แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - NONGEAR44

หน้า: [1]
1
ธรรมะ / ทำไมทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี
« เมื่อ: 26 ก.พ. 2555, 10:02:53 »
                               
                                          ทำไมทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี


    ทำไมทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี..


คุณขีด : กระผมอยากทราบเรื่องกฎแห่งกรรมเพราะเป็นกุญแจของบุญและบาป คนที่ไม่รู้จักบุญและบาปก็เพราะไม่รู้จักกฎแห่งกรรม บางคนไม่เชื่อว่าบุญมีจริงบาปมีจริง แล้วบางทีทำบุญกลายเป็นได้ผลบาป ทำบาปกลายเป็นผลดี ทั้งนี้เป็นเพราะว่าไม่ทราบชัดในเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะฉะนั้นกระผมอยากให้หลวงพ่อสมเด็จได้โปรดขยายกฎแห่งกรรมให้กว้างขวาง ให้เป็นที่รู้ชัดสักหน่อยครับว่ามีกฎอันแท้จริงอย่างไร

สมเด็จโต : กฎแห่งกรรมนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก ก็เปรียบเสมือนหนึ่งธรรมชาติของการเติบโตของผลไม้ตามฤดูกาล กรรมที่ท่านสร้างในอดีตภพย่อมนำมาสู่ท่านในปัจจุบันภพ ฉันใดก็ฉันนั้น ทีนี้กรรมเหล่านั้นที่ท่านทำไปแล้วแต่ท่านลืมไปเพราะอะไรเล่า เพราะว่ามนุษย์ที่ยึดว่าทำไมทำดีจึงไม่ได้ดี เพราะมนุษย์ผู้นั้นไม่โปร่งในขั้นสมุฏฐานของเหตุและปัจจัย

ถ้าท่านหว่านพืชชนิดใดลงดิน พืชชนิดนั้นจะขึ้นตามเหล่ากอของพืชพันธุ์นั้น กรรมใดที่ท่านสร้างมาในภพที่ท่านลืมไปแล้ว แต่กรรมนั้นยังตามเสวยตามภพชาติต่างๆ อยู่ ยกตัวอย่าง ซึ่งเปรียบง่ายๆ สมมติว่าเมื่อสองปีก่อนท่านได้ฆ่าคนตายในที่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วท่านหนีไปอยู่ที่หนองคาย (เปรียบเหมือนท่านฆ่าคนตายในภพก่อนแล้วมาเกิดใหม่ในภพนี้) เรียกว่าท่านเกิดภพนี้ทั้งที่เป็นคนเดิมคือจิตวิญญาณเดิมจากภพก่อน แต่มาอยู่ภพนี้หรือเมืองนี้

ในขณะที่ท่านหนีจากกรุงเทพฯ (ภพก่อน) ไปอยู่หนองคาย (ภพนี้) เกิดสำนึกผิดขึ้นมา จึงถือศีลทำบุญให้ทาน เป็นมิตรกับชาวบ้านที่หนองคาย ชาวบ้านที่หนองคายก็ยกย่องสรรเสริญว่าท่านเป็นคนดีมีศีลธรรมน่าเคารพนับถือ แต่กรรมที่ท่านสร้างไว้คือฆ่าคนตายที่กรุงเทพฯ เมื่อสองปีก่อนนั้น ชาวบ้านที่หนองคายไม่รู้กับท่านด้วย และตำรวจ (กรรม) นั้นก็กำลังตามหาท่านอยู่ เปรียบเสมือนการตามของภพของกรรมไปถึงที่นั่น

แม้ว่าท่านกำลังถือศีลถืออุโบสถอยู่ในโบสถ์ หรือแม้ว่าบางคนมาบวชเป็นพระเพื่อหนีคุกหนีตารางก็ตามที เมื่อตำรวจสืบพบเจอตัวท่าน แม้จะอยู่ที่วัดถือศีลหรือบวชเป็นพระอยู่ ตำรวจก็จับท่านทันทีเพื่อไปลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง คนที่หนองคายแถวที่ท่านอยู่ย่อมไม่พอใจ หรือด่าทอตำรวจที่มาจับคนดีที่ถือศีลในอุโบสถอยู่

ก็เหมือนกรรมที่ไม่ดีที่ตามมาทันท่านตอนที่ท่านกำลังทำดี ทำให้ท่านคิดว่าทำไมทำดีแล้วจึงไม่ได้ดี กลับพบเจอและได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดี ท่านอาจลืมกรรมที่ท่านทำไว้ในภพชาติก่อนแล้ว เพราะมันผ่านมานานแล้ว ข้ามภพข้ามชาติมาจนจำไม่ได้ว่าทำกรรมไม่ดีอะไรไปบ้าง จึงทำให้คิดว่าภพนี้ชาตินี้ทำแต่ความดี แล้วทำไมไม่ได้ดี

คล้ายกันกับคนทำชั่วหรือทำไม่ดีในปัจจุบัน แต่กลับได้ดิบได้ดี เพราะภพชาติก่อนเขาเคยทำดีไว้ แล้วกรรมดีนี้ตามมาทันและส่งผลให้เขาได้ดิบได้ดี แม้ในขณะปัจจุบันเขากำลังทำกรรมไม่ดีอยู่ก็ตามที เพราะเป็นกรรมคนละส่วนกับกรรมเก่าที่เขาทำดีในภพชาติก่อน ส่วนกรรมใหม่ที่เขาทำไม่ดีในขณะนี้ยังไม่ส่งผล ต้องรอให้ผลในกาลต่อไป เปรียบเหมือนเราเพิ่งปลูกข้าวดำนาเสร็จ จะให้กล้าในนาออกดอกออกรวงข้าวในวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยย่อมเป็นไม่ได้ จะต้องรอเดือนรอเวลาจนกว่าต้นกล้าจะครบกำหนดที่จะออกรวงให้ผลิตผลเป็นเมล็ดข้าว จึงจะเก็บเกี่ยวได้ ฉันใดก็ฉันนั้น กฎแห่งกรรมก็เช่นเดียวกันกับกฎธรรมชาติ

เช่น การปลูกพืชปลูกต้นไม้ชนิดต่างกัน ย่อมต้องจะรอการออกดอกออกผลเป็นเวลาไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นไปตามพันธุกรรมของพืชชนิดนั้นๆ ที่จะใช้เวลาไม่เท่ากันนานเป็นเดือนหรือนานเป็นปีจึงจะให้ผล เช่น ปลูกพริกย่อมให้ผลิตผลเร็วกว่าปลูกมะม่วง ปลูกข้าวย่อมให้ผลเร็วกว่าปลูกมะพร้าว เป็นต้น เช่นเดียวกันกับผลของกรรมแต่ละชนิด กรรมหนักกรรมเบา มีเจตนาหรือไม่เจตนา เป็นต้น จึงให้ผลกรรมหนักเบาต่างกันต่างเวลาตามเหตุปัจจัย

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งละเอียด กฎแห่งกรรมคือกฎแห่งธรรมชาติ ย่อมทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ท่านสร้างกรรมดีไว้ในปัจจุบันนี้ กรรมนั้นอาจจะให้ท่านเสวยผลในภพอีกภพหนึ่งก็ได้ เพราะว่ามันเป็นกงล้อแห่งกงกรรมกงเกวียนที่จะแยกแยะออกมา ชาติไหน ชาติอะไร ชาติโน้น ชาตินี้ เป็นสิ่งยาก เพราะว่ามนุษย์เราแต่ละคนที่เกิดมาในปัจจุบันชาตินี้ เกิดมาเป็นร้อยๆ พันๆ ภพชาติเป็นกงกรรมกงเวียนที่ทับถมทั้งดีและชั่ว โดยเจ้าตัวก็แยกแยะไม่ออก

ยกตัวอย่างง่ายๆ เสมือนหนึ่งท่านคิดตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น พอตกเย็นท่านมานั่งทบทวน ท่านก็แยกแยะทบทวนไม่ค่อยออกว่าเวลาไหนท่านมีอกุศลอารมณ์ เวลาไหนมีโทสจริต เวลาไหนมีเมตตาจิต เพราะว่าการเคลื่อนไหวแห่งจิตวิญญาณนี้เร็วยิ่งกว่าอณูปรมาณูทั้งหลาย เร็วยิ่งกว่าปรอท เพราะฉะนั้นจึงแยกได้ว่า ท่านสร้างกรรมใดไว้ ท่านย่อมจะต้องเสวยกรรมนั้นในภพชาติแน่นอน ..

โอวาทจากดวงพระวิญญาณบริสุทธิ์สมเด็จโต     
                                                                                                                                                                 
       ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด  dhammajak.net

2
                         พระอรหันต์อยู่ในบ้าน.... อมตะธรรม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

   สมเด็จโต ท่านเป็นยอดนักเทศน์ ท่านเทศน์ได้จับใจคนฟัง ธรรมเทศนาของท่าน เข้าใจง่ายไม่ต้องมานั่งแปลไทยให้เป็นไทย เพราะท่านใช้คำไทยตรง ๆ เป็นภาษาพื้น ๆ ที่คนทั่วไปได้ฟังก็เข้าใจ เป็นที่นิยมของชนทุกชั้น ฟังไปก็สนุกเพลิดเพลิน และยังได้คติธรรม ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเหมือนักเทศน์ท่านอื่น ๆ

สมเด็จโตท่านได้เล่าว่า มีคราวหนึ่ง ท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพาร ครั้นพอพบหน้าท่าน เจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า ? ท่านเจ้าคุณ เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย?

สมเด็จโตทรงทูลว่า? ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรมและได้รู้ได้เห็นในธรรมนี้แล้วเขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพรมหาบพิตร? และในวันนี้อาตมาจะมาเทศนาเรื่อง ? พระอรหันต์อยู่ในบ้าน?

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง ข้าราการและข้าราชบริพาร ต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่แต่ในถ้ำ ในป่า ในเขา ในที่เงียบสงัด หรือที่วัดวาอารามเท่านั้น แต่ทำไมสมเด็จโต จึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่องพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน

ท่านจึงขยายความต่อไปว่า จิตพระอรหันต์ เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ยินดีและยินร้าย ในเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ก็ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที่ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ทุก ๆ คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย

ทุก ๆ คนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้นต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า? พระอรหันต์คือพระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือแต่กับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อแม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน

พ่อแม่จึงเปรียบเสมือน พระอรหันต์ของลูก ท่านมีน้ำใจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องของท่าน ทนทุกข์ทรมานร่วมเก้าเดือนบ้างสิบเดือนบ้าง แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นสักนิด มีแต่ความสุขใจ แม้ลูกเกิดออกมาแล้วพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ท่านก็ยังรักยังสงสารเพราะท่านคิดเสมอว่านั้นคือสายเลือด ถือว่าเป็นลูกไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง แต่ท่านกลับจะเพิ่มความรักความสงสารมากยิ่งขึ้น ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด หรือด่าทอพ่อแม่ต่าง ๆ นานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโกรธเคือง กลับยิ้มร่าชอบใจ เพิ่มความรักความเอ็นดูให้ท่านเสียอีก แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบชั่วดี แต่บางครั้ง ด้วยความโกรธ ความหลง เราก็ยังทุบตีหรือด่าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธถือโทษเอาผิดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉยยอมที่จะทนรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตา ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ รับเท้า และปากของเรา สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง ท่านให้อภัย ในการกระทำของเราเสมอเพราะท่านกลัว เราจะมีบาปมีกรรมติดตัว จึงยอมที่จะเจ็บยอมทุกข์เสียเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักเรา และหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจเหมือนพ่อแม่ ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเราเติบใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และกำลังทรัพย์ ให้แก่เราอย่างมากมาย จนไม่อาจประมาณค่าเป็นตัวเลขได้ ทั้งนี้เพราะมันมากมายจนเกินกว่าจะประมาณค่าได้ และในบางครั้ง ลูกหลงผิดเป็นคนชั่วด้วยอารมณ์แห่งโทสะ เป็นคนเมาขาดสติ ก่อกรรมทำเข็ญเป็นที่เดือนร้อนแก่ชาวบ้าน ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของบ้านเมือง ในสายตาของท่านแล้ว เมื่อมีภัยสู่ลูกก็ยังโอบไปปกป้องรักษาช่วยเหลือลูกอย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ ยอมเสียทรัพย์สินและเงินมากมายเพื่อให้ลูกได้พ้นผิด ถึงแม้ว่าบางครั้งลูกต้องถูกจองจำหมดแล้วซึ่งอิสรภาพด้วยอาญาแห่งแผ่นดิน ก็คงมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่คอยหมั่นดูแลไปเยี่ยมไปเยียน คอยส่งน้ำส่งข้าวปลาอาหาร คอยให้กำลังใจแก่ลูก ให้ต่อสู้กับความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานของจิตใจที่ลูกได้รับ และรอนับเวลาที่ลูกจะกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งหนึ่ง

น้ำใจที่มีต่อลูกเช่นนี้เปรียบเท่ากับน้ำใจของพระอรหันต์โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริง ๆ ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดที่จะบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านของท่านเล่า

สำหรับลูก ถึงแม้พ่อแม่จะเป็นโจรเป็นคนชั่วในสายตาของบุคคลอื่น แต่สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถเสียสละให้ลูกได้ พ่อแม่มีลูกนับ ๑๐ คนเลี้ยงดูมาเติบใหญ่ แต่ลูกทั้ง ๑๐ คนกลับเลี้ยงดูพ่อแม่เพียง ๒ คนไม่ได้ ชอบเกี่ยงกันเพราะลูกเหล่านั้นกำลังลืมคำว่า พระคุณของพ่อแม่

ยามที่พ่อแม่ท่านมีชีวิตอยู่เราควรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยการซื้อหาอาหารการกิน ซื้อเสื้อผ้า พาท่านไปทำบุญทำทาน เข้าวัดเข้าวา อะไรก็ตามที่ทำแล้วให้ท่านมีความสุขก็ควรทำให้ท่าน ดูแลความทุกข์สุขและเลี้ยงดูจิตใจท่าน เชื่อฟังในโอวาทคำเตือนของท่าน คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านก็ต้องระมัดระวัง เพราะคนแก่นั้นใจน้อย ต้องรักษาน้ำใจท่าน ไว้ด้วยคำพูดที่นิ่มหู ฟังดูแล้วไม่ทำให้ท่านไม่สบายใจ ไม่ปล่อยทิ้งท่านอยู่อย่างว้าเหว่ คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติดูแลท่านอย่างใกล้ชิด แต่คนส่วนมากมักจะทำบุญให้พ่อแม่ เมื่อยามที่ท่านตายจากเราไปแล้ว เพราะนั่นคือการพลาด และเป็นการพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราเอง ซึ่งความจริงแล้วเราควรที่จะทำบุญให้กับพ่อแม่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวที

ขอให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟังธรรมในวันนี้ จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คือบุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ แต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน พวกท่านไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าองค์ใดจริงหรือไม่จริง แต่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดและเป็นของจริง และบูชาได้อย่างแน่นอน ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว ต้องพบกับความวิบัติไม่เคยมี มีแต่จะทำมาหากินอาชีพอะไรก็จะเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข อายุยืนยาวตายตามกาลเวลา

ขอให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ จงใช้สติและพิจารณาในเรื่องราวต่าง ๆ ที่อาตมาได้เทศนาให้ฟังในครั้งนี้ได้ดี แล้วประโยชน์และความสุข ก็จะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลายอย่างทันตาเห็น เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่าขุนนางข้าราชการ และข้าราชบริพารทั้งปวง ได้ฟังคำเทศนาของสมเด็จโตจบลง บ้างน้ำตาก็คลอเบ้าทั้งสอง บ้างน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาสุดที่จะกลั้นได้ ด้วยความรู้สึกรักสงสารและคิดถึงพระคุณของพ่อแม่ขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ อย่างที่ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย


เจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่งสยามประเทศจึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสั่นเครือ ปนน้ำพระเนตรว่า? ท่านเจ้าคุณท่านเทศน์ได้จับใจยิ่งนัก และขอให้ทุกคนจงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์เถิด?

   ขอบคุณที่มา : อมตะธรรม หลวงปู่โต

3
                                        “คิดมาก..ก็ทุกข์มาก สุขทุกข์อยู่ที่ใจ”


“คิดมาก..ก็ทุกข์มาก สุขทุกข์อยู่ที่ใจ”

สนทนาธรรมโดย อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม


กราบนมัสการ หลวงพ่อคำเขียน และพระคุณเจ้าที่เคารพอย่างสูง
และสวัสดีญาติธรรม ผู้ที่มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรม ผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน


วันนี้ผมรู้สึกยินดีมาก ที่ได้มีโอกาสมาทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ให้พระธรรม
ก็ตั้งใจว่าจะมาพูดในสิ่งที่เป็นสาระเป็นประโยชน์กับท่านผู้ฟัง
โดยปกติแล้ว ผมไม่ค่อยจะมีโอกาสจะมาในลักษณะเช่นนี้
คนพิการไม่ค่อยได้ออกไปไหน มักจะอยู่ในบ้าน
จึงไม่ค่อยมีความรู้อะไรกว้างขวางนัก
ส่วนใหญ่ก็จะรู้แต่เรื่องร่างกาย เรื่องจิต เรื่องใจ
ของตัวเองเสียเป็นส่วนมาก เพราะคอยเฝ้าดูสิ่งนี้อยู่
และที่ผมมาวันนี้ ก็ตั้งใจไว้ว่าจะมาพูดธรรมะในลักษณะที่มาเล่าสู่กันฟัง
ขอให้ท่านผู้ฟังทุกท่าน จงมีความสุขในการฟังในวันนี้


หลายท่านก็อยากจะทราบว่า ทำไมผมจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
มันมีเหตุ มีเหตุความเป็นมา ก็จำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่อง
ย้อนรอยไปในอดีตสักเล็กน้อยเพื่อประกอบกับการพูดธรรมะ
สู่กันฟังในวันนี้ คือเมื่อประมาณ 22 ปีที่ผ่านมา
ผมเคยรับราชการเป็นอาจารย์สอนอยู่ในวิทยาลัยพละศึกษา
จังหวัดอ่างทอง ผมรับราชการได้แค่ 3 ปี ก็โชคไม่ดี
แล้วประสบอุบัติเหตุในขณะที่กำลังสอนว่ายน้ำอยู่
คือ ผมได้กระโดดน้ำลงไปในสระว่ายน้ำ ในท่าที่พุ่งหลาวลงไป
มันเกิดพลาดท่า เพราะมีความประมาทอยู่ด้วย พุ่งแรงไปหน่อย
ศีรษะไปกระแทกถึงพื้นก้นสระ ทำให้เป็นอัมพาตไปทั้งร่างกาย
จมไปที่ก้นสระ ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้
ลูกศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นว่า อาจารย์กระโดดน้ำลงไปนานผิดปกติ
จึงลงไปช่วยชีวิตขึ้นมาได้ แล้วก็นำส่งโรงพยาบาลกลางที่กรุงเทพฯ
คุณหมอที่โรงพยาบาลกลาง ท่านก็ตรวจพบว่ามีกระดูกต้นคอข้อที่ 5 หัก
แล้วไปกระทบกระเทือนถึงระบบประสาทไขสันหลัง
ทำให้ร่างกายทั้งหมดเป็นอัมพาต แล้วก็ต้องพิการไปตลอดชีวิต


คุณหมอก็ให้รักษาโดยการทำการผ่าตัด 2 แห่ง
แห่งแรกคือ เอากระดูกเชิงกรานด้านซ้าย มาต่อกระดูกต้นคอที่หัก
แล้วก็อยู่ทำกายภาพที่โรงพยาบาลกลาง ประมาณ 4 เดือน
ก็ทำให้แขนทั้งสองข้างเริ่มเคลื่อนไหวได้บ้าง
แต่ก็ยังไม่ค่อยแข็งแรง ความพิการถึงตอนนี้ ที่ท่านเห็นอยู่นี้ก็คือ
แขนทั้งสองข้างเขาอ่อนแรง นิ้วมือทั้งสองข้างนี่ ก็กระดิกไม่ได้เลย
เขาจะงออยู่ในลักษณะเช่นนี้ ตั้งแต่ต้นคอเรื่อยมาจนถึงปลายเท้า
เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวเองได้ จะมีอาการชาไปทั้งตัว ไม่ได้รู้สึกเจ็บ
อย่าว่าแต่หยิกเลย เอาเข็มแทงก็ไม่เจ็บ ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
ทั้งปัสสาวะและอุจจาระ ต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนมาก
ก็จะลงมานั่งบนรถเข็นที่บ้านเป็นบางโอกาส
ก็ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยยกลงมาให้
สรุปแล้วก็คือ อยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
แล้วผมก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนี้แหละ 22 ปี
ตั้งแต่อายุ 24 ตอนนี้ 46 แล้ว
ตอนเป็นใหม่ๆ รู้สึกว่า เรามีความทุกข์มาก
มีความทุกข์ทั้งร่างกายและจิตใจ
คิดว่าเรานี้ฝันไป คิดว่าเป็นความฝัน
คิดว่าในโลกนี้ คงไม่มีใครมีความทุกข์หนักเท่ากับเราอีกแล้ว
คิดไปถึงขนาดนั้น นี่คือ เรื่องในอดีต
อดีตที่แสนหวาน ก่อนที่ผมจะมาปฏิบัติธรรม
ก็เลยฉุกคิดได้ว่า
ไหนๆ เราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปจนตลอดชีวิตแล้ว
เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตของเรามีสาระมีประโยชน์สำหรับเราขึ้นมาบ้าง
และใช้ความพิการที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์กับตัวเราได้อย่างไร
ถ้าเราขืนปล่อยชีวิตไปตามบุญตามกรรม ก็ต้องทุกข์ไปจนตายแน่นอน
ผมเริ่มหาที่พึ่งภายในแล้ว แต่ก็ยังหาไม่พบ
พอดีในช่วงนั้น คุณพ่อผมท่านก็มีความทุกข์มาก
ก็เพราะผมนี้แหละทำให้ท่านต้องคิดมาก


และเพราะความทุกข์ท่านก็จะหันเหชีวิตเข้าหาธรรมมะเลย
ท่านไปศึกษา แล้วก็ไปปฏิบัติธรรมตามวัตต่างๆ
ตามสำนักต่างๆที่เขามีการอบรมปฏิบัติธรรมะกัน
คุณพ่อไปมาหลายแห่ง แล้วเวลาคุณพ่อกลับมานี่
ท่านก็จะนำธรรมะมาฝากผมและครอบครัว
ผมถือว่า ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูก
เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับครอบครัว ตอนนี้ท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว


เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่า
สิ่งที่คุณพ่อนำมานี้ มันน่าจะมีสาระมีประโยชน์สำหรับเรา
เราน่าจะเอาธรรมะที่คุณพ่อนำมานี้มาศึกษาและปฏิบัติ
เพื่อให้มีขึ้นในตัวเรา
อย่างน้อยความทุกข์ที่มีอยู่มันก็มีโอกาสที่จะลดน้อยลงไปได้
ดีกว่าเรามานอนคิดปล่อยจิตปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน ไร้สาระเสียเวลาชีวิต
นี้ก็เพราะความทุกข์เป็นต้นเหตุ
ทำให้ผมเกิดศรัทธาที่จะมาศึกษาและปฏิบัติธรรมะ
เพื่อนำตนให้พ้นไปจากความทุกข์
ถ้าผมไม่มีความทุกข์ ธรรมะก็ไม่จำเป็นสำหรับผม
และหลังจากนั้นผมจึงเริ่มศึกษาธรรมะจากการอ่าน
และการฟังเป็นเวลานาน แต่ไม่เคยคิดที่จะปฏิบัติ
นี่ถ้าโดยเฉพาะการอ่านหนังสือธรรมะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทำให้คนเราบรรลุธรรมได้ ผมก็คงบรรลุธรรมไปนานแล้ว
เพราะว่าผมอ่านๆมาตั้ง 16 ปี
แต่ความทุกข์ก็ยัง กลุ้มรุมจิตใจผมอยู่มาก
นี่เพราะไม่มีการปฏิบัติ
ก็เมื่อก่อนนี้เคยมีความเห็นผิดไปว่า
คนที่พิการในสภาพอย่างเรา คงจะปฏิบัติธรรมไม่ได้หรอก
โดยเฉพาะในเรื่องของการทำกรรมฐาน
เพราะการทำกรรมฐานนี้ เราต้องมีอิริยาบถสี่ ที่สมบูรณ์แบบ
คือ การนอน การนั่ง การยืน แล้วก็การเดิน
แต่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ นั่งสมาธิก็ไม่ได้ เดินจงกรมก็ไม่ได้
และจะทำกรรมฐานได้อย่างไร ก็เคยลองฝึกดูบ้างเหมือนกัน
คุณแม่เป็นผู้ที่สอนให้ ให้ทำแบบพุทโธ
นอนปฏิบัติแล้วหลับตาด้วย
เวลาหายใจเข้าก็บริกรรมว่าพุท หายใจออกก็บริกรรมว่าโธ
ทำในสภาพนี้ จิตมันก็สงบ ต่อมาก็หลับใหลไปเลย สบาย
พอตื่นขึ้นมาก็ยังมีความทุกข์เหมือนเดิม
ยังเห็นความพิการติดอยู่ที่เรา ยังมีเราเป็นผู้พิการอยู่
และทำกรรมฐานทีไร ก็หลับทุกข์ที
เราก็มาคิดว่า กรรมฐานนี่เขาทำให้หลับรึไง
เราจะดับความทุกข์ให้กับตัวเราเองได้ ก็เฉพาะตอนหลับรึไง
เวลาเรามีความคิดมากๆ เครียดมากๆ
จะทำกรรมฐานก็ไม่เป็นกรรมฐาน มันยิ่งเบื่อยิ่งอึดอัดขัดเคือง
ท้อถอยความเพียร ยิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่
สู้การอ่านหนังสือธรรมะไม่ได้
เรายังเพลิดเพลินไปกับการอ่าน ยังรู้ธรรมะจากหนังสือบ้าง
เราทำกรรมฐานหลับตาแล้วหลับก็ไปเลย ไม่รู้อะไรเลย
การทำกรรมฐานนี่
ถ้าเราไม่มีครูบาอาจารย์คอยเป็นกัลยาณมิตรให้การแนะนำ
เราก็มักจะทำแบบหลงทิศหลงทาง
จะมีแต่ความสงสัย ลังเลใจ จะไม่มั่นใจในการปฏิบัติ
ผมเห็นว่าครูบาอาจารย์สำคัญมาก
ผมเองก็อยากมีครูบาอาจารย์
เมื่อสมัยก่อน จึงเขียนจดหมายไปกราบเรียนถามหลวงพ่อคำเขียน
เพื่อขอให้ท่านแนะนำ วิธีการปฏิบัติธรรม สำหรับผู้พิการ
ที่มีอิริยาบถเดียว คือ นอน
หลวงพ่อท่านก็เมตตาตอบจดหมายมายังผม
พร้อมทั้งแนะนำวิธีการทำกรรมฐานให้กับผม
คือหลวงพ่อท่านให้ผมทำสติปัฏฐาน 4 ในอิริยาบถนอน
ก็คือ การเจริญสติไปกับการเคลื่อนไหวนี่เอง
หลวงพ่อท่านแนะนำว่าความรู้สึกตัวนี่ แม้แต่จะนอนอยู่ก็ปฏิบัติได้
ให้เรามากำหนดรู้ วิธีการ พลิกมือเล่นไปมา ก็ให้รู้สึกตัวไป
เวลามันเกิดความคิดก็อย่าไปตามความคิด
ให้กลับมากำหนดรู้อยู่ที่กาย มีเจตนารู้อยู่ที่กายอย่างเดียว
ให้ขยันสร้างตัวรู้ให้มากๆ การขยันสร้างตัวรู้นี้แหละ เรียกว่าการภาวนา
ถ้ามันเกิดความสงบ หลวงพ่อท่านก็ว่า อย่าไปเอาความสงบ
ให้ขยันรู้สึกตัว นี่คือกรรมฐาน อาศัยการกระทำอย่างนี้เรื่อยๆไป
ถ้าเรามีความรู้สึกตัวมาก ความหลงจะลดน้อยไปหรือหมดไปเอง
ทำให้เราเกิดธรรมวิจยะ เป็นรูปธรรมนามธรรมไปเอง
เวลาปฏิบัตินี้หลวงพ่อท่านเน้นว่า ให้เป็นผู้ดู อย่าเข้าไปอยู่
อย่าเข้าไปเป็นกับอะไร
มีอะไรเกิดขึ้นกับกายกับจิตใจเราก็ให้เราดูรู้แจ้งเข้าไป
บางทีมันเกิดความสุข ท่านก็ว่าไม่ให้เอาความสุขอีก
ให้เห็นสักแต่ว่าความสุขเท่านั้น และตรงกันข้าม
ถ้ามันเกิดความทุกข์ก็อย่าเข้าไปเป็นผู้ทุกข์
ให้เห็นสักแต่ว่าคือทุกข์
ถ้ามันเกิดอาการเบื่ออึดอัดขัดเคืองในจิตใจละก็ นั่นคืออาการของจิต
อย่าเข้าไปเป็นกับอะไร
ให้ขยันปฏิบัติไป ก็จะเกิดญาณปัญญาขึ้นเรื่อยๆ
ทุกวันนี้ผมก็ได้อาศัยกรรมฐานบทนี้แหละ
มาเป็นเครื่องอยู่ของชีวิตจิตใจของผม
กรรมฐานบทนี้สามารถเปลี่ยนชีวิตจิตใจของผมไปในทางที่ดีได้
ทีนี้ท่านผู้ฟัง ก็จะได้ทราบว่า คนพิการในสภาพเช่นนี้น่ะ
เขาเจริญสติอย่างไร แล้วท่านผู้ฟังก็สามารถนำเอาไปปฏิบัติได้
ปฏิบัติแบบคนพิการนี้ก็ทำได้
การเจริญสติไปกับการเคลื่อนไหวนี้นะ ทำง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไร
ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องใช้คำบริกรรม
และที่สำคัญไม่ต้องใช้ความคิดด้วย ทำได้ทุกๆคนเลย
เพราะว่าหลักธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนา


ทีนี้ท่านผู้ฟัง ก็จะได้ทราบว่า คนพิการในสภาพเช่นนี้น่ะ
เขาเจริญสติอย่างไร แล้วท่านผู้ฟังก็สามารถนำเอาไปปฏิบัติได้
ปฏิบัติแบบคนพิการนี้ก็ทำได้ การเจริญสติไปกับการเคลื่อนไหวนี้นะ
ทำง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไร ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องใช้คำบริกรรม
และที่สำคัญไม่ต้องใช้ความคิดด้วย ทำได้ทุกๆคนเลย
เพราะว่าหลักธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนาถือว่า เป็นหลักสากล
ปฏิบัติได้ไม่เลือกเพศ วัย ชาติชั้น วรรณะ
นับถือศาสนาอะไร อาชีพอะไร คนปกติหรือพิการก็ย่อมปฏิบัติได้
นี่แหละคือหลักสากล
ลองนำไปปฏิบัติดูสิ จะมีแต่ประโยชน์ส่วนเดียว
อย่างผมเองก็เริ่มต้นโดยการนอน
แล้วก็พลิกมือข้างขวาได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น
เริ่มต้นใหม่ๆ พลิกมือหงาย ก็ให้มีสติเข้าไปรู้ พลิกมือคว่ำนี้ก็ให้รู้
พลิกมือหงายนี้ก็ให้รู้ พลิกมือคว่ำนี้ ก็ให้มีสติเข้าไปรู้
ให้รู้ทุกครั้ง ที่มือเขาพลิกหงายพลิกคว่ำ
ให้รู้เฉยๆ ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องมีคำบริกรรม
แล้วก็ไม่ต้องใช้ความคิดอะไร แต่เวลาเราไม่ได้ใช้ความคิดนี่
ถ้าเราปฏิบัติ มันก็มีความคิดเกิดขึ้นเหมือนกัน
การทำกรรมฐานนี้ ย่อมมีความคิดเป็นธรรมดา
แต่เราก็ไม่ตามความคิด เราเพียงแต่รู้เฉยๆ
ทำใหม่ๆนี่ สติก็ไม่ค่อยจะมี
เรามักปล่อยจิตปล่อยใจให้หลงตามความคิดไป
ปล่อยจิตปล่อยใจให้ออกนอกอารมณ์กรรมฐาน
แต่พอเรามีสติเกิดขึ้น
สตินี้แหละสามารถดึงจิตเรากลับมาตั้งอยู่บนอารมณ์กรรมฐานใหม่
มันก็เกิดการชักกะเย่อกันอยู่อย่างนี้แหละ
ระหว่างความคิดลากเอาไป สติดึงกลับมา
มันเป็นประสบการณ์บางครั้งพอเราทำไป มันเกิดความง่วง
นี้เป็นเรื่องธรรมดานะ
การทำกรรมฐาน คนที่เคยปฏิบัติจะเข้าใจ
ย่อมจะมีความง่วงเป็นธรรมดา
เพราะความง่วงมันเป็นเพื่อนที่แสนดีสำหรับพวกเราทุกคนอยู่แล้ว
แต่เราไม่ยอมจำนนกับความง่วง
เรามีวิธีการแก้ไข คือ พลิกมือให้มันเร็วขึ้น แรงขึ้น
เป็นการปลุกสติให้มันตื่นขึ้น มันจะได้ไม่ง่วง
นี่คือ ประสบการณ์หนึ่งอีกเหมือนกัน
ทำใหม่ๆ อุปสรรคมันก็มีมาก
คนพิการนี้ อุปสรรคมีมาก แต่ก็ฝืนทนทำไปก่อน
กรรมฐานนี้ล้มลุกคลุกคลาน
ต้องตั้งต้นกันใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ฝืนทนทำไปก่อน
เพื่อให้มันเกิดความเคยชิน
ถ้าเราทำจนเคยชินแล้ว เดี๋ยวมันจะเป็นไปเอง
ไม่คิดท้อแท้ มันท้อไม่ได้หรอก
ท้อแล้วเดี๋ยวกลับไปทุกข์เหมือนเดิม
เดิมพันมันสูงตรงนี้แหละ ทำอยู่มือข้างเดียวข้างขวานี้แหละ
ทำนานๆ มันก็ปวดๆมาก มันจะเกิดทุกขเวทนาทางกายแล้ว
ปวดจนกระทั่งนอนไม่หลับ
คือ ไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหนถูกนอนตั้งมือ แล้วก็หลับก็มี
ทีนี้พอเรามาหัดมือข้างซ้ายดูบ้าง
มือข้างซ้ายนี้แหละ เขาอ่อนแรงอยู่แล้ว พลิกไม่ค่อยถนัด
แต่เราก็พยายามฝืน พยายามพลิก ให้รู้สึกตัวไป
พอทำไปนานๆเข้า เราก็พลิกง่ายขึ้น
ทำให้แขนซ้ายแข็งแรงขึ้นด้วย
เมื่อก่อนจะยกแขนซ้าย ต้องเอามือขวาช่วยจับ
เดี๋ยวนี้สามารถยกชูได้นะ สติก็ได้ ร่างกายก็แข็งแรง
ทีนี้พอเราทำกรรมฐาน เป็นแล้ว
เรามีสติแล้ว เรามีประสบการณ์แล้ว
ก็พยายามสรรหาอิริยาบถใหม่ๆ ให้กับตนเอง
คนพิการ อิริยาบถก็มีจำกัด การเคลื่อนไหวก็มีได้น้อย
เราก็ค่อยดูว่า ร่างกายส่วนไหนที่ไม่พิการหรือพิการน้อย
เราก็จะเอาส่วนนั้นมาเคลื่อนไหว และก็ให้มีสติเข้าไปรู้เอาไว้


ในร่างกายของผมนี้
นอกจากแขนทั้งสองข้างที่พอจะเคลื่อนไหวได้แล้ว
ก็มีส่วนศีรษะนี้ ส่วนนี้เป็นปกติมาก ก็เอาส่วนนี้มาเคลื่อนไหว
แล้วก็ให้มีสติ กำหนดรู้เอาไว้
ยกตัวอย่าง เอียงซ้ายนี่ก็ให้รู้ เอียงขวาก็ให้รู้
เหลียวซ้ายแลขวา ก้ม เงย นี้ก็ให้รู้ กระพริบตาก็ให้รู้
ยักคิ้วนี้ก็เจริญสติได้นะ ขยับจมูก ขยับปาก
แม้แต่กระดิกหูนี้ ก็เจริญสติได้ ลองทำดูสิ
คือ ให้สติมันโคจรไปทั่วร่างกายที่เขาเคลื่อนไหวได้
ให้มีปัจจุบันอยู่ในตัวเรานี้ ไม่ให้ออกนอกตัวไปไหน


ผมเห็นญาติธรรมบางท่าน นั่งฟังไปด้วย ยักคิ้วไปด้วย….
ทีนี้พอเราทำจนชำนิชำนาญแล้ว
เราก็พยายามทำให้ต่อเนื่องในทุกอิริยาบถ
การปฏิบัติกรรมฐานนี่ กรรมฐานจะให้ผล
เราต้องพยายามทำให้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ แล้วปัญญาจะเกิดขึ้น
เพราะปัญญาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อเรามีสติตามรู้ในทุกอิริยาบถตลอดทั้งวัน
นี่คือปัญญาที่เกิดจากการภาวนาไม่ใช่ปัญญาเกิดจากการนึกคิด
หาเหตุผล ไม่ใช่อย่างนั้น
เราลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้า ให้เรารู้สึกตัวทันที
จะพลิกซ้าย จะพลิกขวา จะพับผ้าห่ม ก็พยายามเติมสติลงไป
จะแปรงฟัน ล้างหน้า เช็ดหน้า ทานข้าว ดื่มน้ำ
ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ แต่งเนื้อแต่งตัวหรือเข็นรถไปมา
ก็พยายามเติมสติลงไปในอิริยาบถเหล่านี้
และสติมันเต็มเนื้อเต็มตัวเราไปหมด
เราต้องมีเจตนาที่จะเคลื่อนไหว เพื่อให้สติมันเกิด
สตินี้จะเกิดขึ้นได้ เราต้องสร้างขึ้นมา
เราทำเหตุตรงนี้ให้มากๆก่อน คือ การขยันสร้างสติ สร้างตัวรู้
แล้วเรื่องผล ไม่ต้องคำนึงถึง มันจะเกิดขึ้นมาเอง


พอเราทำไปนานๆเข้า มันก็เพลิดเพลินไปกับการปฏิบัติ
มันขยัน มันกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ
พุทธภาษิตท่านกล่าวไว้ว่า คนมีสติย่อมขยัน
การทำกรรมฐานนี้ มันมีรสชาติมาก
ซึ่งมีรสชาติมากกว่าการอ่านหนังสือธรรมะหรือฟังธรรมะอีก
เทียบกันไม่ติดเลย เพราะจิตใจของเรา
สามารถเข้าไปสัมผัสกับสภาวธรรมจริงๆ เป็นธรรมชาติ เป็นสันทิฐิโก
สันทิฐิโกนี้ ก็แปลว่า พระธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ
พึงเห็นได้ด้วยตนเอง นี้เราสัมผัสผลเลย
พอเราทำไปนานๆ นานวันๆ สติเขาก็มีการวิวัฒน์พัฒนาตัวเขาขึ้นมา
จนมีมากขึ้นๆกลายเป็นมหาสติ จะเริ่มมีกำลังแก่กล้าจะเป็นใหญ่
มีอำนาจอยู่เหนือตัวเรา
จิตใจที่เคยชอบครุ่นคิดวุ่นวายไปในอารมณ์ต่างๆ
อดีตก็ดี อนาคตก็ดี เมื่อเขาได้สัมผัสกับสตินานวันเข้านี่
ทำให้เขาสงบ เย็นลงได้


นี้ก็ได้อาศัยสติไปกับการเคลื่อนไหว
เป็นหลักของกรรมฐานเพื่อล่ามจิตล่ามใจ
ให้เป็นปกติสุขได้ในปัจจุบัน จิตเชื่องแล้ว ก็ทำให้เกิดธรรมะวิจยะ
เกิดญาณปัญญา เห็นแจ้งในเรื่องเกี่ยวกับตัวเรา
การเห็นแจ้งนี้ เราไม่ได้ไปเห็นแจ้งที่ไหน
ไม่ได้ไปเห็นแสง เห็นพระพุทธเจ้า เห็นเลข เห็นเบอร์ ไม่ใช่
อันนั้นไม่ใช่ของจริง เราเฝ้าดูตัวเราเองอยู่
เราก็ย่อมเห็นแจ้งในสัจธรรมที่มีในตัวเรา
สติสัมปชัญญะหรือตัวปัญญานี้แหละ คือ ผู้ที่เห็นแจ้ง
เรามาปฏิบัติธรรม
ก็เพื่อให้เราได้รู้ได้เห็นได้เข้าใจตัวเราอย่างชัดเจนเท่านั้น
นี่คือจุดมุ่งหมาย


ขั้นต้นเราจะเห็นว่า ชีวิตของเรานี้ประกอบไปด้วยส่วน 2 ส่วน
คือ ส่วนของกาย กับ ส่วนของจิต นี่แหละคือ ตัวเรา
ส่วนของกายคือรูปธรรม ส่วนของจิตใจคือนามธรรม
สรุปแล้วมี 2 อย่าง เท่านั้น ในชีวิตเรา
คือ มีกายกับจิต ที่มิใช่ส่วนเดียวกัน แต่เขาอาศัยกันอยู่
ขั้นต่อมา เราก็จะเห็นว่าธรรมชาติของร่างกายเป็นอย่างไร
ธรรมชาติของจิตใจเป็นอย่างไร อาการของกายเป็นอย่างไร
อาการของจิตใจเป็นอย่างไร ความคิดเป็นอย่างไร
ความรู้สึกตัวเป็นอย่างไร จะเห็นแจ้งวนเวียนในสิ่งเหล่านี้แหละ
ใครปฏิบัติอย่างนี้ก็ต้องเห็นอย่างนี้
เพราะธรรมะแท้นี้ ต้องรู้ต้องเห็นในสิ่งเดียวกัน
ธรรมะแท้ๆต้องรู้กันได้ และเห็นกันได้ ทั้งผู้พูดและผู้ฟังด้วย
จึงจะเป็นธรรมะแท้ ถ้าผู้ปฏิบัติมามีสติเป็นผู้ดู เป็นผู้เห็น
แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเป็นกับกาย ไม่ได้เข้าไปเป็นกับจิต
และก็ไม่ได้เข้าไปเป็นกับความคิด ไม่เข้าไปเป็นกับอะไร
เป็นเพียงผู้ดู ผู้รู้ ผู้เห็นตามหน้าที่เท่านั้น


เรามีหน้าที่อะไรก็ทำตามหน้าที่ ทำตามสมมุติที่เขามอบหมายให้
จิตใจของผู้ปฏิบัติจะเป็นอิสระมาก จะเป็นปกติ
จะไม่ตกเป็นทาสของความคิดและก็อารมณ์ต่างๆที่มาปรุงแต่ง
จะทำให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติ คือ มั่นใจในชีวิตมาก
พอถึงจุดนี้แล้วมันจะเกิดการเปลี่ยนชีวิตใหม่เลยนะ
เปลี่ยนใหม่แล้ว เป็นการเปลี่ยนทางด้านจิตใจ
ไม่ใช่เปลี่ยนทางด้านร่างกาย เป็นชีวิตใหม่ในร่างเก่า


ทุกวันนี้ ผมก็ได้อาศัยในร่างกายที่พิการนี้แหละ เคลื่อนไหวไปมา
ผมอาศัยเขาเคลื่อนไหวไปมา
เพื่อให้มีสติเข้าไปรู้เป็นปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต
ก็จะทำอยู่อย่างนี้แหละ จะทำให้เป็นอาชีพเลย
จะใช้ความพิการที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด
พาเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง


ผมคิดว่าคุ้มค่าแล้ว ที่ผมได้ใช้ชีวิตที่พิการมา 22 ปี
ความทุกข์และอุปสรรคต่างๆ
มันกลับกลายมาเป็นอุปกรณ์สอนให้ผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆ
เกี่ยวกับชีวิตของผมมากมาย
เพราะความทุกข์นี้แหละ ท่านผู้ฟัง
ทำให้ผมได้พบหนทางแห่งความดับทุกข์กับตนเอง
ขณะนี้ผมไม่ปฏิเสธแล้ว ความทุกข์ ต้องขอบคุณเขา
ทำให้เราได้มาปฏิบัติธรรม ได้รู้จักกับธรรมะ
ความพิการ ครั้งแรกนึกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญสติ
แต่พอผมปฏิบัติไป ก็ได้พบอุปสรรคเข้าจริงๆ
และก็ได้เปลี่ยนอุปสรรคมาเป็นอุปกรณ์ที่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติไปเลย
มีหลายอย่าง ที่จริงแล้วรายละเอียดเรื่องการปฏิบัติมีมาก แต่เวลามีน้อย



ท่านผู้ฟังที่เคารพ ผมเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า
จะได้มาใช้ชีวิตที่พิการอย่างนี้
จะได้มาอาศัยอยู่ในร่างกายที่พิการอย่างนี้
ซึ่งโลกแห่งจินตนาการของผมมันไม่ใช่อย่างนี้หรอก
ความไม่แน่นอนของชีวิตมันได้เกิดปรากฏชัดเจนกับตัวผมแล้ว
ดังที่ทุกท่านได้มองเห็นอยู่นี้
และท่านผู้ฟังที่มีร่างกายเป็นปกติ
ผมก็ขออวยพรให้ท่านจงเป็นปกติอย่างนี้ตลอดไป


แต่ว่าอย่าได้ประมาทในความมีความเป็นของเราอยู่
ใครจะทราบได้บ้างว่า วันเวลาข้างหน้า
จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับเราบ้าง เพราะฉะนั้นไม่ควรประมาท


ความไม่ประมาทนี้ก็คือ การมีสติอยู่ทุกเมื่อ
หรือว่ามีสติเป็นหน้ารอบ
สติ สติ นี้ ทุกๆท่านก็มีอยู่แล้ว ถ้าท่านผู้ฟังไม่มีสติ มาที่นี่ไม่ได้หรอก
แต่ว่าเป็นสติตามธรรมชาติ ที่ธรรมชาติเขาให้มา
ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาชีวิตเราได้
เราจึงต้องมาพัฒนาสติตัวนี้ให้มีมากขึ้นๆ จนกลายเป็นมหาสติ
จะทำหน้าที่ดึงเอาปัญญามาใช้ แก้ปัญหาชีวิตเราได้อย่างสิ้นเชิง


การพัฒนาสตินี้ ท่านก็ไม่ต้องไปหาจากที่ไหนหรอก
เอากายเอาจิตที่มีอยู่ของเรานี้แหละ มาเป็นฐานที่ตั้งของสติ
เอากายเอาจิตของเรานี้แหละมาเป็นอุปกรณ์
มาเป็นโรงงานเพื่อผลิตสติให้กับเรา
ถ้าท่านทำให้มาก ทำบ่อยๆ ทำจนชำนิชำนาญ แล้วละก็
ท่านจะมีที่พึ่งภายใจอันประเสริฐ แล้วจะเป็นอริยทรัพย์ที่ไม่มีวันหมด
ผมเองซึ่งเป็นผู้ที่มีร่างกายพิการ
ปฏิบัติใหม่ๆ ก็ทำได้เพียงนอนพลิกมือข้างขวา
แล้วเอาสติตามรู้ เพียงรู้เท่านี้เท่านั้น
ก็ยังปฏิบัติจนได้รับผล เป็นที่น่าพอใจ คือ ความทุกข์มันลดน้อยลง
แต่ถ้าเป็นท่านผู้ฟัง ผู้ที่มีร่างกายเป็นปกติ
แล้วก็ยังมีสติสัมปชัญญะ ดีอยู่ ก็ย่อมที่จะปฏิบัติ
และก็ได้รับผลดียิ่งกว่าผมอีกหลายเท่านัก ไม่เหลือวิสัยนะ
คนพิการยังทำได้เลย


ท่านมีโอกาสดีแล้ว ให้เริ่มปฏิบัติเสียแต่บัดนี้
ไม่ต้องรอให้พิการอย่างผมก่อนหรอก
ถ้าพิการอย่างผมนี่ อุปสรรคมันจะมีมาก
บางทีมันท้อแท้หมดกำลังใจไปเลย
พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นพุทธภาษิตไว้ว่า
คนมีสติเท่ากับมีสิ่งนำโชคอยู่ตลอดเวลา
แต่จะนำโชคอย่างไร ขนาดไหนนั้น ขอเชิญท่านมาพิสูจน์ดูได้


เอาละ วันนี้ ผมก็ได้ใช้เวลามาทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ให้พระธรรม
ได้พูดในสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ ก็หวังว่าท่านผู้ฟัง
คงจะได้รับประโยชน์ในการรับฟังครั้งนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะ
ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา


ท้ายที่สุดนี้ ขอความมีดวงตาเห็นธรรม
นำตนให้พ้นทุกข์ ถึงสุขอันไพบูลย์
กล่าวคือ มรรค ผล นิพพาน
จงได้บังเกิดแก่ญาติธรรม ทุกท่านทุกคนเทอญ


ถอดเทปมาตอนหนึ่งจาก
“คิดมาก…ก็ทุกข์มาก สุขทุกข์อยู่ที่ใจ”

บรรยายธรรม โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม และ นายแพทย์กำพล พันธ์ชนะ

ณ ห้องต้นเจ้าพระยา แฟรี่แลนด์สรรพสินค้า จ. นครสวรรค์

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2544


โพสโดย พุทธธรรม รวบรวมธรรมะแก่นแท้

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

4
                                   กิเลสทั้งหลายเกิดจากจิต : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


พึงทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
คือ "พุทโธ" เป็นของเลิศในโลก



พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าถึงจิตถึงใจอันเดียว กิเลสทั้งหลายเกิดจากจิต จิตเป็นผู้ยึดเอากิเลสมาไว้ที่จิต จิตจึงเศร้าหมอง เมื่อจิตเห็นโทษของกิเลสแล้ว สละถอนกิเลสออกจากจิตได้แล้ว จิตก็ผ่องใสบริสุทธิ์ นี่เป็นหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้มิใช่หรือ ถึงผู้จะเข้าสู่อริยภูมิ ก็ต้องเข้าถึงจิตเป็นหนึ่ง เรียกว่า มัคคสมังคี จิตรวม ศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะเข้าถึงอริยภูมิได้ ปัญญาค้นคว้าหาเหตุผลของกิเลสนั้นๆ จนรู้ชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยตนเองแล้ว นั่งอยู่ในที่เดียวนั้นก็เว้นจากความชั่วนั้นๆ ได้หมดจดสิ้นเชิง แล้วจิตก็แน่วแน่นลงเป็นสมาธิไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปไหน

หมดจากโทษนั้นๆ ก็จิตดวงนั้น ปัญญาความรู้เห็นโทษในกิเลสนั้น ๆ ก็จิตดวงนั้น แล้วรวมลงแน่วแน่น ลงสู่ในที่เดียว ก็จิตดวงนั้น แลต้องตามไปละถอนในที่ต่างๆ อยู่เฉพาะในที่เดียวในขณะจิตเดียว จิตของพระอริยเจ้าแต่ละขั้นจะเข้าถึง มัคคสมังคี รวมเป็นศีล สมาธิ ปัญญา เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังนี้


: หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
แสงธรรมส่องใจ

 ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

5
                                                      'ความสุข' แค่ปลายจมูก

 
   ฟังบรรยายธรรมฉบับย่อจากพระนักคิด ที่ชวนให้เราหันมา "มี" ความสุข ไม่ใช่ "หา" ความสุข เพราะจากการหานี่เอง ทำเอาคนทุกข์มานักต่อนัก

หาก พระไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต กลับถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงเนิบนุ่มและเปี่ยมไปด้วยเมตตาว่า ความสุขที่แท้อยู่ใกล้กว่านั้น...

