส ตัณหา ที่มันมี
...ดูกายใจ กายจิต คิดวิเคราะห์
ดูให้เหมาะ ให้เห็น ในสิ่งนี้
เดินตามทาง ตามมรรค ทุกวิธี
ทำให้มี ทำให้เห็น ความเป็นจริง
...สรรพสิ่ง ล้วนแล้ว เกิดและดับ
เปลี่ยนสลับ กันไป ในทุกสิ่ง
ตามหลักธรรม นำสร้าง และอ้างอิง
เมื่อจิตนิ่ง ใจสงบ ก็พบธรรม
...ธรรมทั้งหลาย อยู่ที่กาย และที่จิต
เพ่งพินิจ มองให้เห็น ความลึกล้ำ
ไปตามแรง แห่งกุศล ผลของกรรม
สิ่งที่ทำ นั้นเริ่ม จากตัวเรา...

...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...
...๖ มกราคม ๒๕๖๕...
80


...บันทึกเส้นทางบนสายธรรม บทที่ ๔๗...

...ในความเคลื่อนไหว ขอให้ใจสงบนิ่ง...
...ชีวิตคนเรานั้น มันไม่ได้สลับซับซ้อน
อะไรมากมาย มันเป็นชีวิตที่เรียบง่าย
ถ้ารู้จักความพอดีและพอเพียง ยินดีใน
สิ่งควรเป็นและควรได้ เข้าใจในบทบาท
หน้าที่ของตนเองและเคารพในบทบาท
และหน้าทีของผู้อื่น
...แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตนั้นสับสนวุ่นวาย
ก็คือตัวกิเลสตัณหา ความทะยานอยาก
ที่ไม่รู้จักพอ ทำให้เกิดการก้าวก่ายใน
บทบาทหน้าที่ของผู้อื่น ก้าวล่วงไปใน
สิ่งที่ควรมีและควรเป็นของตนเอง ล้ำไป
ในสิ่งที่ผู้อื่นนั้นควรจะได้รับ ชีวิตนั้นจึง
สับสนและวุ่นวาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความ
สมปรารถนาของตนเอง หลงติดอยู่ใน
สิ่งสมมุติทั้งหลาย เวียนว่ายอยู่ในวังวน
ของกิเลสตัณหาไม่มีวันสิ้นสุด ชีวิตไป
ยึดถือและยึดติดในสิ่งที่สมมุติขึ้นมา
ทั้งหลาย
...สังคมมนุษย์จึงสับสนวุ่นวายไม่มี
ที่สิ้นสุด เพราะว่ามนุษย์นั้น ไม่รู้จัก
คำว่าพอประมาณในการใช้ชีวิต
โลกนี้มันจึงเป็นเช่นนั้นเอง...
...สรรพสิ่ง เคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง
คือความจริง ที่เห็น และเป็นอยู่
ใช้สติ ใคร่ครวญ ทบทวนดู
ก็จะรู้ และเข้าใจ ในหลักธรรม
...มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับ
เปลี่ยนสลับ กันไป เหมือนเช้า-ค่ำ
มีสีขาว ก็ย่อมมี ทั้งสีดำ
เพื่อเตือนย้ำ ความแตกต่าง สองอย่างกัน
...และเมื่อเรา วางใจ ไม่ยึดถือ
สิ่งนั้นคือ ของเรา เข้าถือมั่น
เมื่อใจว่าง ก็วางได้ โดยเร็วพลัน
สิ่งสำคัญ คือใจ เป็นประธาน
... เริ่มที่ใจ ที่จิต ต้องคิดก่อน
โดยการย้อน มองสิ่ง ที่พ้นผ่าน
เอาเป็นครู เรียนรู้ ประสพการ
นั้นคืองาน ของจิต ที่คิดทำ
...การทำดี ต้องเริ่มที่ การฝึกคิด
ฝึกทำจิต คิดดี หลายทีซ้ำ
คิดอะไร ก็ให้ดี มาชี้นำ
คือฝึกทำ ฝึกจิต ให้คิดเป็น
...คิดเพื่อหา เหตุผล ต้นความคิด
ต้องฝึกจิต ให้รู้ ดูให้เห็น
ทำประจำ จากเช้า จนถึงเย็น
ไม่ว่างเว้น ฝึกทำ จนชำนาญ
...ให้ใจเรา นั้นอยู่ กับกุศล
เป็นมงคล ชีวิต จิตอาจหาญ
ทำสิ่งใด ก็รู้เท่า ทันเหตุการณ์
นี่คืองาน ฝึกสติ ให้รู้ทัน
... ระลึกรู้ ให้เห็น ความเป็นอยู่
โดยตามดู ความคิด จิตเรานั้น
แยกถูกผิด ชั่วดี ออกจากกัน
ให้ใจนั้น มีสติ อยู่คุ้มครอง
...ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต...
...รวี สัจจะ - สมณะไร้นาม...

...๕ มกราคม ๒๕๖๕...
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10