...แค่ปลายจมูก

เส้นผมบังความสุข                                                                                                                                                               อีกกว่าสิบนาที ถึงจะได้เวลาบรรยายจริงตามกำหนดการ แต่ในร้านหนังสือไตรปิฎก ย่านอรุณอมรินทร์ ก็ถูกจับจองที่นั่งจนแทบจะไม่มีที่ยืนแล้ว

เด็ก สตรี คนชรา และ สุภาพบุรุษมากหน้าหลายตาเหล่านั้น มานั่งเพื่อรอฟังการบรรยายธรรมเรื่อง "ความสุขที่ปลายจมูก" ของพระนักคิด นักเขียน และนักเผยแผ่ผู้นี้

เมื่อได้เวลาพอดี นักเทศน์พร้อม ผู้ฟังพร้อม หลายคนยกมือขึ้นพนม นั่งนิ่งๆ แล้วหลับตา

"ความสุขอยู่ใกล้ตัวมาก จนเรามองไม่เห็น เหมือนปลายจมูก ใกล้ตามากๆ เช่น ขนตา แต่เรามองไม่เห็น เรามักจะมองเห็นอะไรไกลๆ จนละเลยสิ่งดีๆ ที่มีอยู่กับตัว รวมไปถึงความสุขที่มีอยู่แล้วแต่เราไม่เคยคิดหรือไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี" ท่านเริ่มบรรยายด้วยการให้ความหมาย

พร้อมเล่านิทานเรื่อง "ขโมยกับเศรษฐี" ให้เข้าใจเรื่องปลายจมูกมากขึ้น

"กาลครั้งหนึ่ง มีขโมยกับเศรษฐี บังเอิญมีเรื่องให้ต้องมาพักโรงแรมเดียวกัน นอนห้องเดียวกัน เพราะห้องพักไม่พอ เศรษฐีไม่รู้ว่าขโมยเป็นขโมย แต่ฝ่ายขโมยรู้ว่าเศรษฐีมีเงิน และพยายามคิดอุบายหาทางขโมยเงิน เย็นวันแรก ขโมยแกล้งเข้าห้องน้ำและบอกเศรษฐีว่า เขาอยู่ในห้องน้ำ ให้เศรษฐีลงไปกินข้าวก่อน พอเศรษฐีลงไป ตัวเองก็รีบออกมาหากระเป๋าเงิน แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ใจก็สงสัย วันรุ่งขึ้น ขโมยก็พยายามสังเกตอีกว่าเศรษฐีเก็บเงินไว้ที่ไหน แล้วเย็นวันนั้นก็ใช้อุบายเดิมอีก พยายามค้นทุกที่ แต่หาไม่เจอ เป็นอย่างนี้อยู่ 3 วัน พอวันที่4 เศรษฐีจะเดินทางไปที่อื่นแล้ว ด้วยความสงสัยมากๆ ขโมยจึงยอมสารภาพทั้งหมดและเปิดเผยตัว พร้อมถามว่า เศรษฐีซ่อนเงินไว้ที่ไหน"

ก่อนจะเฉลย พระไพศาลหรือหลวงพี่เตี้ย ก็ถามกลับไปยังผู้ฟังว่า ทายได้ไหม
คนฟังมากกว่า 5 ยกมือขึ้นพร้อมกับตอบว่า "อยู่ใต้หมอนของโจร"

"อะไรยิ่งใกล้ เรายิ่งมองข้าม ประสาอะไรกับใจเรา" หลวงพี่เปรียบเปรย พร้อมชี้ให้เห็นสภาพของสังคมปัจจุบันว่า "ความสุขอยู่นอกตัว" ไม่ว่าจะเป็น บ้านหลังใหม่ รถคันใหม่ เงินก้อนใหม่ กระทั่งแฟนใหม่

ที่มาบรรยายธรรมวันนี้ หลวงพี่เพียงอยากชี้ว่า จริงๆ แล้วความสุขไม่ได้อยู่ไกลขนาดนั้น

ความสุขแบบลูบคลำได้เหล่านี้ พอได้มาจริงๆ ก็เหนื่อย เพราะผ่านการดิ้นรน แข่งขัน ฝ่าฟัน เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขชั่วคราว แล้วก็อยากได้อยากมีอีก เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา เพราะคิดว่าความสุขทั้งหลายล้วนอยู่นอกตัว

"จริงๆ ความสุขอยู่กับเรา แต่เรามองไม่เห็น ถ้าอยากเห็นเพียงแค่เปลี่ยนมุมมองใหม่ เช่น การที่เราไม่เจ็บไม่ป่วย นั่นคือความสุขแล้ว เป็นความสุขที่มากกว่าการได้เงินได้ทองเสียอีก"
กับ "คนรัก" เรามักไปมองหาคนให้มารักเราจากที่ไกล อยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ แต่กับคนใกล้ตัวกลับถูกเราผลักให้ออกห่าง แต่จะกลับรู้สึกว่าเขาใกล้ก็ต่อเมื่อเขาจากเราไปแล้ว

"วันที่ได้อยู่ใกล้ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นวันที่เรามีโชคอย่างยิ่ง อาตมาอยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังว่า นานมาแล้ว ตอนจีบกันใหม่ๆ ผู้ชายคนหนึ่งอยากเห็นหน้าฝ่ายหญิงมาก ประมาณว่าได้เห็นแค่ประตูบ้านก็ยังดี ผู้หญิงก็ใจดีให้รูปถ่ายไว้ดูต่างหน้า ฝ่ายชายก็ดีใจมาก นึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าอยากให้รูปถ่ายกลายเป็นตัวจริง"

แต่พอร่วมหอลงโรงกันได้ 4-5 ปี ความรู้สึกที่เคยมีกลับพลิกตาลปัตร

"อยากให้ตัวจริงกลายเป็นรูปถ่าย(ยิ้ม) แต่อาตมาเชื่อว่า ถ้าภรรยาของเขาจากไป เขาจะเปลี่ยนความรู้สึก ไม่ต้องถึงกับตายจากไป แค่รูปถ่ายก็ไม่อยากให้เป็น"

ปริมาณ ความรัก ความใส่ใจ จึงต้องแปรผันตามความใกล้-ไกล ไม่ใช่ผกผันตามระยะทาง


รักคนไกล ระอาคนใกล้

หลวงพี่ยังมีเรื่องตลก(ร้าย) เล่าให้ฟังอีก

"แอม เสาวลักษณ์ (ลีละบุตร) เคยเล่าเรื่องเพื่อนคนหนึ่งให้ฟัง เพื่อนคนนั้นเพิ่งกลับจากไปปลูกป่า พร้อมกับบอกว่ามันดีเหลือเกิน ช่วยทั้งเรื่องฝน ดิน สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ ฯลฯ แล้วก็ปลื้ม นายดาบวิชัย มากๆ ฟังอย่างนี้ แอมเลยถามกลับไปว่า ชอบปลูกป่าอย่างนี้ที่บ้านคงมีต้นไม้เยอะแน่ๆ แต่เพื่อนกลับหน้าบึ้ง ตอบกลับว่า ตัดหมดแล้ว ใบไม้มันร่วงเยอะ ขี้เกียจกวาด"
กระแทกเข้าไปในหัวใจสีเขียวของใครหลายคน ด้วยมัวแต่ชื่นชมและอุ้มชูป่านอกบ้าน หากต้นไม้ในบ้านกลับไม่เห็นค่า บอกว่าระอาและเป็นภาระ
ป่ากับต้นไม้ ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึก "รักคนไกล ระอาคนใกล้"

"บางคนที่เบื่อพ่อแม่ เพราะท่านมีนิสัยบางอย่างที่ไม่น่าพอใจ แล้วเราก็ชอบเอาแต่ตรงนี้ไปคิดระอา ทั้งๆ ที่ข้อดีของท่านมีไม่หวาดไม่ไหว" หลวงพี่พยายามดึงให้มองด้านดีของคนใกล้ อย่าไปเสียเวลาใส่ใจกับด้านลบ แล้วมอบสิ่งดีๆ อย่าง คำขอบคุณ อ้อมกอด หรือความรัก เป็นการตอบแทน

"คนมักเห็นค่า เมื่อ 1.ยังไม่ได้มา 2.จากไปแล้ว" ท่านย้ำ พร้อมเล่าเรื่องเพื่อนที่เป็นหมอคนหนึ่ง ว่า สมัยก่อนเขาอยากได้พีดีเอโฟนมาก เลยอยู่เวรดึกหลายคืนเพื่อเก็บเงิน แต่พอใช้ไปได้ 4-5 เดือน บ่นอยากได้รุ่นใหม่ซะแล้ว แล้วจู่ๆ เครื่องเดิมเกิดหาย เสียดายมาก"

นอกจากคน สิ่งของ ความสุขระยะใกล้ยังหมายถึง "เวลา" ...นาฬิกาชีวิตที่มักถูกลืม

การที่คนๆ หนึ่งตื่นมาทุกเช้า พร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะคนๆ นั้นเชื่อว่า เวลายังไม่จบสิ้น ไม่เคยเลยสักวันที่ตื่นมาขึ้นมาใน "เช้าอันแสนวิเศษ"

"แต่ถ้าเขาเป็นโรคร้าย หรือโลกใบนี้กำลังจะแตก เขาจะรู้สึกถึงว่า การมีเช้าวันใหม่นั้นเป็นของขวัญ เพราะไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่ และทำให้เขาใช้เแต่ละวันแต่ละนาทีอย่างมีคุณค่า ชีวิตมีความสุขมากขึ้น"


ขอให้มี "ลมวิเศษ"

ทั้งหมดที่พระไพศาลพยายามเล่าพร้อมยกตัวอย่างนั้น เป็นการอธิบายถึง "ความสุขที่ปลายจมูก" เชิงอุปมาอุปไมย แต่ความหมายจริงๆ ก็มีและลึกซึ้ง

"ที่ปลายจมูกมีลมหายใจเข้าออก ถ้าเรารู้สึกตัว ความรุ่มร้อนในใจจะคลายลง"
เพราะเมื่อสติกลับมาที่ลมหายใจ จิตกลับมาอยู่ที่ปลายจมูก รับรู้ลมหายใจเข้าออก ความหนักใจจะค่อยๆ หายไป

"ความรู้สึกตัวจะช่วยปัดเป่า ให้เราเย็น มันจึงเป็นลมวิเศษ"

หลวงพี่บอกต่อว่า "ลมวิเศษ" ที่ว่านี้ ใครๆ ก็มีได้ แค่เราเอาใจใส่ลมหายใจธรรมดา ไม่หายใจแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ให้สูดลมหายใจเข้าออกแบบรู้ตัวอยู่เสมอ

ลมวิเศษ จะเอาความสงบเย็นไปหล่อเลี้ยงจิตใจ ขจัดปัดเป่าความหนักใจให้กลายเป็นความโปร่งเบา

"ลมวิเศษ จะทำให้พบอีกหลายอย่าง เช่น ทำให้เกิดปัญญา เห็นความจริงของกายและใจ ไม่ต่างอะไรจากวิปัสสนาที่ก่อให้เกิดสติสัมปชัญญะ รู้ทันข้างใน ที่สำคัญที่สุดคือ ก่อให้เกิดอิสระ และเห็นความเป็นจริง ไม่เป็นตัวกูของกู ไม่มีการปรุงแต่ง เป็นอิสระจากความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่น ถือมั่น และเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง"

เมื่อ "ความสุขที่ปลายจมูก" เดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ยกมือขึ้นถามว่า เช่นนั้นแล้ว ความสุขภายนอกยังจำเป็นอยู่ไหม และถ้ายังจำเป็น ควร "จำกัด" มันไว้แค่ไหน ไม่ให้เสพติดมัน

เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ตอบว่า "ยังจำเป็นอยู่" ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยสี่ ที่ยังจำเป็นในชีวิตประจำวัน

"แต่จำเป็นเพราะความอยู่รอด โดยปกติ จิตใจจะโหยหาความสุข ถ้าไม่ได้ความสุข มันจะป่วน คนที่ทำตัวเกกมะเหรกเกเรเพราะเขาขาดความสุข

ความสุขมีสองประเภท คือความสุขทางวัตถุกับความสุขทางจิตใจ ถ้าเรายังไม่มีนิรันดร์สุข เราก็ต้องอิงแอบอยู่กับความสุขที่เรามี แต่เมื่อใดก็ตามที่เรามีความสุขหล่อเลี้ยงใจมากขึ้น เราก็จะต้องการความสุขทางวัตถุน้อยลง แต่ถ้าเราไม่มีความสุขภายในเลย เราก็ต้องการความสุขทางวัตถุมากจนกลายเป็นทาสของมัน เช่น คนติดยา ติดเหล้า เพราะนั่นคือ ความสุขอย่างเดียวของเค้า
เช่นนั้นแล้ว ถ้าเราต้องการเป็นอิสระจากสุขภายนอก เราก็ต้องหาสุขอย่างอื่นมาทดแทน เช่น ตอนเด็กๆ เราชอบกินกล้วยแขก เพราะมันอร่อยมาก แต่พอโตขึ้นมาเจอชอกโกแลต พบว่ามันอร่อยมาก เราก็เบื่อกล้วยแขกไปเลย เพราะเจอของอร่อยกว่า แต่ต่อไปเราก็จะหน่ายชอกโกแลตอีกเพราะเราเจอสิ่งที่ดีกว่า" หลวงพี่ตอบเป็นแนวทางกว้างๆ

กับคำถามต่อมา ปุจฉาโดยพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ที่กำลังมีปัญหาในที่ทำงาน

"เราควรวางตัวอย่างไรให้มีความสุขในที่ทำงาน เพราะต้องทำตัวให้แข็งแกร่ง มีความรู้ เพื่อให้ผู้ร่วมงานให้เกียรติ และเราเองก็หวังความสุขจากตรงนั้น แต่บางทีใจเรารู้ว่ามันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่ถ้าเราไม่ทำ ก็จะเกิดความกลัวว่า เพื่อนร่วมงานจะนำปัญหามาให้"

หลวงพี่วิสัชนาว่า

"ปัญหาอยู่ที่ความสัมพันธ์ เราเองต้องทำใจส่วนหนึ่ง อย่าไปอิงกับความคาดหวัง สายตา หรือความรู้สึกของคนรอบข้างมากนัก ถ้าเราพึ่งพิงหรือแคร์ เราจะไม่มีทางมีความสุขได้เลย เพราะสายตาคนรอบข้างไม่มีความแน่นอนอยู่แล้ว แคร์มากเราก็จะทุกข์ การที่เขาจะมองว่าเราไม่แข็งแกร่ง ไม่มีความรู้ ก็เป็นเรื่องของเขา อย่างน้อยให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง ไม่หวั่นไหวต่อสายตาคนอื่น นี่เป็นสิ่งสำคัญกว่า

ส่วนที่สอง คือ ปฏิสัมพันธ์กับเขา ถ้าเราปฏิสัมพันธ์กับเขาอย่างเพื่อน ด้วยความจริงใจแล้ว ด้วยความเมตตา ถ้ามีอะไรก็กล้าพูดกับเขา จะช่วยได้ การสื่อสารระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ในการช่วยลดปัญหา"
..............................................

คนเรามักมีความสุขจากการได้ มากกว่าการมี มีเท่าไหร่ก็ยังจะอยากได้มาใหม่เพราะเรามักคิดว่า ของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะมันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา

ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริงๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือ ของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉยๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ? (ตอนหนึ่งจากหนังสือความสุขที่ปลายจมูก)

เนื้อธรรมทั้งหมดที่พระไพศาลบรรยายมาทั้งหมด เชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายคนรู้อยู่แล้ว นี่อาจจะเพียงการช่วยตรวจทานอีกรอบว่า ความสุขมีกันอยู่แล้ว หยิบมันออกมาใช้บ้าง อย่าเอาใจออกห่าง

...อยู่ใกล้แค่นี้เอง

   ขอบคุณที่มา  เว็บบอร์ด bangkokbiznews.com

6
                                         กรรม-เวร หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี

                                   
                                                                 กรรม-เวร


                                                        หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี


                                                   วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย

 

  จะอธิบายถึงเรื่อง กรรม ให้ฟัง เพื่อจะจดจำเอาไปพูดให้หมู่ฟัง และให้ญาติโยมฟังกว้างขวางต่อไป คือเรื่อง กรรม นี้น่ะคนไม่ค่อยเข้าใจ คนยังเข้าใจผิดมากทีเดียวละ คือผมตั้งแต่บวชมาก็ได้ยินเรื่องกรรมนี้อยู่เสมอ เขาเรียกทีเดียวว่า "เจ้ากรรมนายเวร" แต่ก็ไม่กล้าที่จะเทศน์ให้คนฟัง เพราะเห็นว่าคนทั้งหลายถือเป็นอย่างนั้นเข้าใจกันเสียอย่างนั้นโดยมาก คือพูดไปแล้วก็คงจะไม่มีใครฟัง มาตอนนี้ผมอดไม่ได้แล้วจะต้องพูดแล้ว


กรรม คือเกิดจากการกระทำ ทุกคนต้องมีการกระทำ ไม่ว่าดีไม่ว่าชั่วทำกันทั้งนั้น พุทธศาสนาสอนความเป็นจริงตามเป็นจริง คนเราเกิดมาก็ต้องสอนเรื่องกรรมคนจะหนีกรรมไม่พ้น ใครๆทุกคนเกิดขึ้นมาแล้วต้องอยู่ในกรรม กรรมดีเรียกว่า กุศลกรรม กรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม กรรมดีและกรรมชั่วนี่แหละมันไม่ใช่ของเกิดเองเป็นเอง ที่คนเข้าใจว่ามันเกิดเองเป็นเอง ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าจิตใจของเรานี่แหละ มันไปเกาะเกี่ยวเนื่องเอาเรื่องกรรมนั้นมาใส่ใจของตนเองจึงค่อยติดอยู่ในใจของตนเองค่อยเกี่ยวข้องพัวพันอยู่ในใจของตนเอง ทำอย่างไรก็แกะมันไม่พ้น ทำอย่างไรก็แกะไม่หลุด


กรรม คือ วิบากขันธ์ มีรูปกับนามนี่แหละเป็นพื้น เกิดขึ้นมาแล้วต้องมีรูปกับนาม ผู้ทำกรรมก็คือรูปกับนามนี่ล่ะ แต่ไม่ใช่ตัวกรรม รูปอันนี้ไม่ใช่ตัวกรรม นามเป็นตัวกรรมต่างหาก ตัวจิตนี่น่ะมันคอยคิดอยากจะทำร้าย คิดอยากจะเบียดเบียน คิดอยากจะริษยาพยาบาทคนอื่น มันปรุงแต่งขึ้นมา แต่แท้ที่จริงแล้วมันก็ไม่มีกรรมอะไรหรอกในที่นั้น มันปรุงมันแต่งขึ้น มันเกิดขึ้นในที่นั้น มันจึงค่อยเป็นเวรเป็นกรรมต่อไป แล้วก็คิดทำขึ้นมาที่นั่นมันก็ทำไม่ได้เหมือนกัน คิดเฉยๆทำไม่ได้ มันต้องแสดงออกไปทาง กาย วาจา ทางใจ พร้อมกันทั้ง ๓ อย่างจึงคอยทำกรรมนั้นได้ กรรมดี กรรมชั่วเหมือนกัน แสดงออกทางอาการทั้ง ๓ อย่างนี้ทั้งนั้น


ตัวกรรมแท้ไม่ใช่ตัวนั้น เป็นตัวแสดงแท้ๆไม่ใช่ตัวกรรม แสดงออกมาให้ปรากฏเฉยๆทาง กาย วาจา ใจครั้นเมื่อแสดงออกมาด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจแล้วก็ประกอบกรรม นั่นแหละจึงค่อยมีกรรมเกิดขึ้นมา ทีแรกไม่มีเป็นของว่างๆเฉยอยู่นี่แหละ แต่ประกอบขึ้นมาเลยก็มี เลยเกิดขึ้นมา มีในตัวของตนคราวนี้ เมื่อกรรมมันเกิดขึ้นมาอย่างนั้นแล้ว ในขณะที่จิตคิดประทุษร้าย ร้ายกาจ กรรมมันต้องประทุษร้าย ร้ายกาจ จิตใจมันต้องอำมหิต เหี้ยมโหดที่สุด มันจึงค่อยเป็นกรรม จึงค่อยเรียกว่า กรรมดี กรรมชั่ว


กรรม ในที่นี้คนทั้งหลายโดยมากเข้าใจว่ากรรมคือ ทำชั่วทั้งนั้น แต่ในทางพระพุทธศาสนาสอนมี กรรมดี กรรมชั่ว กรรมชั่วนั้นมีทั้ง เวร ทั้ง กรรม กรรมดีนั้นไม่มีเวร ท่านเรียกว่า "บารมี" เสีย บารมีคือก่อสร้างคุณวามความดี ท่านเรียกว่าบารมี ไม่เรียกว่าเวรไม่เรียกว่ากรรม คือการบุญการกุศลนั่นก็เรียกว่ากรรม แต่ไม่มีเวร การทำกรรม เวรนี้เฉพาะใครเฉพาะมัน ทุกคนเห็นในใจของตนเอง เมื่อทำลงไปแล้วรู้สึกด้วยตนเอง ใครก็ไม่รู้สึกด้วย เฉพาะตนเองแท้ๆ


แล้วคำที่ว่า ทำบุญอุทิศให้ "เจ้ากรรมนายเวร" นั่นน่ะ ตรงนี้แหละผมสงสัยมาก เจ้ากรรมอยู่ไหน นายเวรอยู่ไหนก็ไม่ทราบ เจ้ากรรมนายเวรคือผู้รับกรรมนั้นไป เราทำแล้วผู้นั้นรับกรรมไป ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อกัน หรือให้ขาดเวรขาดกรรมต่อกัน อันนั้นเป็นผู้บัญชาการ เรียกว่านายเป็นผู้บัญชาการนั่น เขาคงหมายเอาตรงนั้นแหละ ตรงผู้บัญชาการนั่นแหละ แล้วคราวนี้ก็ทำบุญทำกุศลอุทิศไปให้เจ้ากรรมนายเวร ไม่ใช่ให้ตัวกรรมตัวเวรนั่นน่ะ ให้ตัวนายโน่นน่ะ นายตัวเจ้ากรรมนายเวรโน้นละ มันเป็นอีกต่อหนึ่ง เขาประสงค์อย่างนั้น คำว่า "เจ้ากรรมนายเวร" ในที่นี้เขาประสงค์อย่างนั้น


แล้วผมได้ยินได้ฟังมาก็ดี ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก็ดี ในที่ใดๆแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยเห็นเลยเจ้ากรรมนายเวร หรือว่าดูไม่ทั่วถึงก็ไม่ทราบในธรรมะทั้งหลาย หรือฟังไม่ทั่วถึงก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่ได้ฟังได้ยินได้ศึกษามาไม่มีหรอก เจ้ากรรมนายเวร พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า ผู้ใดทำกรรม ผู้นั้นย่อมได้รับผลของกรรม ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ท่านไม่ได้ตรัสถึงเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ตรงนี้แหละผมสงสัยมาก จะไปให้อย่างไรให้เจ้ากรรมนายเวร เราก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องกับเจ้ากรรมนายเวร เจ้ากรรมนายเวรก็ไม่ทราบอยู่ที่ไหน ตัวเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ชื่อเสียงก็ไม่รู้จักเจ้ากรรมนายเวรนั่นว่าไปเฉยๆ เรียกไปเฉยๆ อย่างนั้นแหละ ความเป็นจริงนั้นไม่มีตัวมีตน กรรมเวรก็ไม่มีตัวมีตนจะไปให้กันอย่างไร จะไปให้กันรักษาคุ้มครอง รักษาอย่างไร ? ไม่มีตนไม่มีตัวทั้งสองอย่าง


เหตุนั้นจึงว่าเจ้ากรรมนายเวรไม่มี ผมเข้าใจว่าไม่มี ตรงนี้แหละอยากจะสอนให้เข้าใจ ถึงเรื่องคนทั้งหลายทั่วไปหมด ที่ถือศาสนาพุทธแต่ไม่เข้าใจถึงเรื่องเหล่านี้ เมื่อกระทำด้วยใจประทุษร้ายเหี้ยมโหดจองกรรมจองเวร ครั้นเมื่อใจดีขึ้นมาแล้วก็เห็นโทษ อยากให้กรรมให้เวรนั้นหายไป ไม่อยากให้มันติดพันอีกต่อไป จึงทำบุญแล้วอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เรื่องเจ้ากรรมนายเวรไม่มีหรอก ความเป็นจริงไม่มีอย่างที่อธิบายมานั่นแหละเหตุผลอย่างที่อธิบายมานี้


กรรมอย่างหนึ่ง เวรอีกอย่างหนึ่ง กรรมคือการกระทำทุกสิ่งทุกประการ ที่เป็นบุญเป็นบาปอะไรต่างๆ คราวนี้พูดถึงแต่เรื่องบาป ไม่ต้องพูดอธิบายถึงเรื่องบุญ บุญนั้นพิจารณาเอาตามอัตโนมัติของตน เข้าใจโดยตรงกันข้ามกับบาป บาปที่กระทำผิดเล็กๆน้อยๆ เจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ประพฤติผิดอะไรต่างๆ ไม่เฉพาะเจาะจงคนนั้นคนนี้ ทำมากมายหลวงหลายนั้นน่ะ อันนั้นเป็นกรรม


ส่วนเวรนั่น เฉพาะเจาะจงบุคคล เราทำเวรกับผู้ใด เราผูกพยาบาทอาฆาตกับผู้นั้นให้เป็นเวรต่อกันไป ถ้าหากผู้นั้นไม่ตอบแทน หรือผู้นั้นไม่เอาเรื่องเอาราว หรือเอาเรื่องเอาราวตอบแทนก็ดี มันเป็นเวรต่อกันและกัน อย่างเรื่องนางยักษิณี และนางกุลธิดา ในเรื่องธรรมบทนั่น เป็นเวรต่อกันไม่รู้แล้วรู้รอดกันสักที


เรื่องเดิมว่ามียายคนหนึ่ง มีลูกชายคนหนึ่งปฏิบัติแม่ดี๊ดี ครั้นต่อมาแม่คิดสงสารเอ็นดูอยากจะหาเมียให้มาปฏิบัติช่วยกัน ไปพูดกับลูกชาย ลูกชายพูดว่าอย่าเถอะทำคนเดียวได้ ครั้นมีเมียแล้วมันชอบใจ มันก็ปฏิบัติ ไม่ชอบใจมันก็ไม่ปฏิบัติ เป็นเรื่องยุ่งต่างหาก ไม่ต้องเอามาก็ได้หรอก แม่ก็เลิกแล้วกันไป นานหนักเข้าก็พูดอีก ในผลที่สุดก็เลยไปเอามาจนได้ เอามาครองไว้เป็นเมียแล้วคราวนี้หญิงคนนั้นก็ปฏิบัติดีหรอกทีแรกเบื้องต้น ต่อมาก็เลยขี้เกียจ อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไมทำ แต่เผอิญไม่มีลูก ยายแก่คนนั้นก็เลยไปหาผู้หญิงมาให้อีกคนหนึ่ง เอามาเป็นเมียลูกเพราะตระกูลไม่มีลูก นั่นเรียกว่าตระกูลฉิบหาย ไม่มีคนสืบพันธุ์


ครั้นหามาคราวนี้มันเลยมีลูกมาคนหนึ่ง เมียหลวงก็เลยคิด เอ! คนเขามีลูกเขาก็เป็นใหญ่กว่าเราน่ะซี ทำอย่างไรล่ะ ? คิดพยาบาทอาฆาตไว้ในใจ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยประการต่างๆ แต่เวลาผลที่สุดเอายาฆ่าลูกให้กิน ลูกก็เลยตกไป หนที่ ๒ ก็อีกนั่นแหละ หนที่ ๓ นี่ แม่ตายลงอีกด้วย คนที่เป็นเมียน้อยมันก็คิดว่า คงจะเป็นผู้หญิงคนนี้แน่ทีเดียวฆ่ากู ไม่ใช่คนอื่น มันก็ผูกอาฆาตพยาบาท เกิดชาติไหนก็ขอให้กูเป็นอย่างนี้เถอะ ขอให้กูได้ทำมึงอย่างนี้เถอะ มันก็เลยตายไป


เมียน้อยตายไปเกิดเป็นแมว เมียหลวงตายไปเกิดเป็นไก่ ไก่ออกไข่มาทีไร แมวก็เอาไปกินเสีย ๒ หน หนที่ ๓ นี้เอาแม่ไก่ไปกินซ้ำอีก มันก็เลยอาฆาตกันอีกแหละ เกิดชาติหน้าขอให้กูได้เป็นอย่างนี้เถอะ ทำมึงอย่างนี้เถอะ ไก่ตายไปเกิดเป็นเสือ แมวตายไปเกิดเป็นกวาง กวางออกลูกมา ๒ หน-๓ หน เสือก็เอาไปกินเสียทั้ง ๒ หน มาหนที่ ๓ นี่เลยเอาแม่ไปกินด้วยอีก คราวนี้กวางมันก็พยาบาทอาฆาตกันต่อไปอีก


ในผลที่สุด กวางตายไปเกิดเป็นนางยักษิณี เสือตายไปแล้วเกิดเป็นนางกุลธิดา พอลูกเกิดมาที่ ๑ และที่ ๒ ก็ทำอย่างนั้นอีก นางยักษิณีทำตัวเหมือนเป็นสหายของผู้หญิงคนนั้นแหละ เขาก็รู้จักกันว่าเป็นสหายกันเพราะมันเหมือนกัน รูปร่างหน้าตาอะไรต่างๆพอมาถามหาเขาก็บอกว่าอยู่บ้านนั้นๆ มันก็ไปหา อุ้มลูกเขาจูบชมจนกระทั่งพอแก่ใจแล้ว ก็เคี้ยวกินเดียวนั้นเลย ทำถึง ๒ หน หนที่๓ นี้ไม่ได้เรื่องแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคิด โอ๊ย! ไม่ไหวหรอกอยู่บ้านนี้ นางยักษิณีก็จะมาเอาลูกของเราไปกินอีกละเลยไปหาตระกูลผัว


พอเดินทางไปพอดีนางยักษิณีก็มีธุระมาไม่ทัน คนนั้นเดินไป ไปอาบน้ำตามทางอยู่ เวลานั้นมันร้อน ไปอาบน้ำกลางทาง ให้สามีอุ้มลูกไว้ให้ ตัวลงไปอาบน้ำ พอขึ้นมาก็อุ้มลูกให้ ให้สามีไปอาบน้ำ พอเห็นนางยักษิณีเท่านั้นแหละวิ่งเลย มาแล้วมาแล้ว นางยักษิณีวิ่งตามไป ผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งใหญ่วิ่งน้อย จนกระทั่งเข้าไปในวัดเชตุพนของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเทศนาอยู่ เมื่อเขาไปหา พระองค์ทรงเทศน์ให้ฟังตรัสถึงเรื่องกรรมเรื่องเวรที่พัวพันกัน ผูกกันไม่รู้แล้วรู้รอดกันสักที อันนี้บุญเหลือหลายมาพบตถาคต พระองค์เลยทรงเทศน์ให้พากันประนีประนอมอ่อนน้อม ยินยอมเป็นมิตรเป็นสหายกัน ตอนนั้นจึงได้ขาดกรรมขาดเวร


เวรนั้นไม่มีที่สิ้นสุด กรรมนั้นก็ไม่มีที่สิ้นที่สุด อย่างพระพุทธเจ้าเกิดมาก็ต้องหลายกัปป์หลายกัลป์ กับพระเทวทัตนั่นเป็นเวรต่อกันไม่รู้แล้วรู้รอดสักที พระองค์ก็พยายามทำดีทุกอย่าง แต่ว่าพระเทวทัตไม่ละไม่ถอน คอยที่จะทำเวรอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งมาเกิดที่ทศชาติ ก็ยังพยาบาททำกรรมทำเวรมาเกิดเป็นจันทกุมาร นี่แหละเรื่องกรรมเรื่องเวรมันเป็นอย่างนี้แหละ ยากที่สุดที่จะพ้นจากกรรมจากเวรได้น่ะ เราไม่พ้นจากกรรมจากเวร เราเกิดมาเพราะกรรม เพราะเวร จึงว่า


กมฺมโยนิ กรรมเป็นกำเนิดให้เกิดมา


กมฺมพนฺธุ มันติดพันเรามาตลอดเวลา


กมฺมปฏิสรณา เราอาศัยกรรมอยู่เดี๋ยวนี้


ทุกสิ่งทุกประการมันจะหมดสิ้นอย่างไรได้ ? มันจะหมดสิ้นก็ต่อเมื่อสิ้นสังขารร่างกายนี้ พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกทั้งหลายก็ดี ท่านบำเพ็ญเพียรถึงที่สุดแล้ว สังขารร่างกายนี้แตกดับ กรรมตามไม่ทันแล้วคราวนี้ กรรมอันนี้เรียกวิบากขันธ์ วิบากนี้ต้องตามทันอยู่ตลอดเวลา ส่วนจิตนั้นตามไม่ทัน จิตใจของพระองค์หมดจดบริสุทธิ์ จิตใจของสาวกหมดจดบริสุทธิ์แล้ว คราวนี้แหละกรรมตามไม่ทัน กรรมที่ตามไม่ทันเพราะจิตใจหลุดพ้น เพราะจิตปราศจากความกังวลเกี่ยวข้อง จิตที่เป็นหนึ่ง


อย่างที่เคยพูดให้ฟังว่า จิตที่เป็นหนึ่ง ที่รู้เท่ารู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเป็นนิจ ไม่คิดถึงเรื่องอดีต อนาคต ไม่คิดถึงเรื่องวุ่นวายสิ่งทั้งปวงหมด บริสุทธิ์อยู่คนเดียว จิตอันอยู่คนเดียวนั้นไม่มีอะไรถูกต้อง อะไรถูกต้องก็รู้เท่ารู้เรื่อง อันนั้นแหละเรียกจิตบริสุทธิ์ อันนั้นแหละจึงจะหลุดพ้นจากกรรมจากเวรได้


ทุกๆคนพากันจำไว้ อธิบายอย่างนี้แหละให้เขาฟัง เพื่อประโยชน์แก่โลก เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น แล้วก็เพื่อประโยชน์พระพุทธศาสนา ถ้าหากเขาเข้าใจก็เป็นประโยชน์แก่เขาด้วย แล้วก็ประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาด้วย อย่างที่อธิบายมานี่แหละ

    ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต


7
ศิษย์เศร้าหลวงปู่พรหม “อมตะมหาเถระแห่งลุ่มลำน้ำพอง” อายุ 101 ปี มรณภาพแล้วด้วยอาการปอดติดเชื้อรุนแรง


วันนี้ (29มี.ค.)ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า หลวงปู่เจ้าคุณพระมงคลพรหมสาร (พรหมสรมหาเถร) หรือ หลวงปู่พรหม  เจ้าอาวาสวัดเขื่อนอุบลรัตน์ (ถ้ำผาเจาะ) บ้านท่าเรือ ต.อุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ได้มรณภาพด้วยภาวะติดเชื้อในปอดรุนแรง ที่ รพ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น รวมสิริอายุได้ 101 ปี 8 เดือน 13 วัน พรรษา 81 

โดย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล ผอ.รพ.ศรีนครินทร์  พ.อ.กุศล สิงห์สาย ผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 6 ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย พระมหาจริทธิ์ วชิรเมธี รองเจ้าอาวาสวัดเขื่อนอุบลรัตน์ และพุทธศาสนิกชน  ได้เดินทางมาร่วมเคารพสรีระและเคลื่อนสังขาลหลวงปู่พรหมจาก รพ.ศรีนครินทร์  กลับไปยังวัดเขื่อนอุบลรัตน์  โดยจะตั้งสรีระสังขารไว้ที่พลับพลามหาสาร 100 ปี ชาตตระการ เพื่อให้คณะสงฆ์   พุทธศาสนิกชนถวายน้ำสรงหลวงปู่พรหม  ก่อนตั้งบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 7 วัน  เพื่อรอความพร้อมขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป


  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด เดลินิวส์

8
                                     “สมเด็จพระมหาธีราจารย์”มรณภาพแล้ว



  วันนี้ ( 11 มี.ค.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแจ้งว่า สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม กรรมการมหาเถรสมาคม ได้มรณภาพลงแล้ว เมื่อเวลา 01.05 น.ยังกุฎิในวัดชนะสงคราม โดยคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ เตรียมที่จะเคลื่อนย้ายร่างของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ไปยังกุฎิคณะ 2 ที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ได้จัดเตรียมไว้ เพื่อจัดพิธีศพ อย่างไรก็ตาม สำหรับกำหนดการของพิธีจะต้องรอกำหนดการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เนื่องจากจะต้องมีพิธีหลวงด้วย

สำหรับประวัติ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) (นามเดิม: นิยม จันทนินทร) เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 11 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ณ บ้านท่าหิน อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นามบิดา นายโหร่ง จันทนินทร นามมารดา นางฮิ่ม จันทนินทร เมื่ออายุได้ 14 ปี บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกระสังข์ ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2479 โดยมีพระเทพวงศาจารย์ (ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูโบราณคณิสสร) วัดตองปุ เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดพระญาติการาม ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2487โดยมีพระเทพวงศาจารย์ (ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระโบราณคณิสสร) วัดพนัญเชิง ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสาธุกิจการี (ขม) วัดประดู่ทรงธรรม ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูอุทัยคณารักษ์ (ใหญ่) วัดสะแก ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐานิสฺสโร”

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร โดยได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อปี พ.ศ. 2535 มีนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาธีราจารย์ พรหมวิหารวราธิมุต วิสุทธศีลาจารนิวิฐ พิพิธกิจจานุกิจโกศล วิมลหิตานุหิตดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

9
                                        การให้อภัย ไม่ใช่ยอมแพ้ ไม่ใช่เสียเปรียบ


การให้อภัย ไม่ใช่ยอมแพ้ ไม่ใช่เสียเปรียบ

ยอมกันเสียบ้าง ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง การยอมแพ้อาจหมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ คือ การให้อภัย การให้อภัย ดูเหมือนว่า เรายอม ไม่ติดใจ ไม่เอาเรื่อง แล้วเขาจะได้กำเริบ ส่วนเราเสียเปรียบ ความจริงแล้วไม่ใช่ เรากำลังบำเพ็ญบารมี คือ"อภัยทาน" อันเป็นทานบารมีที่สูงส่ง

บางคนรักมากหลงมาก เพราะเขาดี ก็ปรารถนาพบกันทุกชาติ หรือต้องการพบกันอีก บางคนก็อธิษฐานไม่ขอพบขอเจอกันอีกและไม่ให้อภัยผลของการไม่อภัย ก็เหมือนการผูกสิ่งที่เราไม่ชอบไว้กับตัวตลอดเวลา คล้ายๆ ผูกเวร จองเวร ไม่มีที่สิ้นสุด

การให้อภัย เป็นการฝึกจิต อบรมจิต เป็นการชำระใจ เป็นการยุติปัญหาต่างๆ เป็นการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การเสียหน้าหรือเสียรู้ ไม่ใช่การได้เปรียบเสียเปรียบ แต่เป็นการชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจ เหมือนล้างภาชนะที่สกปรก ฉันนั้น

การให้อภัยพูดง่ายแต่ทำยาก แม้จะยากเพราะใจไม่อยากทำ ก็ต้องฝืนใจ เพราะเมตตาและการให้อภัย เป็นคุณประโยชน์แก่เรา เป็นความสงบร่มเย็นของเราเอง ไม่ใช่ของใครอื่น

การให้อภัย จึงเป็นชัยชนะของผู้มีปัญญา


   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

10
                                                                 เสริมดวงประจำวันเกิด


สำหรับผู้เกิดวันอาทิตย์
การ เสริมดวง ควรมีรูปปั้น พระยาครุฑบูชา หรือรูปสิงห์ เชื่อว่าจะเสริมดวง ให้มีอำนาจ ชนะศัตรู หมู่มาร หรือหาครุฑมาห้อยคอ หรือบูชาไว้ประจำบ้าน จะทำให้ชีวิตรุ่งเรืองขึ้น
 อัญมณีเสริมราศี คือ แร่หินคราม ทับทิม หินสีแดง
-คบคนทำธุรกิจดี คนเกิดวันพฤหัส ห้ามวันอังคาร
-พระ-เทพบูชาเสริมดวง คือพระปางถวายเนตร พระแก้ว รัชกาลที่ 5 พระแม่อุมาเทวี พระโพธิสัตว์กวนอิม
-ถวายเครื่องสักการะเสริมดวง ฉัตรคู่ ข้าวตอกดอกไม้ กุหลาบชมพู ส้ม
-ทำบุญเสริมดวงท่าน ปล่อยสัตว์ลงน้ำ วันเด ข้างขึ้น 5-15 ค่ำ เชื่อว่าปล่อยทุกข์ปล่อยโศกลงแม่นำเจ้าพระยา ทำให้คลายทุกข์ได้
-ปลูกต้นไม้เสริมดวง ต้นมะพร้าว ขิงข่า ว่านมหาลาภ


สำหรับผู้เกิดวันจันทร์
การ เสริมดวง ควรมีรูปปั้น เสือ หรือสิงห์ ประดับไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน จะทำให้ก้าวหน้าขึ้น และแก้เคล็ดเรื่องเลวร้ายได้ หรือหารูปปั้นสิงห์โตคาบดาบ หรือรูปปั้นเสือทอง มาตั้ง จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น
                                                                                   -อัญมณีเสริมราศี คือ ไลปะการัง ทอง เพชร
-คบคนที่เสริมดวง คือ คนเกิดวันพะ ศุกร์ ห้ามวันพฤหัส
-ถวายเครื่องสักการะเสริมดวง คือดอกบัวขาว แอปเปิ้ลบูชาพระและเทพ
-พระ-เทพบูชาเสริมดวง คือ หลวงปู่โต ปางห้ามญาติ พระโพธิสัตว์ กวนอิม พระแม่ลักษมี ปู่ฤาษี
-ทำบุญเสริมดวงท่าน ให้ไปนมัสการขอพรที่วัดแขก สีลม หรือ เทวสถาน ไปวันพฤหัส ข้างขึ้น 7-15 ค่ำ ไปขอพรขอให้ชีวิตรุ่งเรืองขึ้น
-ปลูกต้นไม้เสริมดวง ต้นยอ โหรพา ว่านมหาหงส์


สำหรับผู้เกิดวันอังคาร
การ เสริมดวง ควรมีรูปปั้นราชสีห์ขลิบทอง ตั้งหรือประดับไว้ทางทิศตะวันออกเชื่อว่า จะทำให้ชีวิตมั่นคงขึ้น เพราะว่าวันอังคารดวงแข็ง หากมีราชสิงห์ไว้ดวงจะดีขึ้น มีอำนาจขึ้น
 
  อัญมณีเสริมราศี คือ แร่เหล็ก เพชร พวงชมพู มรกต
-คบคนที่เสริมดวง คือ คนเกิดวันศุกร์ ห้ามวันอาทิตย์
-สิ่งศักดิ์สิทธิ์บูชาเสริมดวง คือ ฤาษี องค์พรหม รัชกาลที่ 5
-ถวายเครื่องสักการะเสริมดวง คือ เมี่ยงหมาก ดอกไม้ชมพู่ ใบมะม่วง
-ทำบุญเสริมดวงท่าน ไปนมัสการขอพรที่วัดโพธิ์ วันอังคารข้างขึ้น 7-15 ค่ำ มีพระประจำวันเกิดท่าน จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
-ปลูกต้นไม้เสริมดวงท่าน ปลูกแตงโม ว่านมหานิยม


สำหรับผู้เกิดวันพุธ
การ เสริมดวง ควรมีรูปปั้น สุนัขคู่ หรือ ปลาอุ้มมุก ไว้ที่บ้านเพราะจะทำให้มีความร่มเย็นและสมหวังในชีวิต เพราะเชื่อว่า สุนัขเป็นสัตว์ที่เป็นเหมือนคนรู้ใจ และทำให้คุณก้าวหน้าได้

-อัญมณีเสริมราศี คือ มรกต โอปอล์ หยก
-คบคนที่เสริมดวง คือ คนเกิดวันจันทร์เป็นคู่มิตร ห้ามวันศุกร์
-สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมดวง คือ พระปางอุ้มบาตร หลวงปู่โต พระแก้วมรกต
-ถวายเครื่องสักการะเสริมดวง คือ ข้าวสวย ส้ม ใบขนุน
-ทำบุญเสริมดวงท่าน ถวายนีออน ในวันเกิดข้างขึ้น 5-15 ค่ำ เสริมแสงสว่างให้ชีวิต อธิษฐานขอพระเสริมความรุ่งเรืองในชีวิต
-ปลูกต้นไม้เสริมดวง ต้นขนุน กุหลาบ ว่านสี่ทิศ


สำหรับผู้เกิดวันพุธกลางคืน ราหู
การเสริมดวง ควรบูชาพญาครุฑ หรือ ราหู จะทำให้ร่ำรวยขึ้นและไหว้ของดำทุกวันพุธ เชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น

-อัญมณีเสริมดวง คือ โกเมน หินดำ
-คบคนที่เสริมดวง คือ วันเสาร์ วันพุธ ห้ามวันพฤหัส
-บูชาพระ-เทพเสริมดวง คือ พระราหู ครุฑ รัชกาลที่ 5 พระนารายณ์
-ถวายเครื่องสักการะเสริมบารมี ข้าวสวย ดอกไม้เขียว ใบขนุน แอปเปิ้ล นม น้ำ
-ถ้าเข้าเสวยราหู ของดำ 8 อย่าง ดอกไม้ดำ ใบยอ ขนุน กุหลาบ ไข่เยี่ยวม้า อื่น ๆ สีดำ
-ทำบุญเสริมดวงท่าน ไหว้พระราหู ทุกวันพุธ ขอพร
-ต้นไม้เสริมดวง กุหลาบ ว่านธรณีสาร


สำหรับผู้เกิดวันพฤหัส
การ เสริมดวง ท่านควรมีรูปปั้น หนูขลิบทองคู่ ตั้งหรือแขวนไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน จะเสริมดวงด้าน ความสุข ความสมหวังในชีวิตได้ เพราะเชื่อว่า หนู เป็นสัตว์ที่ให้ชีวิตใหม่ ๆ ได้

-อัญมณีเสริมราศี คือ เพชร ทอง ลูกแก้ว บุษราคัม พลอยแดง
-คบคนเสริมดวงชีวิต คือ คนเกิดวันอาทิตย์ ศุกร์ ห้ามวันจันทร์
-บูชาด้วยเครื่องสักการะเสริมดวง คือ ข้าวตอกดอกไม้ ใบขนุน ดอกไม้ สีเมฆ ใบกล้วย ฟักทอง
- พระบูชาเสริมดวง พระปางพุทธชินราช ปู่ฤาษี พระแม่อุมาเทวี พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 พระโพธิสัตว์กวนอิม
-ทำบุญเสริมดวงท่าน ไปปฏิบัติธรรม ปีละครั้งจะเสริมชีวิตดีขึ้น
-ปลูกต้นไม้เสริมดวง ว่านเพชรนารายณ์ ไผ่กวนอิม


สำหรับผู้เกิดวันศุกร์
การเสริมดวง ควรมีรูปปั้น หนู หรืองูใหญ่ ตั้งหรือประดับไว้ที่บ้าน จะทำให้ชีวิตท่านก้าวหน้าขึ้น

-อัญมณีเสริมราศี คือ ทอง โมรา
-คบคนที่เสริมดวง คือ คนเกิดวันอังคาร วันศุกร์ ห้ามวันเสาร์ วันอื่น ไม่เป็นไร
-พระเทพเสริมดวง ปางรำพึง พระพุทธชินราช รัชกาลที่ 5 พระโพธิสัตว์ กวนอิม พระแม่อุมาเทวี พระแม่ลักษมี
-ถวายเครื่องสักการะเสริมดวง คือ ฉัตรคู่พระ ข้าวตอกดอกไม้ เมี่ยงหมาก ดอกมะลิ กล้วย ดอกไม้เหลือง ใบเงิน ใบทอง
-ทำบุญวันเกิดเสริมดวง ปฏิบัติธรรมตามลมหายใจ ไม่ใช่ตามสามี จะทำให้จิตสงบ ได้บุญมาก
-ปลูกต้นไม้เสริมดวง กุหลาบ ว่านเศรษฐีเรือนกลาง


สำหรับผู้เกิดวันเสาร์
การ เสริมดวง ควรบูชา พญานาคราช หรือมีรูปพญานาคจะทำให้มีเดฃ มีอำนาจมากดุจดั่งราชสีห์ครองเมือง เชื่อว่าคนเกิดวันเสาร์ มีนาคราชคุ้ม ควรบูชานาคราชชีวิตจะร่ำรวยขึ้น

-อัญมณีเสริมดวง คือ นิลดำ ทับทิม หินดำ
-คบคนเสริมดวง คนเกิดวันพุธกลางคืน พฤหัส ห้ามวันศุกร์
-บูชาพระ - เทพเสริมบารมี ปางนาคปรก แก้ว รัชกาลที่ 5 พระนารายณ์ พระพรหม
-ถวายเครื่องสักการะ คือ กล้วย น้ำอบ ดอกไม้ดำ ใบมะตูม
-ทำบุญวันเกิดเสริมดวง บูชาเทพทุกวันเสาร์ จะทำชีวิตรุ่งเรือง อยากได้สิ่งใดก็ได้
-ปลูกต้นไม้ ต้นขนุน ต้นมหากาฬ ไผ่มงคล

     ขอบคุณข้อมูลจาก FW Mail
  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต


11
                                  บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน (สมเด็จโต พรหมรังสี)


วันนี้อาตมาจะเทศน์เรื่อง “บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน” คำว่าบุญ แปลแบบไทยๆ ว่าความดี ความสะอาดแห่งจิต เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่าทำบุญ ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนาเรียกว่าทำบุญ ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ 3 ซึ่งประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา เคยมีคนถามอาตมาว่าเกิดมาเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร

อาตมา ก็ตอบเขาไปว่าการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ก็สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมยังประหยัดอีกด้วยนั่นคือ การรักษาศีลและการเจริญภาวนา ซึ่ง 2 อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการให้ทานเสียอีกเพียงแต่ญาติโยมมองข้าม กันไป โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้นเพราะว่ามันง่ายดีแต่การรักษาศีลและภาวนา ต้องเสียสละเวลาในการปฏิบัติ จึงรู้สึกว่าทำยากกว่า การทำบุญทุกอย่าง โยมต้องเข้าใจด้วยว่าเพียงแต่เราตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว แต่บุญที่ได้รับยังเป็นส่วนน้อย ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ 3 อย่าง

• ทาน คือ การให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก มีเงินน้อยก็ทำน้อยตามกำลังตนถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้

• ศีล พวกท่านทั้งหลายสังเกตหรือไม่ว่าเวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ ทำไมพระท่านถึงให้พวกญาติโยมรับศีลก่อน เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีลได้ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะหน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล แต่เราก็สามารถที่จะถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน และถือได้ครบทั้ง 5 ข้อด้วยเพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง 5 ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลัง ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จิตใจเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา แต่ถ้าเกิดเราต้องตายในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสู่สุคติทันที

• ภาวนาหรือการสวดมนต์ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามาก แต่ความจริงแล้วการสวดมนต์ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์ภาวนาเป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ การสวดมนต์ภาวนาด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ และใช้สติพิจารณาเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนา ทำให้บรรลุไปสู่พระนิพพาน

“หัวใจของการทำบุญทุกครั้ง” ขอให้ญาติโยมจงแผ่เมตตา และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทุกครั้งตามนี้


“ข้าพเจ้า ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้ทุกรูปทุกนามทั้ง 20 ชั้นพรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก อบายภูมิทั้ง 4 มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลพิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงโมทนาในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดนี้ด้วยเทอญ”

บุญที่ทำไปจะส่งผลให้ได้รับบุญในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากันหรอกนะจ๊ะ ขอเจริญพร


จากหนังสืออมตะธรรม สมเด็จโต พรหมรังสี

    ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด dhammakid

12
                                             แจ้งข่าวด่วน หลวงปู่ผ่าน มรณะภาพแล้ว

แจ้งข่าวด่วน หลวงปู่ผ่าน มรณะภาพแล้ว เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง
วันนี้ 24 มค 54 จะมีพิธีรดน้ำประมาณ 9 โมงเช้า ถึงประมาณ 5 โมงเย็น

สืบเนื่องมาจากเมื่อ วันที่ 13 พ.ย. 53 ที่ผ่านมาหลวงปู่ผ่าน ได้เข้ารับการรักษาอาการอาพาธด้วยโรคเนื้องอกในกระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะที่ รพ.สกลนคร โดยคณะแพทย์ได้มีการวินิจฉัยวิธีการรักษา 2 วิธี คือ 1.ผ่าตัดเอาเนื้องอกออก(จำเป็นต้องตัดอวัยวะภายในบางส่วน) 2.ผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องเพื่อจี้

ระงับการเจริญเติบโตของชิ้นเนื้อ โดยทางคณะกรรมการวัด และพระอาจารย์สัมพันธ์ ปภัสโร วัดป่าดอนประดู่มงคลทิพย์ปรึกษาหารือกันโดยเลือกวิธีที่ 2
ภายหลังการผ่าตัดทำการรักษาอาการขององค์หลวงปู่มีแต่ทรงกับทรุด ไตหลวงปู่ไม่ตอบสนอง และในวันนี้คณะกรรมการวัดได้ปรึกษาหารือกัน
จึง ได้กราบอาราธนานิมนต์องค์หลวงปู่มาพักรักษาที่วัด ตั้งแต่เวลา 18.00น.ของวันนี้(17 พ.ย. 53)ใครที่ยังไม่ได้ไปกราบหลวงปู่ ท่านที่อยากกราบหลวงปู่รีบด่วนเลยนะครับ.....กราบหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป กราบ กราบ กราบ

...บัดนี้หลวงปู่ได้ละสังขารไปแล้ว(24 ม.ค. 2554)ด้วยอาการสงบ ทิ้งไว้เพียงคุณงามความดี ธรรมะและคำสั่งสอนของหลวงปู่ ให้พวกเรานำไปปฏิบัติ
เพื่อเป็นการระลึกถึงองค์ท่านจึงจะได้ชื่อว่าเป็น ศิษย์ของตถาคต.......โอ้สิ้นแล้วพระอริยะสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม
....................................................กราบน้อมส่งหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป สู่แดนนิพพาน

ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป


วัดป่าปทีปปุญญาราม
ต.เซือม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร



๏ อัตโนประวัติ

หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป มีนามเดิมว่า ผ่าน หัตถสาร เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๒ ปีจอ ณ บ้านเซือม ตำบลเซือม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายด่าง และนางจันทร์เพ็ง หัตถสาร


๏ การบรรพชาและอุปสมบท

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อายุ ๑๕ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดทุ่ง ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูวิรุฬห์นวกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหานิกาย ณ พัทธสีมาวัดทุ่ง ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูวิรุฬห์นวกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมาก เป็นพระกรรมวาจาจารย์


๏ ญัตติเป็นธรรมยุต

หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป ท่านได้ญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุต เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ณ พัทธสีมาวัดจอมศรี ตำบลพันดอน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระครูพิทักษ์คณานุการ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระสมุห์ภา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ปัญญาปทีโป”

หลังจากที่ได้ญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุตแล้ว ท่านก็ได้ไปอยู่ศึกษาธรรม รวมทั้งข้อวัตรปฏิบัติกับพระเถราจารย์กรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาทิเช่น หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร, หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม วัดอุดมรัตนาราม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

๏ ถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่ผ่านท่านได้ไปพำนักจำพรรษากับหลวงปู่อุ่น อุตฺตโม ณ วัดอุดมรัตนาราม ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่อุ่นได้พาหลวงปู่ผ่าน ไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ประมาณ ๒-๓ ครั้ง

ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านได้กราบลาหลวงปู่อุ่น เพื่อไปอยู่ศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) โดยเดินทางไปกับสามเณรน้อยองค์หนึ่ง พอไปถึงกราบนมัสการหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านพูดว่า “ท่านผ่านมากับเณรน้อยแท้ มันไข้ได๋” (พาสามเณรอายุน้อยมาด้วย สามเณรจะเป็นไข้ป่าได้ง่าย)

หลวงปู่ผ่านตอบว่า “ครับผม ไม่มีคนมา กระผมจึงมากับเณรน้อย”

ในครั้งนั้นมีพระเณรพำนักจำพรรษากับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๑๐-๒๐ องค์ อาทิเช่น
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (ปัจจุบันพำนักที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี)
พระอาจารย์อ่อนสา สุขกาโร (ปัจจุบันพำนักที่วัดป่าสีทน อ.เมือง จ.อุดรธานี)
พระอาจารย์วัน อุตฺตโม (มรณภาพแล้ว วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (ถ้ำพวง) อ.ส่องดาว จ.สกลนคร)
พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร (มรณภาพแล้ว วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย)
พระอาจารย์คำพอง ติสฺโส (มรรภาพแล้ว วัดถ้ำกกดู่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี)
พระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต (มรณภาพแล้ว วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร)
สามเณรบุญเพ็ง จันใด (หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู) เป็นต้น

๏ เสาหลักในร่มธรรมแห่งบวรพระพุทธศาสนา

หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป พระมหาเถระพระป่านักปฏิบัติกรรมฐานอีกรูปหนึ่ง ที่มีศีลาจารวัตรที่งดงามน่าเลื่อมใสศรัทธา เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อีกองค์หนึ่ง เป็นพระสุปฏิปันโนเนื้อนาบุญของชาวโลก เป็นเสาหลักในร่มธรรมแห่งบวรพระพุทธศาสนา แม้สังขารจะเข้าล่วงปีที่ ๘๕ ปี ครบรอบปีที่ ๗ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง ท่านยังได้ออกมาต้อนรับคณะศรัทธาญาติโยมที่เดินทางมาจากแดนใกล้ไกลเป็นจำนวน มาก เพื่อมาคารวะนมัสการทุกวันไม่เว้นมิได้ขาด

ทุกครั้งที่คณะศรัทธาญาติโยมขอพรขอศีล ท่านจะบอกว่า มีหลักอยู่ ๓ อย่าง คือ “ขออย่าได้เจ็บ อย่าได้ป่วยไข้ และสุดท้ายอย่าลืมหายใจ” ครั้นเมื่อได้สดับตรับฟังหลักธรรมจากท่านแล้ว จะทำให้จิตใจสงบและร่มเย็นเป็นสุข

ปัจจุบันนี้ หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป ท่านได้พำนักจำพรรษา ณ วัดป่าปทีปปุญญาราม บ้านเซือม ตำบลเซือม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

ประสบการณ์ทิพยอำนาจจิตของ “หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป”

จากคำบอกเล่าของศิษย์ท่านหนึ่ง


เรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้สมาชิกทุกท่านได้ทราบถึงประสบการณ์ที่ได้ผ่าน มาเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตนั้นมีมากมายนัก ทว่าขอยกขึ้นให้ฟังกันเกี่ยวกับเรื่องที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป สักหนึ่งเรื่อง

เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รู้จักกับน้องคนหนึ่งซึ่งได้บวชรุ่นเดียวกับน้องชายของข้าพเจ้า ที่วัดบวรนิเวศน์ น้องคนนี้เป็นคนที่คร่ำเคร่งในเรื่องอภิญญา ประสบการณ์ทางจิต พลังจิต ฯลฯ เป็นผู้ที่เดินทางแสวงหาความเป็นเลิศทางจิต ส่วนตัวผมนั้นไม่ค่อยจะเข้าทางนี้สักเท่าไหร่

วันหนึ่ง น้องเขาได้โทรมาหา แล้วบอกว่า พี่ยุทธ หลวงปู่ผ่านจะเดินทางลงมากรุงเทพฯ ท่านรับกิจนิมนต์โยมที่กรุงเทพฯ

ได้ยินดังนั้นข้าพเจ้ายังเฉยๆ แต่น้ำเสียงของน้องเขาดีใจมาก ตอนแรกก็สวสัยว่าทำไมน้ำเสียงถึงดีใจขนาดนั้น

แล้วน้องเขาได้ชวนผมว่า ไปกราบหลวงปู่กันไหม ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบองค์หนึ่งเลยนะ

เอ๊ะ...ใช้สรรพนามแทนว่า “องค์” เลยรึ ในใจคิดว่า น้องเขาก็ทราบดีอยู่ว่าสรรพนามนี้ใช้แทนองค์อรหันต์....งงงวยอยู่ในใจ แต่ก็ไม่คิดอะไรให้เลยเถิด

ก่อนวันที่หลวงปู่จะเดินทางมา น้องได้โทรมากำชับอีกครั้ง ว่าพรุ่งนี้ให้ไปเจอ ผมก็เออ...ออ...ห่อหมกไป เพราะภาระกิจช่วงนั้นค่อนข้างมากนัก

พอถึงวัน ใกล้เวลาที่นัดหมาย ผมได้เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย ไปบ้านหลังหนึ่งแถวลาดพร้าว เมื่อไปถึง...แม่บ้านบอกว่า หลวงปู่ยังไม่กลับมาจากกิจนิมนต์เลย

รอสักแค่เพียงไม่กี่อึดใจ รถก็เลี้ยวเข้ามาในบ้าน น้องเขารีบกุลีกุจอลงเรือนไปรับหลวงปู่ถึงที่รถ ส่วนผมก็เป็นเหมือนไอ้ปื๊ดเดินตาม เพราะไม่รู้จักใคร...ฮึ...หลวงปู่ยังไม่รู้จักเลย...เชยชมัด

เมื่อหลวงปู่ผ่านลงจากรถ ท่านจัดแจงห่มจีวรใหม่ให้งามเรียบร้อย น้องเขายกมือขึ้นพนม นมัสการหลวงปู่ มือผมก็อัตโนมัติ ยกขึ้นนมัสการหลวงปู่

จากนั้นหลวงปู่กับบรรดาศิษย์ประมาณ 4-5 คน ก็เดินขึ้นเรือน ไปที่ห้องหนึ่งที่โยมหลวงปู่ได้จัดแจงเตรียมการต้อนรับ ในห้องนั้นมีคนนั่งสมาธิรอหลวงปู่อยู่ประมาณ 2-3 คน

ในห้องเปิดแอร์เย็นสบาย หลวงปู่เดินไปที่อาสนะ ขยับจีวร นั่งลงยังอาสนะนั้น

ส่วนลูกศิษย์ทั้งหลายก็เดินตามไปใกล้หลวงปู่ นั่งลง ก้มลงกราบหลวงปู่กันถ้วนหน้า

ส่วนผมนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้างหน้า... ประมาณว่าไม่ค่อยชอบคนเยอะ จึงนั่งรั้งท้ายสุดปลายห้อง ครั้นก้มลงกราบพระพุทธ 3 ครั้งแล้ว ก็หันมากราบหลวงปู่อีก 3 ครั้ง...แฮะ โดยอัตโนมัติอีกละ

เมื่อหลวงปู่และศิษย์นั่งเข้าที่เหมาะทาง บรรดาศิษย์ก็เริ่มการสนทนากับหลวงปู่ หลวงปู่ก็สนทนาอย่างโอภาปราศัย น้ำเสียงหลวงปู่นั้นช่างเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิตเสียนี่กระไร ในใจคิด...

ส่วนลูกศิษย์ที่นั่งสมาธิอยู่ได้ลุกขึ้นกราบหลวงปู่ แล้วก็เข้าสมาธิกันต่อ โดยไม่พูดอะไร

เรื่องราวการสนทนากันนั้นผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบาง เพราะตามัวแต่มองไปรอบๆ เพ่งจิตไปที่คนนั่งสมาธิบาง ดูหลวงปู่หลับตาเป็นระยะๆ

สักพัก...เริ่มเย็นค่ำ แอร์ที่เปิดก็เริ่มเย็นขึ้น ในใจคิดว่า...ทำไมแอร์มันโคตะระหนาวขนาดนี้ว๊ะ...

อะนะ...ฮืม...ฮืม หลวงปู่ ซึ่งนั่งสนทนากับบรรดาศิษย์อยู่ หันมาบอกว่า “ถ้าแอร์หนาวเกินก็ไปหรี่ซิ” ไอ้หยา...โดนเข้าแล้วซิ หลวงปู่อ่านจิตเข้าให้แล้ว คงเพราะมั่วแต่นั่งเหม่อมองซุกซนไปทั่ว ไม่ทันระวังจิตให้ดี...โดนซะ...

พอสิ้นเสียงหลวงปู่ ผมก็เดินเข่าไปยังสวิตปิด-เปิดแอร์ เอื้อมมือขึ้นไปที่ตัวหรี่หมุนองศาความเย็นให้ลดลง จาก 19 ไป 20 ไป 21 ไป 22 พอถึง 23 ในใจก็คิดว่า “แค่นี้คงพอแล้วมั้ง”

เท่านั้นละหลวงปู่ส่งเสียงมาว่า “นั้นแหละ...แค่นั้นพอดีแล้ว”

(เหงื่อตกละงานนี้) เดินเข่ากลับมาที่เดิม ไม่พูดไม่จาอะไร

สักพัก รวมสติจิตกลับมาสู่ฐานดังเดิม ก็ยังไม่วายจะซุกซนต่อ

ในใจคิดว่า เห็นโดยทั่วไปบรรดาญาติโยมเขาชอบขอของดีจากพระกัน ไหงเราไม่เคยได้ขอของดีจากใครเลย...วันนี้น่าจะขอบ้างเนอะ

นั้นเลยคิดในใจว่า “หลวงปู่..ผมอยากได้ชานหมากหลวงปู่ไปบูชา เพื่อเป็นสิริมงคล” คิดได้สักพัก หลวงปู่ก็จัดแจงหมาก เคี้ยวๆๆๆๆๆๆ

ปกติแล้ว...เมื่อคนทั่วไปหรือพระรูปใดเคี้ยวหมากแหลก จะบ่วนทิ้งที่กระโถน ทว่า ตอนนั้น...เมื่อหลวงปู่เคี้ยวหมากจนแหลก ได้บ่วนเฉพาะน้ำหมาก ส่วนเนื้อหมากนั้น ผมเห็หลวงปู่ปั้นเป็นคำๆ อยู่ในปาก แต่ยังไม่คาย แล้วหลวงปู่ก็เข้าสมาธิ ไปถึงไหน ตามไม่เจอครับท่านผู้ชม

เมื่อหลวงปู่ออกจากสมาธิแล้ว...หลวงปู่ก็พูดว่า ทุกวันเมื่อหลวงปู่เข้าสมาธิ หลวงปู่จะไปที่วิหารเล็กวิหารหนึ่ง เข้าไปนั่ง กำหนดเพลิงเข้าเผากิเลสทุกวัน ด้านหน้าวิหารเล็กนั้น มีวิหารใหญ่อยู่วิหารหนึ่ง ภายในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ กำลังแสดงพระธรรมเรื่องอริยสัจ 4 อยู่ แต่หลวงปู่ยังไม่เดินเข้าไป ทุกวันที่หลวงปู่ไปที่นั้น มีคนมากมายเดินเข้าไปในวิหารใหญ่นั้น เมื่อได้สดับฟังพระธรรมแล้ว ก็ไม่ออกมาอีกเลย

พอหลวงปู่เล่าจบ หลวงปู่ก็คายชานหมากที่ปั้นเป็นก่อนกลมเล็กๆ ออกมาวางไว้ที่ฝากระป๋อง ที่หลวงปู่เก็บของ ผมนึกในใจ...ตอนนี้คนเยอะ ถามเรื่องร้อยแปด เดี๋ยวให้สงบๆ ก่อนจะเอ่ยปากขอ...

สักพักเมื่อคนเริ่มสงบ ผมก็เอ่ยปากขอชานหมากหลวงปู่ หลวงปู่ก็ตอบว่า “เข้ามา” ผมก็คลานเข่า เข้าไป แบสองมือรับ พนมมือ คลานเข่าออก กลับมานั่งที่เดิม

เมื่อกลับมานั่งประจำที่หลวงปู่กล่าวต่อว่า “ไปตากแดดก่อน ราจะได้ไม่ขึ้น”

ผมก็ตอบไปสั้นๆ ว่า “ครับ”

หลวงปู่ผ่านท่านเป็นอริยสงฆ์โดยแท้ แต่ท่านถ่อมตัวครับ ผมขอพรจากท่านประการหนึ่ง ท่านก็บอกว่า “โอ๊ย อันนั้นต้องเป็นพระอรหันต์ถึงจะให้ได้ อาตมาไม่ใช่หรอก” สงสัยท่านคงนึกในใจว่า ไอ้นี่มันขอมากไป (เดี๋ยวไปขอใหม่ อิอิ)

ท่านถามผมว่า บวชมานานหรือยัง ตอนนั้นไม่รู้ความนัย ก็บอกไปว่า บวชประมาณ 2 อาทิตย์ครับ แต่ต่อมาได้มารู้ภายหลังว่า ที่ท่านถาม ท่านถามลึกกว่านั้น แต่ตอนนั้นเราตามไม่ทันเอง

รอยยิ้มของท่านเมตตามากๆ ส่วนเรื่องชานหมากเนี่ย ลูกศิษย์ตากแดดไว้เลย เตรียมแจกคนที่จะมาขอ

พระสุปฏิปันโนในประเทศไทยเยอะจริงๆ มีทั่วทุกภาค ทางปราจีนบุรีก็มีเยอะนะครับ แต่ผมยังไม่ได้ไป ทางเหนือก็มี โดยเฉพาะทางอีสานมีเยอะมากที่สุด พระสุปฏิปันโนบางรูปนั้น ท่านอยากอยู่เงียบๆ ไม่เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปมากนัก แต่บางท่านก็ต้องการสงเคราะห์คนนะครับ นี่แหละครับ ถ้าพระสงฆ์ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนอย่างจริงจัง ก็ไม่ไร้ซึ่งพระสุปฏิปันโน ไม่ว่าจะบนผืนแผ่นดินไทย หรือที่ไหนในโลกนี้

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ดพลังจิต

13
                                เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต )


...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้
... อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

... ฝึกจิตให้ได้ผลต้องตรงต่อเวลา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้ วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขก บ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้ เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิน

หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

1.จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
2.จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
3.พยายามตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน

ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเราเพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง
ทางแห่งความหลุดพ้น

... เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่ง ร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้นจึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้งเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน
แต่งใจ

... ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็นจะขาดเสียไม่ได้ทั้ง ที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ ...ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกายเป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ?

กรรมลิขิต

... เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต
อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน

ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง

เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ
นักบุญ

... การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น

ละความตระหนี่มีสุข

... ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้นจึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน

อย่าเอาเปรียบเทวดา

... ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดีนี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญ และบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย

บุญบริสุทธิ์

... การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้นก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้น ที่นึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน

สั่งสมบารมี

... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้นเป็น บารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

เมตตาบารมี

... การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขาท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มากและทัศนคติของอาตมาว่า การบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน

แผ่เมตตาจิต

... ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า

อานิสงส์การแผ่เมตตา

... ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามี เจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้

ประโยชน์จากการฝึกจิต

... ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือ

การบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม

คัดลอกจากหนังสือ เรียน ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โตพรหมรังสี

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

14
                                             อานิสงส์จากการทำบุญแบบต่างๆ


อานิสงส์จากการทำบุญแบบต่างๆ
อานิสงส์ผลบุญจากการทำบุญแบบต่างๆ

1.การทำบุญด้วยการถวายจีวร

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายจีวรแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ จะเป็นผู้ที่พร้อมด้วยเสื้อผ้า อาภรณ์ และเครื่องประดับ มีแต่ผู้คนให้ความเคารพยกย่อง มีเกียรติ เป็นที่ยอมรับของคนทุกหมู่เหล่าเมื่อใดก็ตามจะต้องพบกับความมีอุปสรรค อุปสรรคนั้นจะผ่านพ้นไปด้วยดี ภยันตรายอื่นๆ อย่างสัตว์มีพิษและของมีคมต่างๆ ก็ทำร้ายไม่ได้ อานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นในชาติหน้า จะเกิดมาเป็นผู้ที่มีความเพียบพร้อมด้วยหน้าตาที่งดงาม และสติปัญญาที่น่านับถืออย่างยิ่ง

2.การทำบุญด้วยการถวายเตียงนอน
  
 ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายเตียงนอนแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ผลบุญในเรื่องของความเป็นอยู่ที่สุขสบาย จะได้นอนหลับในที่ที่อุ่นในยามหนาว เย็นสบายในช่วงฤดูร้อน ในเรื่อง ของสุขภาพก็มักจะไม่เจ็บป่วยง่าย ร่างกายแข็งแรงหากคิดจะเอาดีทางด้านการกีฬา ก็จะโด่งดังในระดับโลก เพราะจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้มาก เมื่อชีวิตเข้าสู่วัยชรา ก็จะมีลูกหลานมาดูแล ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว นับว่าสบายตั้งแต่เกิดจนตาย

3.การทำบุญด้วยการถวายหมอน

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายหมอน จะได้รับอานิสงส์ในเรื่องของการเป็นผู้ที่มีความอดทนอดกลั้นเหนือผู้อื่น หากอยู่ในการแข่งขันจะเป็นบุคคลที่สร้างความกดดันให้แก่คู่ต่อสู้อย่างมาก ทำการงานใดก็จะสำเร็จ เพราะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือท้อแท้ง่าย อีกทั้งหากจะทำการงานใดก็จะมีคนคอยอุปถัมภ์ค้ำชูอยู่เสมอ

4.การทำบุญด้วยยาดม ยานัตถุ์

ผู้ที่ทำ บุญด้วยยาดม หรือยานัตถุ์ จะได้รับอานิสงส์ผลบุญส่งให้เป็นผู้ปลอดภัยจากโรคเกี่ยวกับจมูกทั้งปวง จะได้รับรส และกลิ่นที่งดงามอย่างกลิ่นของพระธรรม เกียรติยศ ชื่อเสียงต่างๆ จะขจรขจายไปทั่ว จนผู้คนต่างพากันชื่นชมในคุณงามความดีที่คุณได้สั่งสมเอาไว้ บริวารต่างพากันเคารพ และคอยปกป้องไม่ให้ได้รับอันตราย จึงเป็นผู้ที่ได้รับการปกป้องเป็นอย่างดีจากผู้อื่น

5.การทำบุญด้วยร่ม

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายร่ม จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข แม้ในยามที่ตกทุกข์ชะตาดับ ก็จะเกิดปาฏิหาริย์กลายเป็นดีได้ในทุกครั้ง
นอกจาก นี้ยังเป็นผู้อุดมด้วยบุญบารมี แผ่ขยายไปทั่วจนเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ผู้อื่นได้ด้วย จึงมีแต่คนเคารพนับถือ และยอมรับในความกรุณาอย่างดียิ่ง ในบั้นปลายชีวิตก็จะพบแต่ความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องอยู่โดดเดี่ยวแน่นอน

6.การทำบุญด้วยไม้กลอนประตู

ผู้ที่ทำบุญด้วยการถวายไม้กลอนประตู จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญในทุกๆ เรื่อง จึงได้รับโอกาสดีๆ อยู่เสมอ จะได้รับ การปกป้องคุ้มครองเป็นอย่างดีจากคนรอบข้าง ไม่ต้องทุกข์กาย ทุกข์ใจ ชีวิตจะสุขสบายตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะหนทางโรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่แล้ว นับว่าเป็นความโชคดีอย่างมาก

7.การทำบุญด้วยน้ำมันนวด

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายน้ำมันนวด จะได้รับอานิสงส์ผลบุญทำให้เป็นผู้ที่พรั่งพร้อมไปด้วยบริวารที่คอย ปรนนิบัติพัดวีอย่างใกล้ชิด หากจะทำสิ่งใดก็จะมีที่ปรึกษา ส่งเสริมทั้งกำลังกาย ใจ สติปัญญาและกำลังทรัพย์ ส่วนการ เจ็บไข้โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะเป็นผู้ที่มีกำลังวังชาดี หากจะเป็นนักกีฬา ก็จะโด่งดังระดับโลก หรือหากจะรับราชการทหารหรือตำรวจก็น่าสนับสนุนส่งเสริม เพราะจะได้เป็นผู้บัญชาการอย่างรวดเร็ว

8.การทำบุญด้วยพัด

ผู้ที่ทำ บุญด้วยพัด จะได้รับผลบุญในเรื่องของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง ชีวิตจะมีเรื่องสบายใจ ลูกหลานก็เป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่สร้างเรื่องทุกข์กาย ทุกข์ใจใดๆ ให้เลยแม้แต่น้อย เกียรติยศและชื่อเสียงจะโด่งดัง และมีแต่คนยอมรับนับถือจำนวนมาก ในโลกหน้าก็จะพบแต่ความสุขสำราญกายใจเช่นชาตินี้

9.การทำบุญด้วยรองเท้า

ผู้ที่ทำบุญด้วยรองเท้า จะเป็นผู้ที่ได้รับอานิสงส์ของการเป็นผู้มีบริวารมาก จะมีคนคอยให้ความช่วยเหลือและยกย่องเชิดชูเป็นอย่างดี ในเรื่อง ของโรคเกี่ยวกับเท้าก็หมดไป ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ และหากจะท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ก็ทำได้ง่าย ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยเพราะจะได้เป็นนักเดินทางที่มีชื่อเสียง ตลอดการเดินทางก็จะได้เรียนรู้ และศึกษาสิ่งต่างๆ เสมอ จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูงมากคนหนึ่ง

10.การทำบุญด้วยกุญแจ

ผู้ที่ทำบุญด้วยกุญแจจะเป็นผู้ที่มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน คิดอะไรก็แตกฉาน ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไขไม่ได้หากคิดจะทำ อีกทั้ง ชีวิตยังมีแต่ความปลอดภัย ภยันตรายก็ไม่กล้ามากล้ำกรายอย่างแน่นอน ส่วนในชาติหน้าก็จะเกิดเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักทั่วทั้งแผ่นดิน

11.การทำบุญด้วยการถวายที่ดิน

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายที่ดินแด่พระสงฆ์ นับว่าเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ จะได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นผู้ปกครองแผ่นดินหรือบริหารประเทศ ความที่ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่จึงมีคนพากันยกย่องสรรเสริญจำนวนมาก ในเรื่องของความมั่นคงทางกายและใจ ไม่มีปัญหาอะไรเลยเพราะเป็นผู้ที่หนักแน่น ทำการใดก็เจริญและได้รับการยอมรับอยู่ตลอด จะมีความสุขทั้งชีวิตเลยทีเดียว

12.การทำบุญด้วยการทำความสะอาดเจดีย์

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการทำความสะอาดเจดีย์ นับว่าได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน เพราะจะทำให้ชีวิตมีแต่ความสงบราบรื่น คิดจะทำสิ่งใดก็ไร้อุปสรรค หากตายไปแล้วก็จะได้ไปจุติในแดนสวรรค์ มีผู้คนและบริวารห้อมล้อมและปรนนิบัติตลอด นับว่าจะได้รับอานิสงส์นี้ทุกชาติๆ ไปเลยทีเดียว
จิตใจนั้นก็ค่อนข้างดีงาม พ้นจากกิเลส ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้เสมอ เพราะมีแต่ความเมตตานั่นเอง

13.การทำบุญด้วยการถวายไม้เท้าค้ำยัน

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายไม้เท้าค้ำยันแด่พระสงฆ์ ผลบุญนี้จะทำให้ได้รับความสบายใจในการครองชีวิต ไม่ต้องพบเจอกับปัญหาอุปสรรค จะมีคนคอยปกป้องรักษาให้แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ
จะมีลูกก็จะพึ่งพิงได้ ลูกจะดี ไม่นำเรื่องหนักใจมาให้ จะเป็นคน ที่มีชีวิตที่มั่นคง เหมือนไม้เท้าคอยค้ำยันไว้ กล้าหาญในการทำกิจต่างๆ ทำให้คนรอบข้างที่คิดร้ายหวาดกลัวและพ่ายแพ้ไปในที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้วผลบุญนี้จะส่งผลให้เป็นคนดวงแข็ง

14.การทำบุญด้วยการไหว้พระพุทธรูปด้วยจิตศรัทธา

ผู้ที่ทำบุญด้วยการไหว้พระพุทธรูปด้วยจิตที่ศรัทธานั้นจะได้รับอานิสงส์ คือ อานิสงส์นี้จะไปเสริมดวงให้เป็นที่เคารพนับถือ ชีวิตครอบครัวก็จะสุขสบาย เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและน่าสรรเสริญ
ปราศจากศัตรูที่คิดร้าย คนคิดร้ายก็จะสำนึกในความดีต่างๆ แล้วพ่ายแพ้ไป เส้นทางชีวิตมีแต่ความสุข สงบ พบเจอแต่เรื่องดีๆ ในชีวิต จะมีสติดี ทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องที่หวังได้ง่าย

15.การทำบุญด้วยดอกไม้ ธูปเทียน

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายดอกไม้ ธูปเทียน จะได้รับอานิสงส์ผลบุญในส่วนของการมีสติปัญญาที่ฉลาดปราดเปรื่อง รู้จักแก้ไขปัญหาจัดการเรื่องต่างๆ กับชีวิตของตนได้เป็นอย่างดี หากคิดจะวางแผนก็เป็นนักวางแผนตัวสำคัญ ในเรื่องของรูปร่างหน้าตาก็สง่างาม เป็นหญิงอย่างกุลสตรี เป็นชายก็สมชายชาตรี ใครเห็นก็รักใคร่ชอบพอกันทุกคน ส่วนใหญ่ แล้วอานิสงส์นี้จะผลักดันให้ผู้ที่ทำบุญพบกับความสำเร็จ ชื่อเสียงโด่งดัง จนเป็นที่ยอมรับของคนทุกเพศทุกวัย นับเป็นบุญกุศลที่สูงส่งยิ่ง

16.การทำบุญด้วยกรรไกรตัดเล็บ

ผู้ที่ทำ บุญด้วยกรรไกรตัดเล็บนั้น จะได้รับผลบุญส่งให้ชีวิตของคุณพบกับความบริสุทธิ์ ปราศจากความเศร้าหมองใดๆ อันตรายต่างๆ ที่จะเข้าใกล้ก็จะไม่กล้ำกราย ชีวิตจะมีแต่ความสุข อานิสงส์นี้ยังส่งผลถึงครอบครัวให้ได้รับความสุขมากขึ้นด้วย นอกจาก นี้ยังจะเป็นผลดีในส่วนของการได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ใหญ่ที่เขา เอ็นดูคุณเป็นอย่างดี ในยามที่ตกต่ำ ไม่นานจะกลับมามีชีวิตสดใสได้ทุกครั้ง นับว่าเป็นบุคคลที่โชคดีมากคนหนึ่ง

17.การทำบุญด้วยการถวายมีดโกน

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายมีดโกนแด่พระภิกษุสงฆ์ อานิสงส์ที่ได้รับจะส่งผลต่อการดำรงชีวิต เพราะจะเป็นผู้ที่มีสมาธิ ทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างละเอียดรอบคอบ จะเป็นผู้ที่ขยันขันแข็ง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขทั้งหลาย ทำให้ประสบความสำเร็จในบั้นปลาย สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่ายๆ มีจิตใจที่ผ่องแผ้ว สุขทั้งกายและใจ อุปสรรคที่ต้องเผชิญก็มลายหาย

18.การทำบุญด้วยการถวายตะเกียง

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายตะเกียงแด่พระสงฆ์จะได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ จะเป็นผู้ที่มีชีวิตที่ราบรื่น เหมือนมีไฟส่องทางให้ ทำให้ไม่พบเจอปัญหาหรืออุปสรรคที่ยากจะผ่านไปได้ การเรียนหรือการทำงานก็จะเป็นเลิศ เพราะสติปัญญาดีมาก หัวไว และแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี แม้ศึกษาธรรมก็จะรู้ได้อย่างแตกฉาน เป็นผู้ที่วางตัวดี คนรอบข้างเคารพและเชื่อถือในคำพูด ทำดีจะเห็นผลเร็ว มีชีวิตที่รุ่งโรจน์ไม่มีตก

19.ทำบุญด้วยการถวายตู้ใส่พระไตรปิฎก

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายตู้ใส่พระไตรปิฎก จะได้รับอานิสงส์ผลบุญอย่างมากมายในเรื่องของความพร้อมด้านรูปโฉม และความเจริญทางด้านสติปัญญา จะเป็นผู้ที่มีไหวพริบ ชาญฉลาด สามารถหาทางออกที่ดีให้กับชีวิตได้ตลอด ความงดงามทางรูปร่างหน้าตา ทำให้เป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นที่รักและชื่นชมของคนทั่วไป นอกจากนี้แล้วการทำบุญด้วยวิธีนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ชีวิตของคุณไม่โดดเดี่ยว จะมีคนมาอยู่ใกล้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงหรือว่าญาติ ทั้งในยามทุกข์และสุข จะไม่มีวันตกต่ำอย่างแน่นอน นับว่าการทำบุญด้วยวิธีนี้ เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งทีเดียว

20.การทำบุญด้วยการสร้างพระพุทธรูป
 
 ผู้ที่ทำ บุญด้วยการสร้างพระพุทธรูป ให้เป็นที่สักการบูชาจะเป็นผู้ที่ได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะไม่ว่าจะเกิดในชาติใดก็ตาม จะเป็นผู้ที่พร้อมด้วยทรัพย์ สติปัญญา และรูปโฉม
ทำสิ่งใด ก็ตามจะมีบริวาร ผู้คอยช่วยเหลือ และสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่ง ในด้านของจิตใจนั้น จะเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงาม ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนเป็นอย่างดี หากเป็นผู้นำในเรื่องใดก็จะสำเร็จและพาลูกน้องพบกับความสุขได้เสมอ การวางแผนก็จะเป็นนักคิดที่แยบคาย รู้ทันเหตุการณ์ต่างๆ เป็นอย่างดี อานิสงส์นี้จะทำให้คุณใช้ชีวิตสุขสบายอย่างมาก

21.การทำบุญด้วยการสร้างกุฏิ  

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการสร้างกุฏิถวายแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์กลับคืนมาในเรื่องของความเป็นอยู่ จะมีชีวิตที่สุขสบายไม่ลำบาก ครอบครัวก็จะรักใคร่ปรองดองกัน มีความมั่นคงในชีวิต
ด้านร่างกาย ก็จะเป็นผู้ที่มีความรู้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเรียนทางด้านใดก็จะเรียนรู้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
บุคคลที่คิดร้ายก็จะต้องแพ้ภัยตนเอง จะปลอดภัยจากสัตว์ร้ายและอาวุธต่างๆ มีอายุยืนยาว

22.การทำบุญด้วยการบูรณะพระพุทธรูป

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการบูรณะพระพุทธรูปแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์อันแรงกล้า สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ร่างกายสมบูรณ์ครบอาการ 32 ผิวพรรณงามเปล่งปลั่ง ไม่แก่เร็ว ความเป็นอยู่ดี มั่งคั่ง ทำมาค้าขึ้น มักจะได้ลาภลอยอยู่บ่อยๆ ไปไหนก็มักจะเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้พบเห็น ใครเห็นใครก็รัก พูดจาอะไรก็จะเป็นที่เชื่อถือ เป็นที่นับหน้าถือตา ชาติหน้าก็จะเป็นผู้ที่สวยทั้งรูปกายและรูปสมบัติ

23.การทำบุญด้วยการถวายภาชนะต่างๆ

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายภาชนะต่างๆ แด่พระภิกษุสงฆ์ บุคคลผู้นั้นจะได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ ชีวิตพรั่งพร้อมไปด้วยบริวาร มีแต่คนอาสาที่จะช่วยเหลือ หากประสบปัญหาใดก็ตาม บริวารจะเป็นที่รับฟังและเป็นที่ปรึกษาที่ดีอย่างยิ่ง ในการติดต่อ เจรจา จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะเป็นผู้ที่มีทักษะในการพูดเป็นเลิศ เรียนด้านใดก็มักจะได้ดีกว่าผู้อื่น หัวไว และมีพรสวรรค์ในทุกๆ ด้าน เมื่อมุ่งไปทางใดแล้วก็จะทำได้ดี ยามแก่เฒ่าก็จะมีคนดูแล ชีวิตไม่ขัดสน

24.การทำบุญด้วยการสร้างสะพาน

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการสร้างสะพาน จะได้รับอานิสงส์ในผลบุญนั้นอย่างสูงส่ง คือในยามยาก็มีผู้เข้ามาช่วยเหลือ จะมีแต่คนหยิบยื่นน้ำใจให้อยู่เสมอ เป็นที่รักของคนรอบข้าง การงานก็จะมีความมั่นคง ถึงเริ่มกระทำสิ่งใดไม่นาน ก็จะมีผู้ใหญ่เห็นความตั้งใจ และหยิบยื่นตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นให้
ชีวิตครอบครัวก็เหมือนกับสะพาน ซึ่งแข็งแกร่ง มั่นคง อานิสงส์นี้ส่งผลให้เห็นทางสว่างทุกครั้งที่มืดมนเหมือนมีคนมาชี้ทางให้

25.การทำบุญด้วยการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จะเป็นผู้ที่ได้รับอานิสงส์อย่างแรงกล้า การบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ถือเป็นการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อานิสงส์ผลบุญดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ที่ทำบุญด้วยวิธีนี้มีอำนาจ บุญวาสนามีสูง ทำการงานก็สำเร็จเจริญก้าวหน้าอย่างไร้อุปสรรค
ชีวิตของ คุณจะมีชื่อเสียง มีผู้คนยอมรับนับถือ ทำอะไรก็ตามจะมีคนสนับสนุนส่งเสริมเป็นอย่างดี หากชีวิตมีเคราะห์ ก็จะผ่านพ้นและกลับมาพบกับความสำเร็จได้อีกครั้ง ชีวิตทั้งโลกนี้และโลกหน้าก็จะพบแต่ความสุขสดชื่นเสมอ

26.การทำบุญด้วยการถวายเชิงรองก้นบาตร

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายเชิงรองก้นบาตร จะได้รับอานิสงส์ในเรื่องของการมีคนอุปถัมภ์เกื้อหนุน ไม่ว่าจะเดินทางไปที่แห่งใดก็จะมีคนคอยแนะนำ ยามใดที่พลาดพลั้งก็ไม่มีวันที่อยู่โดดเดี่ยว เพื่อนและญาติมิตรจะอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น คนรอบข้างจะเป็นคนที่ไว้ใจได้ เขาจะมอบแต่ความจริงใจให้และจะช่วยแบ่งเบาภาระของคุณได้เป็นอย่างดี นอกจากอานิสงส์ของการอุปถัมภ์แล้ว จะส่งผลให้ผู้ทำบุญจิตใจสงบ จะทำสิ่งใดก็คิดออกและเกิดความผิดพลาดน้อย

27.การทำบุญด้วยการสร้างศาลาโรงฉัน

ผู้ที่มี จิตศรัทธาทำบุญด้วยการสร้างศาลาโรงฉันถวายพระสงฆ์นั้น จะได้รับอานิสงส์ผลบุญทั้งชาตินี้และชาติหน้า คุณจะเป็นผู้พรั่งพร้อมสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภค บริโภคครบครัน ครั้นเกิดในชาติภพหน้าก็จะเกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ไม่มีวันที่จะตกต่ำ สุขภาพ ร่างกายจะแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน จิตใจก็จะสมบูรณ์ ไม่มีเรื่องเดือดร้อนกายและใจ เมื่อร่างกายและจิตใจพร้อมแล้ว อายุของคุณก็จะยืนยาว อยู่เป็นหัวหน้าครอบครัวจนประสบความสำเร็จสูงสุดได้อย่างง่ายดาย
ชีวิตของผู้ที่ทำบุญด้วยวิธีนี้นั้น จะคิดอ่านทำสิ่งใดก็ไม่มีอุปสรรคเลย ซึ่งนับเป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่อย่างยิ่ง

28.การทำบุญด้วยรัดประคด

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายรัดประคดแด่พระสงฆ์ จะเป็นผู้ที่ได้รับอานิสงส์ในเรื่องของความมั่นคงทั้งทางจิตใจ ที่ไม่หลงในทางผิดและร่างกายที่พร้อมด้วยฐานะที่เจริญรุ่งเรือง จะเป็น ผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ คำพูดมีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนพร้อมที่จะยอมรับคำแนะนำต่างๆ นอกจากนี้จะมีความสมบูรณ์ในเรื่องของญาติมิตร และบริวารที่เป็นคนดี และอยู่กันด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกัน
ในเรื่อง ของสติปัญญา จะเป็นผู้ที่มีสมาธิดีมาก และไหวพริบปฏิภาณเหนือผู้อื่น อนาคตจะได้เป็นใหญ่เป็นโต มั่งคั่งด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี

29.การทำบุญด้วยการสนับสนุนศึกษาพระธรรม
                                                                                  ผู้ที่ทำ บุญด้วยการสนับสนุนศึกษาพระธรรม จะได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ส่งเสริมให้การศึกษาหาความรู้ไร้อุปสรรค ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างในทุกๆ ทาง และจะประสบความสำเร็จอย่างมากหากมีความตั้งใจจริง เป็นคนที่ทำความดีขึ้น และเห็นผลทันตา คนรอบข้างไม่กล้าคิดร้าย
อานิสงส์ นี้จะส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยเป็นโรคร้าย มีชีวิตยามแก่ที่สุขสบาย เพราะจะมีบุตรหลานบริวารที่รักใคร่รายล้อมและไม่เจอกับปัญหาให้ต้องวิตก

30.การทำบุญด้วยการปิดทององค์พระ

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการปิดทององค์พระ จะเป็นผู้ที่ได้รับอานิสงส์ผลบุญทางด้านทรัพย์ ถือได้ว่าจะมีความมั่งคั่ง รวยทรัพย์ หยิบจับอะไรก็ทำให้เป็นเงินเป็นทองได้อย่างง่ายดาย อานิสงส์นี้จะทำให้เป็นที่ยกย่องของบุคคลรอบข้าง เจ้านายก็รักใคร่ชื่นชอบ ทำอะไรจะดูดีไปทุกๆ ด้านเหมือนแสงทองอันรุ่งโรจน์ จะมีรูปงาม สวยสะดุดตา เป็นที่น่านับถือและรักใคร่ ดูมีสง่าราศี ในชาติหน้าก็จะเป็นใหญ่เป็นโต ไม่พบเจอผู้ที่คิดร้ายด้วย

31.การทำบุญด้วยการถวายบาตร

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายบาตรแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์อันแรงกล้า กล่าวคือความเป็นอยู่จะมั่งคั่ง มีชีวิตสมบูรณ์พูนสุข ปรารถนาสิ่งใดก็จะได้โดยไม่ต้องลงแรงมาก ยามที่พบกับอุปสรรค ก็จะพบกับทางแก้ หรือมีที่พึ่งเข้ามาอยู่เสมอ อันตรายไม่มากล้ำกราย คิดทำ สิ่งใดมีความหนักแน่น และมีความพยายามมากทำให้การนั้นๆ ส่งผลในทุกครา ไม่ค่อยพบกับความผิดหวังเท่าใด ตัดสินใจสิ่งใดจะมีแต่คนให้คำปรึกษาที่ดีอยู่เสมอ

32.ทำบุญด้วยการถวายผ้าปูลาด

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายผ้าปูลาดแด่พระสงฆ์ ผู้นั้นก็จะได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ ทั้งลาภยศและชื่อเสียง ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งหรือฐานะใดก็จะเป็นที่นับหน้าถือตา มีบารมีเป็นที่ยำเกรงของบริวารและคนรอบข้าง มักเป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่นได้ เพราะจะเป็นคนที่มีพื้นฐานความคิดอ่านดี และมีความรอบคอบ ผู้ที่ได้รับอานิสงส์นี้จะไม่ตกต่ำ แม้เกิดมาอย่างไม่มีทรัพย์สมบัติ ก็จะสร้างขึ้นได้เองไม่ยากนัก

33.การทำบุญด้วยเข็มเย็บผ้า

ผู้ที่ทำบุญด้วยเข็มเย็บผ้า จะได้รับอานิสงส์ผลบุญส่งให้คุณเป็นผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลม คิดจะทำการใดก็สัมฤทธิ์ผลเป็นอย่างดี แม้ในยาม เกิดอุปสรรคก็จะมีผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ประกอบกับปัญญาที่เหนือผู้อื่น จึงสามารถผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างง่ายดาย ใครก็ตามที่คิดจะทำร้ายจะได้รับผลกรรมอันเจ็บปวด แต่ด้วยความที่เป็นคนมีจิตใจดี จึงมักจะรู้จักให้อภัย และได้มิตรเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

34.การทำบุญด้วยสายโยก

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายสายโยกแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ผลบุญในเรื่องของการเป็นผู้มีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับ สิ่งต่างๆ รอบตัว ทำสิ่งใดก็ตามจะไม่ประมาท แล้วจะรู้จักพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นไปได้ยากที่จะเกิดการผิดพลาด นอกจากนี้ยังได้รับการรักใคร่เอ็นดูจากญาติมิตรทั้งหลายอย่างจริงใจ และสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้เป็นอย่างดี

35.การทำบุญด้วยน้ำยาดับกลิ่นปาก

การทำบุญด้วยน้ำยาดับกลิ่นปาก จะได้รับอานิสงส์ผลบุญในส่วนของการมีสุขภาพฟันที่แข็งแรง ไม่มีทางที่จะมีปัญหาในช่องปาก นอกจาก นี้ยังมีพรสวรรค์ในเรื่องของการใช้คำพูด จะมีวาจาที่ไพเราะน่าฟังอย่างยิ่ง พูดจามักจะน่าเชื่อถือ และหากจะเอาดีในเรื่องของอาชีพที่เกี่ยวกับการพูดก็จะยิ่งดีมาก เช่น นักการทูต หรือการค้าขายต่างๆ จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ชื่อ เสียงต่างๆ ก็จะเป็นที่รู้จักโด่งดัง มีแต่คนรัก และอยากรู้จักเป็นมิตรด้วยทั้งสิ้น การทำบุญด้วยสิ่งนี้จะเป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิตโดยตรง

36.การทำบุญด้วยกระดาษทราย

อานิสงส์ ของการทำบุญด้วยกระดาษทรายนั้น จะน้อมนำให้ชีวิตของผู้ทำบุญยั่งยืน อยู่เป็นมิ่งขวัญของลูกหลานและวงศ์ตระกูลไปนานแสนนาน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ไม่มาเบียดเบียน สุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ หากใครคิดจะทำร้ายก็จะแพ้ภัยไปเอง เพราะคุณจะเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสตัณหาทั้งปวง และมักจะเป็นผู้คิดดีทำดีอยู่เสมอ

37.การทำบุญด้วยการสร้างพระไตรปิฎก
                                                                                          ผู้ที่ทำ บุญด้วยการสร้างพระไตรปิฎกแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ผลบุญทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จะเป็นผู้มีสติปัญญาดี เป็นผู้นำให้กับบุคคลอื่นอยู่เสมอ คิดอ่านสิ่งใดก็ไม่ค่อยผิดพลาด ความจำดี
ด้านการงาน ก็จะเป็นที่นับหน้าถือตา เป็นเจ้าคนนายคน ถึงพร้อมด้วยบริวารรายล้อมรอบกาย
ถึงแม้จะเป็นหญิงก็จะได้เป็นใหญ่ ผู้ที่ทำบุญด้วยการถวายพระไตรปิฎกนี้ มักเป็นนักวิชาการหรือเกี่ยวข้องกับงานใหญ่หากเจออุปสรรค ก็จะเห็นทางออกอยู่เบื้องหน้า ไม่ต้องนั่งกลุ้มหรือไปปรึกษาใคร

38.การทำบุญด้วยการถวายผ้าคลุมองค์พระ
                                                                                      ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายผ้าคลุมองค์พระแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ในด้านความเป็นอยู่ จะพรั่งพร้อมไปด้วยอาภรณ์เครื่องประดับ มีเครื่องใช้ไม้สอยสะดวกสบาย
สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณงามสะดุดตา เป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้ที่พบเห็น จะเป็นที่รักใคร่ของเจ้านาย ผู้บังคับบัญชา บุตรหลานบริวารจะเกรงใจ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม อานิสงส์ผลบุญนี้จะส่งผลให้มีชีวิตที่สุขสบาย

39.การทำบุญด้วยการถวายเสา

ผู้ที่ทำ บุญด้วยการถวายเสาแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ผลบุญที่ยิ่งใหญ่ กล่าวคือในด้านความเป็นอยู่ก็จะสุขสบายถึงขนาดเป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่นได้ มีเงินทองมากมายไม่ขาดมือ อาชีพการงานก็มั่นคง ไม่ว่าจะหยิบจับหรือคิดเริ่มการใดก็ไม่ค่อยพบกับอุปสรรค เพราะมีรากฐานที่มั่นคง สุขภาพร่างกาย ถึงจะเจ็บไข้ก็จะหายพลัน และจะเจ็บป่วยได้ยากกว่าผู้อื่น ด้านความคิดอ่าน ก็จะเป็นคนมีสติ ไม่ว่าจะตัดสินใจอะไรก็จะทำได้อย่างรอบคอบ มีความหนักแน่นและมั่นคง

40.การทำบุญด้วยการถวายยารักษาโรค

ผู้ ที่ทำบุญด้วยการถวายยารักษาโรคแด่พระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์ในเรื่องของสุขภาพอย่างมาก จะเป็นผู้ที่ไม่ต้องประสบกับโรคร้าย เจ็บไข้เล็กน้อยก็จะไม่กล้ำกราย จะมีอายุยืน การเดินทางจะไร้อุปสรรค หากพบพานความติดขัดก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะจะมีที่พึ่งเข้ามาอยู่เสมอ อันตรายมักจะหนีหาย สำหรับ ผู้ที่ทำบุญด้วยการถวายยารักษาโรค ทำสิ่งใดก็จะได้รับความเมตตาจากคนรอบข้าง หากไปไหว้วานขอความช่วยเหลือจากใคร เขาก็จะเต็มใจช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

15
                                       ของศักดิ์สิทธิ์(คำสอนท่านก.เขาสวนหลวง)



ของศักดิ์สิทธิ์(คำสอนท่านก.เขาสวนหลวง)

คนส่วนมาชอบเรื่องของศักดิ์สิทธิ์ ของขลัง เพราะมันเป็นเรื่องของลาภสักการะ
สมัยนี้จึงมีระบาดทั่วไปกันหมด
ถ้าใครเชื่ออย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าได้เข้ามาอยุ่ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
เป็นคนนอกธรรมวินัย เพียงความเชื่ออย่างนี้เท่านั้น
ก็ทำให้ไตรสรณาคมน์เศร้าหมองแล้ว
ถ้าใครเชื่ออยู่ถึงจะมาบวชเรียน มาสวมเครื่องแบบชาวพุทธ
ก็คงเป็นได้เฉพาะเครื่องแบบ
แต่ความเชื่อของเขาเป็นความเชื่ออย่างพวกชาวผี
เป็นชาวปีศาจที่จะคอยหลอกหลอนอยู่ ไม่มีธรรมวินัย เชื่อเรื่อยไป
อยู่วัดไปจนตาย ก็อยู่ไปอย่างนั้นเอง เหมือนกับแมว ไก่ มด ปลวก
มันก็อยู่กัน แต่มันก็ไม่รุ้อะไร ไม่เข้าใจธรรมวินัยคำสอนอะไร
ทำไปทำมาคนพวกนี้ เสร็จแล้วก็ไปตอดอยู่กับเวทย์มนต์ติดอยู่กับภูตผีปีศาจอยู่นั่นเอง
ไม่ทำศีลให้บริสุทธิ์ขึ้นมาได้โสมมจนโคลน จะเชื่อคำสอนอยู่บ้างก็เชื่อนิดๆ หน่อยๆ
ไมได้ถูกช่องร่องรอยคำสอนแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
ไม่ต่างกับพวกหน้าไหว้หลังหลอก เดี๋ยวก็เชื่อพระเดี๋ยวก็เชื่อผี
จิตใจอ่อนแอกลับกลอกหลอกลวง แล้วจะได้ประโยชน์อะไร
การที่จะเข้ามาศึกษาอบรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
ก็ควรจะทำความเห็นได้ถูกตรงและทำศีลให้บริสุทธิ์เป็นพื้นฐานขึ้นมาเสียก่อน
นั่นแหละจึงจะพ้นอบายภูมิได้ ถ้ายิ่งปฏิบัตินานๆ แล้ว
ยิ่งหมักหมมหนักเข้า โลภก็จัด โกรธก็จัด หลงก็จัด มันก็แย่!
จิตใจมัวคล้อยไปในการหวังพึ่งแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จึงไม่ยอมที่จะคิดพึ่งตัวเอง
ถ้าไม่เชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของของตน
มีกรรมเป็นมรดกตกทอดมาจากการกระทำของตน
ความเชื่ออย่างนั้นมันก็ปีนเกลียวคำสอนของพระพุทธเจ้า
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวิเศษที่ไหนก็จะมาทำลายล้างกรรมของตนไปไม่ได้
ทางถูก ทางเจริญที่เราควรชอบ ควรเชื่อ

คือ พยายามละชั่ว หมั่นทำความดี
และพยายาฝึกใจให้บริสุทธิ์ สงบ


ตามแนวทางพระพุทธศาสนา

  ขอบคุณที่มาเว็บบอร์ด พลังจิต

16
                                         ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ชาวไทย








คมชัดลึก :พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่ ทรงปรารถนาเห็นคนไทยมีสุขด้วยการให้ความรัก ความเมตตาต่อกัน พร้อมร่วมมือร่วมคิดเพื่อประเทศชาติและพระราชทาน ส.ค.ส.2554 แก่ประชาชนชาวไทย นายกฯวอนชาวไทยน้อมนำกระแสพระราชดำรัส มีสติไปปฏิบัติ พร้อมขอบ้านเมืองสงบ เศรษฐกิจดี

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เวลา 20.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทย ความว่า บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของทุกคน คงไม่แตกต่างกันนัก คือต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น

 ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน ให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ ทุกคนทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการให้สำเร็จผลได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีภัย ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

 โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส.แก่ประชาชนชาวไทย เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฉลองพระองค์สากลสีครีม ผ้าปักกระเป๋าฉลองพระองค์สูทและเนกไทเป็นลายริ้วสีเหลืองสลับเทา ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ประทับพระเก้าอี้ ด้านข้างพระเก้าอี้ทั้งสองข้างมีโต๊ะสูง โต๊ะด้านซ้ายวางแจกันแก้วก้านสูงปักดอกไม้หลากสี โต๊ะด้านขวาวางแจกันแก้วขนาดเล็กปักดอกไม้หลากสีเช่นกัน ทรงฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง 2 สุนัข คือ คุณทองแดง ที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 โดยหมอบอยู่หน้าพระเก้าอี้ด้านซ้ายพระหัตถ์ และคุณทองแท้ ที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2542 หมอบอยู่หน้าพระเก้าอี้ด้านขวาพระหัตถ์

 ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับเป็นผ้าม่านสีเทาอ่อน มีแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ปักดอกกุหลาบและดอกไฮเดรนเยียหลากสีตั้งอยู่ 2 แจกัน แจกันด้านขวาพระหัตถ์มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับอยู่ แจกันดอกไม้ด้านซ้ายพระหัตถ์มีผอบทองประดับอยู่ ถัดไปทางด้านหลังทั้งสองด้านมีกระถางไม้ประดับอยู่

 มุมบนด้านซ้าย มีตัวอักษรสีเหลืองข้อความว่า ส.ค.ส.สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔ มุมบนด้านขวามีข้อความภาษาอังกฤษ Happy New Year 2011 ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีข้อความเป็นตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีน้ำเงินว่า ขอจงมีความสุข ความเจริญ มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส.9 ปรุง 1211923 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท. พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvarnnachad publishing, D Bramaputra, Publisher

 กรอบ ส.ค.ส.พระราชทานเป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกันด้านละ 3 แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด คมชัดลึก

17


  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

18
                                                กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ


กรรมที่ทำร่วมกันมาแต่อดีตชาติ

คำว่า กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ หมายความว่าอย่างไร

เพราะ บางคนพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางคนครอบครัวดี แต่มีบริวารนำความเดือดร้อนมาให้ บางคนลูกดีแต่บุพพการีไม่ดี

ถ้าจะถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า
พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูง ที่เคย พัวพันกันมา จะต้องไปพบกันทุกชาติเช่นนั้นหรือ จึงมีการกล่าวถึงคำว่า "ทำกรรมร่วมกันมา"

คำว่า "กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ" เป็น คำที่หมายถึงคนสองคน หรือสองฝ่ายเคยทำอะไร ร่วมกันมา จะเป็นทางดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้
เช่น เคยทำบุญร่วมกันมา เคยร่วมปล้นฆ่าคนมาด้วยกัน เป็นต้น

การกระทำที่ทำร่วมกันอย่างนี้แหละ ที่เรียกว่า “กรรมร่วมกันมา”
ถ้าเป็นกรรมในชาติก่อนๆ ก็เรียกว่า เป็นกรรมในอดีตชาติ ความจริงมิใช่ เพราะกรรมเท่านั้นที่จะส่งผลให้มา พบกันในชาตินี้
แม้เวรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกกันไว้ หรือผูกไว้ทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเหตุส่งให้มาพบกันในชาตินี้ได้เหมือนกัน
ดังนั้นเราจึงมักพูดติดต่อกันว่า "กรรมเวร"

ความเข้าใจที่ว่า ถ้าถือว่าชาติก่อนมีความสัมพันธ์กับชาตินี้ ก็จะต้องหมายความว่า
พ่อแม่ พี่น้องเพื่อนฝูงที่เคย พัวพันกันมาจะต้องไปพบกันทุกชาตินั้น ยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด
อันที่จริงชาติก่อน มีความสัมพันธ์กับชาตินี้จริง ในฐานะเป็นชาติที่เป็นเหตุให้เกิดมีชาตินี้ขึ้น
แต่พ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรในชาติก่อนนั้น หาได้เกิดพบกันทุกชาติไม่
ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเงื่อนไขที่ว่า เมื่อพ่อแม่พี่น้อง ญาติมิตรนั้นๆ ได้ทำกรรมจะดีหรือไม่ก็ตาม หรือได้มีเวรต่อกันมา
กรรมและเวรอันนั้นแหละ ก็จะส่งผลให้เกิดมาพบกันในชาติต่อไป แต่จะทุกชาติหรือไม่ ก็แล้วแต่กรรมเวรที่จะก่อใหม่อีก

นัยยะตรงข้าม หากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร มีความผูกพันกันเพียงสายเลือดซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ หาได้ทำกรรมดีกรรมชั่ว หรือผูกเวรกันไว้ไม่
อย่างนี้ก็ไม่มีสาเหตุอันใดที่จะทำให้ ไปเกิดพบกันอีก คือไม่มีกรรมเวรร่วมกันนั่นเอง
เรื่องกรรมเรื่องเวร เป็นเรื่องลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก ยากที่จะอธิบายให้เห็นแจ้ง ด้วยหน้ากระดาษเพียงเท่านี้ได้
แต่ผู้สนใจในเรื่องนี้ศึกษา ได้จากตำราและจากการสังเกตชีวิตจริงของตนและของคนอื่น จะช่วยความเข้าใจได้มาก


เราอาจแบ่งบุคคลในกรณีนี้ ได้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ

๑. ประเภทดีด้วยกัน คือทั้งสองฝ่ายหรือทั้งหมดได้เคยทำบุญทำความดี สร้างบารมีร่วมกันมา เรียกว่ามีดีเท่ากันว่างั้นเถอะ
ประเภทนี้ก็มักจะเกิดมาดีด้วยกัน ได้ดีพอๆกัน
เช่น ตำนานเรื่อง มฆมาณพสร้างถนนสร้างศาลามาด้วยกัน กับพวกอีก ๓๒ คน ตายไปแล้วได้เสวยสุขอยู่บน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นต้น
ประเภทนี้ ความดีมีเท่ากัน จึงได้ดี ได้พบความดีมีสุขและเสวย ความดีอยู่ด้วยกันได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้มีคุณธรรมเสมอกันนั่นเอง
ที่เห็นง่ายๆ ในประเทศนี้ก็คือ ถ้าเป็นสามีภรรยากัน สามีก็ดี ภรรยาก็ดี ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง กันเห็นอกเห็นใจกัน เรียกว่า ดีทั้งคู่
ถ้าเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็ดีทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูกพ่อแม่ก็รักลูก ทำเพื่อลูก และเป็นผู้นำที่ดีของลูก
ฝ่ายลูกก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาท รักเคารพพ่อแม่ด้วยใจจริง
ถ้าเป็นเพื่อน ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ ไม่ชักชวนกันไปในทางเสียหาย เป็นต้น


๒. ประเภทเสียด้วยกัน คือ ทั้งสองฝ่ายเคยทำบาปทำกรรมร่วมกันมา มีความชั่วพอๆกัน ชอบเรื่องร้ายๆพอกัน
อย่างนี้ก็เกิดมาพบกันอีก และอยู่ด้วยกันได้ แม้จะลุ่มๆดอนๆก็ไม่ค่อยแยกกัน ถึงคราวสุขก็สุขด้วยกัน ถึงคราวทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกันได้
ประเภทนี้ก็เช่นกัน ถ้าเป็นสามีภรรยากันก็ประเภทหญิงร้ายชายเลวนั่นแหละ
หรืออย่างพวกนักเลงเที่ยว นักเลงพนัน นักเลงสุรา จนกระทั่งนักเลงปล้นจี้ เป็นต้น คือชอบอย่างเดียวกัน ย่อมไปด้วยกันได้


๓. ประเภทมีเวรต่อกัน
คือ ประเภทที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจดี แต่อีกฝ่ายอาจเสีย ฝ่ายดีก็จะถูกฝ่ายเสียคอยรบกวน คอยรังควาน คอยทำลายอยู่เรื่อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม
อย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมา เช่น บางรายพ่อแม่ดี แต่ลูกไม่ดี บางรายครอบครัวดี แต่บริวารนำความเดือดร้อนมาให้นั่นแหละ
กรณีอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังผูกเวรจองกรรมไว้ จึงต้องมาพบกัน คอยขัดขวางกันอยู่ร่ำไป
ไม่ต้องอื่นไกลหรอก แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงมีมารคอยผจญ มีพระเทวทัตคอยทำลาย และมีนักบวชต่างศาสนาคอยล้างผลาญเลย

นี่แหละอำนาจของเวรล่ะ ลองได้ก่อไว้ หรือถูกก่อไว้ ก็เป็นได้ตามผจญกันไม่สิ้นสุดสักที ประดุจเวรของงูกับพังพอน เวรของกากับนกเค้า
และเวรของมนุษย์ผู้ถือตัวจัดในเรื่องศาสนากับผิวในปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ละเวรเสีย อย่างน้อยก็ด้วยการรักษาศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล เพราะศีลเป็นเวรมณี เป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้หมดเวรได้
แม้อย่างกรรมก็เช่นกัน ไม่ว่าจะทำคนเดียว หรือร่วมทำกับใคร หากเป็นกรรมชั่วกรรมเสียแล้ว ท่านว่าไม่ควรทำทั้งนั้น

ที่มา agalico.com

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต


19
บทความ บทกวี / ชีวิตเป็นของเรา...
« เมื่อ: 18 ธ.ค. 2553, 09:27:24 »
                                                            ชีวิตเป็นของเรา...

เราสามารถวาดฝันและลิขิตให้เป็นไปได้...
เช่นเดียวกับวิศวกร....
แต่แตกต่างกันที่วิศวกรออกแบบถนน..
โดยพยายามเลี่ยงอุปสรรค...
ส่วนมนุษย์ออกแบบชีวิต..
โดยการเผชิญกับอุปสรรคที่ขวางกั้น...

ถ้าจะเปรียบกับนักเดินทาง...
การตัดสินใจ...
และการกระทำที่ถูกต้อง...
ก็เหมือนกับการวางแผน..
เลือกเส้นทางที่ถูก..
ทำให้ไม่อ้อมค้อม..หรือพลัดหลงทาง...

คนเป็นจำนวนมาก...ดำเนินชีวิตไปตามยถากรรม...ไปวัน ๆ...
โดยไม่มีการวางแผนชีวิต..
เพื่อเป็นแปลนไปสู่ความสำเร็จ...
และที่แย่ไปกว่านั้น...
ก็คือ...ยอมให้คนอื่นมาบงการชีวิต..

หรือไม่ก็ลอกเลียนแบบเอาอย่างคนอื่น..
เพื่อหลอกลวงว่า...
ตนเอง...มีความสุข...

การประเมินหรือกำหนดคุณค่า...ของตนเอง..
ขึ้นอยู่กับ... “ระดับการนับถือตนเอง”....
และ... “ความเชื่อมั่นในตนเอง”....
ถ้าราปล่อยให้ความเชื่อมั่น...
ความนับถือ...ตนเอง...ของเรา...
แบบขึ้น ๆ ลง ๆ ...
ตามความคิดของคนอื่น...
นั่นเพราะ...
เราไม่สามารถประเมินค่าตนเองได้ถูกต้อง...

ทิศทางของเส้นทางชีวิตของเรา...
ถูกกำหนดโดยคนอื่น...
เราจึงไม่สามารถ..ยืนหยัด..อยู่ได้ด้วยตนเอง...

การรู้จักคุณค่า..
และความสามารถของตนเอง..
จะทำให้เรา...สามารถสร้างหนทาง...
สู่จุดหมายที่เราใฝ่ฝันได้....


ดังนั้น...คุณสมบัติของผู้ที่จะประสบความสำเร็จ..
จะต้องประกอบด้วย..
>>>…ความตั้งใจแน่วแน่
>>>…ความมั่นใจ...ความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง...
>>>…และเปิดกว้าง..พร้อมที่จะศึกษาและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ...


และขอให้เราพึงระลึกอยู่เสมอว่า...
เราสามารถทำได้...
ตราบใดที่เรา...ยังมีลมหายใจอยู่...


บทความ..โดย..ชายน้อย..
 ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด tamdee.net

20
              เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม ตอน กรรมของผู้ทำลายพระพุทธรูปและอภินิหารเปลี่ยนศาสนา


วันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนรุ่นพี่จากฝั่งธนบุรี บอกว่าอยากจะให้ไปพบกับเรื่องที่ประหลาดมหัศจรรย์ ด้วยมีนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง มีความประสงค์จะให้ข้าพเจ้าไปพบกับ “ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดหนึ่งทางฝั่งธนบุรี”

เมื่อข้าพเจ้าทราบความประสงค์เพื่อนรุ่นพี่แล้ว ตกลงนัดวันเวลาที่จะไป ครั้นถึงวันนัดจำได้ว่าเป็นวันเสาร์ ข้าพเจ้าจึงได้เดินทาง โดยมีนายทหารผู้นั้นพร้อมด้วยภรรยาของท่านเป็นผู้นำทาง และรถของข้าพเจ้าพร้อมทั้งคุณพี่กับภรรยาเป็นผู้ตาม วันนั้นเราได้ไปถึงวัด และขึ้นไปบนกุฏิท่านเจ้าคุณ แล้วก็ได้พบท่านผู้มีเกียรติหลายท่านมาคอยพบท่านเจ้าคุณอยู่ก่อนแล้ว

ปรากฏว่าท่านเจ้าคุณไม่อยู่ในที่นั้น ได้ทราบว่าท่านได้ลงไปฉันเพลที่ศาลา เนื่องในวันเกิดหรืองานมงคลอะไรข้าพเจ้าก็จำไม่ได้ เราได้รับการแนะนำให้รู้จักกับท่านที่รอคอยท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาส เมื่อได้สนทนาก็ได้ทราบว่า ท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้น ได้ติดตามอ่านหนังสือ “กฎแห่งกรรม” หรือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” มาแล้วทุกท่าน ข้าพเจ้าตอบขอบคุณที่ท่านได้สนใจในหนังสือของข้าพเจ้า และได้ให้การสนับสนุน

บนกุฏิท่านเจ้าคุณมีพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก ท่านผู้ที่นำข้าพเจ้าไปนั้น ได้ชี้ให้ดูพระพุทธรูปสององค์ขนาดคนยืนสองข้าง สูงต่ำเท่ากัน ท่านได้อธิบายว่า

“พระพุทธรูปสององค์นี่แหละ ผมมีความประสงค์จะให้มารู้มาเห็น และทราบประวัติจากท่านเจ้าคุณหลวงพ่อ ผมจะเล่าเองก็คงจะได้เนื้อความไม่ละเอียดนัก อยากจะให้มาพบและได้ทราบจากปากคำของหลวงพ่อ นำไปนึกไปคิดก็คงจะได้เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อไป”

ข้าพเจ้าตอบขอบคุณที่ได้กรุณาสละเวลา ที่ท่านได้เห็นประโยชน์ส่วนรวม เมื่อข้าพเจ้าได้ก้มลงกราบนมัสการพระพุทธรูปทั้งสองแล้ว ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยความเคารพ และทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ในพระองค์ท่าน

ไม่ช้าท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสได้ขึ้นมาบนกุฏิ เมื่อได้รับคำแนะนำแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้นมัสการท่านด้วยเคารพ ถามถึงพระพุทธรูป ท่านเจ้าคุณได้กรุณาชี้แจงให้ทราบ และได้อธิบายถึงประวัติการเป็นมาของพระพุทธรูปทั้งสอง เมื่อย้อนหลังจากวันที่ข้าพเจ้าได้ไปพบสนทนากับท่านเจ้าคุณประมาณ ๔ - ๕ ปี ได้มีผู้นำพระพุทธรูปท่อนล่างมาถวายท่าน

พระพุทธรูปองค์นี้ได้ถูกเลื่อยเป็นสองท่อน ส่วนท่อนบนเขานำไปขายให้ฝรั่ง ท่านเจ้าคุณได้รับพระพุทธรูปท่อนล่างไว้ด้วยความสังเวชใจ ที่มนุษย์ในยุคนี้ช่างมีจิตใจโหดร้าย แม้พระพุทธรูปเป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวไทยทั้งชาติ ก็ยังทำลายเพื่อเห็นประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้นึกถึงเวรกรรมบุญบาปที่จะตามสนอง มิไยที่จะมีผู้โกรธแค้น เมื่อใครรู้ใครด่า ใครรู้ใครแช่ง มนุษย์ใจร้ายเหล่านั้นจะอยู่ด้วยความสุขได้อย่างไรท่ามกลางคนสาปแช่ง

เมื่อท่านเจ้าคุณได้พระพุทธรูปท่อนล่างมาแล้ว ท่านก็ได้จัดการบูรณะ โดยจัดการหล่อพระเศียรติดต่อเชื่อมส่วนบนให้สมบูรณ์เป็นองค์พระตามเดิม แล้วตั้งไว้เคารพบูชาบนกุฏิท่าน แต่แล้วต่อมาไม่นาน ท่านผู้นำพระพุทธรูปส่วนล่างมาถวายนั้นก็ได้นำพระพุทธรูปส่วนบนมาถวายท่านอีก แต่ท่อนล่างท่านก็ได้บูรณะหล่อส่วนบนให้เป็นองค์สมบูรณ์แล้ว แต่คราวนี้เมื่อได้ส่วนบนมา ท่านก็ต้องบูรณะส่วนล่างเชื่อมติดต่อกับส่วนบนให้สมบูรณ์เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น จึงเกิดเป็นพระพุทธรูปยืนสององค์ ยืนเด่นอยู่บนกุฏิท่านเจ้าคุณในหมู่พระพุทธรูปจำนวนมาก ที่ตั้งไว้บูชา ผู้ที่ได้ขึ้นไปบนกุฏิท่านเจ้าคุณก็จะพบเห็นทุกท่าน ประวัติของพระพุทธรูปยืนทั้งสองนี้มีว่า

ทางพระนครมีผู้นำพระพุทธรูปมาเลื่อยท่อนล่างออกแล้ว ก็นำเอาท่อนบนไปขายให้ฝรั่ง ซึ่งเข้ามาทำงานในประเทศไทยผู้หนึ่งเพื่อสะดวกที่จะนำออกนอกประเทศ ถ้าจะนำไปทั้งองค์ก็ไม่สะดวก ฉะนั้นเมื่อเลื่อยท่อนบนไปขายแล้ว ส่วนท่อนล่างก็ไม่สนใจทิ้งไว้ข้างบ้าน คนข้างบ้านเห็นแล้วก็สังเวชใจยิ่งนัก จึงขอนำมาถวายท่านเจ้าคุณที่ท่านผู้นี้เคารพ แต่เหตุการณ์ก็มิได้สุดสิ้นลงเพียงนี้

ต่อมาเวลาผ่านไป วันหนึ่งผู้ที่เลื่อยพระพุทธรูปไปธุระในซอยแห่งหนึ่งในเขตพระนคร เมื่อรถที่นั่งไปนั้นออกจากซอยก็ชนกับรถอีกคันหนึ่งอย่างแรง รถพังยับเยินลงที่ปากซอย ทำให้ผู้ฆาตกรรมพระพุทธรูปผู้นั้นนั่งมาด้วย ต้องรับบาดเจ็บสาหัสหนังหัวถลกมาข้างหน้า ความเจ็บปวดทำให้ร้องครวญครางออกมาอย่างเวทนา ทำให้ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นอดสังเวชและสงสารมิได้ เพราะเห็นกิริยาแสดงถึงอาการปวดร้าว ไม่สามารถจะทนอยู่ได้ ดิ้นรนทุกข์ทรมาน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บสาหัสผู้นั้น เพื่อรีบจัดส่งโรงพยาบาลด่วน คนป่วยบิดตัวหน้าเบี้ยวบูดด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ร้องไห้ครวญครางเหมือนทารก พิษบาดแผลสาหัส ทำให้คลั่งเพ้อร้องออกมาว่า

“ผมเจ็บปวดทนไม่ไหวแล้ว ขอกรุณาเอาเลื่อยมาเลื่อยหน้าอกที” คนป่วยร้องย้ำคำว่า “ขอเลื่อยหน้าอกที ผมทนไม่ไหวแล้ว เลื่อยหน้าอกทีๆ ๆ ผมทนไม่ได้มันทรมานเหลือเกิน”

ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ในเวลานั้น ต่างก็รู้ว่าบุคคลเคราะห์ร้ายผู้นี้ ต้องทนทุกข์ทรมานเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากขั้วหัวใจจนน้ำตาไหลอาบหน้า ทั้งกิริยาท่าทางและการดิ้นรนตลอดจนหน้าตาบิดเบี้ยว ก่อนร้องคำแรกก็แผ่วเบา แล้วก็ค่อยดังขึ้นจนที่สุดก็ตะโกนออกมา ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครทราบว่า คำพูดที่ตะโกนออกมานั้นหมายความว่าอะไร บางคนคงจะเข้าใจว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดเพ้อคลั่ง อยากให้เลื่อยกายออกสองท่อน เพื่อจะได้ตายเร็วขึ้น เพื่อให้พ้นความทุกข์ทรมาน และบางคนอาจคิดว่าคงจะเป็นเพราะพิษบาดแผลทำให้หมดสติ แล้วพูดอะไรออกมาโดยไม่รู้สึกตัว

ฉะนั้น คำพูดจึงไม่มีความหมายสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้เบื้องหลังชีวิตของบุคคลผู้นี้ เมื่อได้เห็นได้ยินก็เพียงให้ความสมเพชสงสาร ที่บุคคลผู้นี้ได้ประสบเคราะห์กรรมแล้ว ความรู้สึกก็ผ่านไปไม่รู้สึกแปลกประหลาดอันใด และบางท่านที่ใจอ่อนผ่านมาก็ไม่กล้าดู ไม่กล้าฟังคำโอดครวญของคนป่วย เพราะกลัวจะเป็นลม เมื่อเห็นเลือดต้องหันหน้าไปทางอื่นรีบผ่านไป

หากมีผู้ที่ติดตามไปรู้เบื้องหลังบุคคลผู้นี้แล้ว คงจะตื่นเต้นทุกคำพูดเขย่าขวัญเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึก เพราะในชีวิตของผู้สร้างกรรมของบุคคลผู้นี้ ที่สุดก็หนีกรรมที่ตนประกอบขึ้นไม่พ้น ทำให้น่าคิดในชีวิตของบุคคลทำชั่วทั่วๆ ไป หากได้มีโอกาสได้ติดตามชีวิตถึงบั้นปลายของบุคคลผู้นี้ ก็คงจะได้พบสิ่งแปลกๆ และอัศจรรย์อีกมาก
เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งนั้น ได้ทราบถึงฝรั่งผู้ได้ซื้อพระพุทธรูปท่อนบนไว้ เมื่อได้มีผู้เล่าให้ฟังเหตุเกิดขึ้นแก่ผู้เลื่อยพระพุทธรูป ฝรั่งผู้นี้ก็เกิดตกใจกลัวหวาดภัยที่อาจเกิดขึ้นแก่ตัวต่อไป จึงรีบไปพบท่านผู้ที่นำพระพุทธรูปส่วนล่างไปถวายท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาส แล้วหวังจะมอบพระพุทธรูปส่วนบนที่ตนได้เสียเงินซื้อมาด้วยราคาสูง หวังจะส่งไปประเทศของตน ก็ต้องเลิกล้มความคิดรีบนำมามอบให้ท่านผู้นั้น เพื่อจะได้นำไปถวายท่านเจ้าคุณประกอบกับท่อนล่างให้เป็นองค์พระสมบูรณ์ตามเดิม แล้วจึงทราบว่าท่อนล่างได้บูรณะแล้ว ก็อยากจะนำไปให้พ้นบ้านเพราะความกลัว และบอกว่าเข็ดแล้วจะไม่ขอแตะต้องพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ทั้งได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านให้ฟังว่า

นับตั้งแต่แกได้นำพระพุทธรูปครึ่งองค์ที่เลื่อยครึ่งท่อนมาไว้ในบ้าน เหตุการณ์แปลกๆ ก็เกิดขึ้น ในความรู้สึก แต่ก่อนที่จะนำพระพุทธรูปเข้ามาในบ้าน ครอบครัวของแกเคยได้รับความสุข บุตรและภรรยามีแต่ความสนุกเบิกบานร่าเริง เมื่อนำพระพุทธรูปครึ่งท่อนบนเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว ก็เปลี่ยนแปลงภาพตรงกันข้าม ภายในบ้านเกิดปั่นป่วน ประเดี๋ยวคนนั้นป่วยคนนี้ป่วยไม่ว่างเว้นจากโรคภัย ความรู้สึกมีแต่ความเคร่งเครียด จิตใจไม่มีสบายอยู่ตลอดเวลา มองดูอะไรไม่ถูกใจไม่ถูกตา สิ่งที่ไม่น่ามีเรื่องก็มี มีแต่ความทุกข์หนักอยู่ในอก ไม่มีความสงบสุข

พอมารู้ข่าวคนที่เลื่อยพระพุทธรูปขายให้แก ก่อนตายร้องตะโกนให้เลื่อยหน้าอกก็เกิดความตกใจหวาดหวั่น นึกถึงความปั่นป่วนในครอบครัว แล้วนึกถึงพระพุทธรูปองค์นี้คงจะให้โทษแน่ เมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น และบัดนี้แกก็ยิ่งหนักใจ เมื่อได้รับความตำหนิติเตียนในการงานว่าบกพร่องไม่เหมือนแต่ก่อน ทางการต่างประทศของแกได้มีคำสั่งให้แกกลับไป

แกเชื่อแน่ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้คงเป็นด้วยอภินิหารของพระพุทธรูปที่แกซื้อมา ไม่มีข้อสงสัย แกไม่ยอมนำพระพุทธรูปนี้ไปด้วย ฉะนั้นท่านผู้นั้นจึงรับพระพุทธรูปที่ฝรั่งฝากมาถวายท่านเจ้าคุณ แล้วท่านก็บูรณะให้สมบูรณ์อีกองค์หนึ่ง ดังที่ข้าพเจ้าได้เห็นในกุฏิท่าน

เรื่องอภินิหารของพระพุทธรูปนี้ ข้าพเจ้าได้พยายามพิจารณาหาเหตุผลคิดแล้วคิดอีกว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านมีแต่ความเมตตากรุณา มุ่งหวังจะนำสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นห้วงมหันตทุกข์ หลุดพ้นเวียนว่ายตายเกิด ไปสู่ความสุขสงบ พระองค์ไม่เป็นโทษภัยผู้ใด มีแต่ทรงสั่งสอนให้ประกอบแต่กรรมดี

แต่เหตุใดจึงให้โทษแก่ผู้ที่ทำลายพระพุทธรูป ข้อนี้เห็นจะเป็นเหตุเพราะพวกเทพหรือเทวดาอารักษ์ หรือวิญญาณต่างๆ ที่ได้รักษาองค์พระพุทธรูป เป็นผู้คอยคุ้มครองเกิดความเคียดแค้นที่มีมารศาสนามาทำลายพระพุทธรูป ซึ่งเป็นที่เคารพบูชากราบไหว้ของมหาชนที่นับถือทั่วไปก็เป็นได้ นี่ก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ใครจะทำดีชั่วย่อมเกิดผล แม้พระท่านจะไม่เอาโทษ ธรรมชาติของหลักกรรมก็ไม่ยกเว้น

เมื่อได้พยายามนึกว่า พระพุทธศาสนาพิจารณาดูทุกแง่ทุกมุมก็มีแต่ให้ความร่มเย็นเป็นสุข ด้วยความเมตตากรุณาปรานีไม่ว่าคนดีคนชั่วและสัตว์ทั้งหลาย มุ่งหวังสอนให้ประชาชนชาวโลกประกอบกรรมดี สละทิ้งความชั่ว มิได้ให้ร้ายเป็นภัยให้โทษผู้ใด ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงครั้งหนึ่งได้เคยอ่าน “บันทึกเรื่องของคุณพาณี รัตนสมบัติ” เป็นหนังสือพิมพ์แจกในงานศพ เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๗

ข้าพเจ้ามีความสนใจเรื่องที่คุณพาณีหมดลมหายใจไปแล้วสามครั้ง ตายอย่างอวัยวะส่วนต่างๆ หยุดทำงานตัวเย็นชืด แต่แล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมา และเหตุการณ์ที่ได้ประสบมาในระหว่างจิตดับได้เข้าไปในเขตดินแดนเมืองสวรรค์ โดยมีรถที่สวยงามมีผู้คนแวดล้อมพาไป และก่อนที่คุณพาณีจะหมดลมนั้นก็รู้ล่วงหน้าทุกครั้ง แต่สิ่งที่ประทับใจข้าพเจ้าในหนังสือฉบับนั้น ก่อนตอนต้นที่คุณพาณีได้ตัดสินใจจากประสบการณ์ในนิมิต เปลี่ยนใจจากการนับถือศาสนาคริสต์มานับถือศาสนาพุทธด้วยแรงอธิษฐาน

เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านแล้ว ก็เกิดสนใจในชีวิตอันประหลาดมหัศจรรย์ของคุณพาณีมาก รู้สึกมีความเลื่อมใสอยากจะติดตามเรื่องนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถจะติดตามเรื่องนี้ได้ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักกับญาติของคุณพาณีพอที่จะให้ความกระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ ก็ได้แต่เก็บความสนใจเรื่องนี้ไว้ในความรู้สึก หวังคอยเวลาและโอกาสข้างหน้า

แต่แล้วต่อมาเมื่อเทศกาลกฐินปี ๒๕๐๙ ข้าพเจ้าได้ไปงานทอดกฐินที่วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีผู้แนะนำให้รู้จักกับ คุณสาย รัตนสมบัติ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักท่านผู้นี้มาก่อนเลย นับว่าเป็นโชคดีโดยบังเอิญ ข้าพเจ้าเรียนถามถึงคุณพาณี ตามที่ข้าพเจ้าได้อ่านในหนังสือบันทึกที่พิมพ์แจก และอยากทราบนอกเหนือกว่านั้น คุณสายเป็นผู้ที่คุยสนุกได้กรุณาเล่าให้ฟังในเวลาตอนเลี้ยงอาหารเที่ยง ที่บนศาลาวัดประดู่ทรงธรรม หลังจากทอดกฐินแล้ว รวมทั้งผู้มีเกียรติอีกหลายท่าน เรามีเวลาสนทนากันไม่มากนักในระหว่างอาหาร และหลังอาหารเราก็ยังสนทนากันอีกนาน แต่ยังไม่สิ้นเรื่อง

ข้าพเจ้าจะขอย่อแต่ต้นเรื่อง คือ การเปลี่ยนศาสนาของคุณพาณี เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่เป็นพิษภัยให้โทษแก่ใคร การที่คนใจชั่วทำลายพระพุทธรูปที่ได้รับภัยก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ใครทำดีทำชั่วย่อมหนีไม่พ้นกรรมที่ทำไว้ คุณพาณีเคยอยู่โรงเรียนกินนอนมาแต่เด็กๆ ได้ถูกอบรมให้ถือศาสนาคริสต์ไปด้วย เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็แยกเป็นสองศาสนา คือ มีพุทธและคริสต์ในบ้านเดียวกัน แต่ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาเสรี ก็มิได้รังเกียจใครจะถือศาสนาใดก็เข้ากันได้ ให้ความรักใคร่เอ็นดู เห็นอกเห็นใจเช่นเดียวกันไม่ลบหลู่ดูหมิ่น เพราะเห็นว่าทุกศาสนาสอนให้คนทำความดีแต่คุณพาณีไม่สบายใจ เพราะปัญหาเรื่องศาสนาที่ต้องแยกกันนับถือในบ้านเดียวกัน ตัดสินใจไม่ถูก เพราะมองเห็นดีทั้งศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ แต่เมื่ออยู่บ้านเดียวกัน ก็ควรจะนับถือศาสนาเดียวกัน จะได้มีจิตใจร่วมสามัคคีสนิทเพื่อความสุขทางครอบครัว ถ้าคนละศาสนาจะทำอะไรก็ต้องคอยระวัง เกรงว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจกัน ต้องคอยถนอมน้ำใจกันตลอดไป คุณพาณีคิดว่าถ้าถือพุทธก็ควรจะถือกันทั้งหมดบ้าน ไม่ควรจะถือแยกกัน แต่ก็คิดไม่ตกว่าจะชวนคนในบ้านให้นับถือคริสต์ทั้งหมด หรือตนเองจะร่วมนับถือพุทธด้วย

แล้วคืนหนึ่งก่อนเข้านอนก็ตัดสินใจว่า คืนนี้จะขออธิษฐานให้พระพุทธเจ้า และพระเยซูเจ้า ขอให้มาแสดงอภินิหารต่อสู้กัน ถ้าฝ่ายใดชนะก็จะตัดสินใจเด็ดขาดยอมนับถือศาสนานั้น ไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีก มุ่งหน้าปฏิบัตินับถือตลอดไป

ฉะนั้น ก่อนนอนจึงบูชาอ้อนวอนบอกกล่าวถึงความประสงค์ ทั้งฝ่ายพระเยซูคริสต์และพระพุทธเจ้าตามที่ตนปรารถนาไว้ เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด ในคืนนั้นก่อนสว่างเกิดฝันเห็นพระสงฆ์สูงอายุห่มจีวรเก่าๆ มายืนเทศน์อยู่ที่หัวนอนว่า

“ดูก่อนสีกา การที่ประสงค์จะให้พระเยซูคริสต์กับพระพุทธเจ้า มาแสดงอภินิหารหรือใช้กำลังชิงชัยต่อสู้กันนั้น ทางพระพุทธศาสนาไม่มีการสอนให้ต่อสู้ ผิดศีล ศาสนาพุทธมีแต่สอนให้มีความเมตตากรุณา สอนให้จิตใจสงบจะเกิดสุข สอนไม่ให้เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น สอนให้ละความชั่วสร้างความดี ให้ทำบุญสร้างกุศลเป็นทางละความโลภ โกรธ หลง นำไปสู่ความร่มเย็น ศาสนาพุทธมีแต่ชี้ทางให้ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ เพื่อจะกำจัดกิเลสตัณหา ฟอกจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์”  
                                                                                                                                                                       รุ่งเช้า คุณพาณีได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟังว่า ในฝันได้พบพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ได้บอกถึงศาสนาพุทธไม่มีการต่อสู้มีแต่ความสงบ แต่พระเยซูคริสต์ไม่ปรากฏว่ามา

คุณแม่บอกว่า “พระท่านมาโปรดแล้ว เป็นนิมิตที่ดีควรจะตัดสินใจเคารพนับถือพระพุทธศาสนา” และวันนั้นคุณแม่ก็นำตัวคุณพาณีไปที่วัดพระแก้ว พร้อมด้วยดอกไม้ ธูป เทียนให้ถวายตัวเป็นลูกพระแก้วมรกต เริ่มฟังธรรมและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ได้ศึกษาธรรมและทำสมาธิจนเกิดอำนาจจิตขึ้นอย่างอัศจรรย์ นี่ข้าพเจ้าได้ย่อมาจากหนังสือและคำบอกเล่าของคุณสาย รัตนสมบัติ

ขอเพียงยกตัวอย่างในเรื่องนี้ให้เห็นว่า พระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าท่านเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตากรุณา มีแต่ให้คุณไม่มีให้โทษให้ร้ายต่อใคร แต่พวกทำลายพระพุทธรูปเพื่อหาประโยชน์ใส่ตนนั้นเหมือนถูกสาป ถ้าได้มีโอกาสติดตามอย่างใกล้ชิดก็จะรู้เห็นว่าพวกนี้จะทำอะไรก็ไม่เจริญรุ่งเรือง มีแต่ตกต่ำเสื่อมทรามลง บั้นปลายของชีวิตก็พบจุดจบด้วยกรรมตามสนอง

หากยังมีผู้ใดสงสัยในเรื่องกรรม ก็ขอให้ไปนมัสการถามพระคุณเจ้าท่านเจ้าอาวาสวัดโพธินิมิตร ฝั่งธนบุรี ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสผู้ทรงคุณธรรมสูงพร้อมด้วยเมตตากรุณา คงจะประทานความรู้เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วหลายเรื่อง และจะได้มนัสการพระพุทธรูปยืนสององค์ซึ่งอยู่บนกุฏิของท่าน เป็นต้นเรื่องที่ข้าพเจ้านำมาเล่า เมื่อรู้เรื่องของกรรมดีแล้วจะได้มีโอกาสสำรวมสติตั้งใจเป็นสมาธิ และระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ด้วยอำนาจกุศล จิตใจเราผ่องใส เกิดความร่มเย็นเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง ด้วยหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้มีแต่ความสงบสุขตลอดไป

มารศาสนา
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๑

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

21
                                           คนที่ใช่ กับคนที่ใช่กว่า

คนที่ใช่..กับ..คนที่ใช่กว่า


บังเอิญไปอ่านเจอมา แล้วต้องบอกว่าชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยเอามาแบ่งปันค่ะ

เรามีเรื่องของคู่รัก 2 คู่มาเล่าให้ฟัง …

ทั้ง 2 คู่ต่างก็เป็นคู่รักที่รักกันมาก ดูแลเอาใจใส่และเข้าอกเข้าใจกันมานาน 7- 8 ปี
เป็นคู่รักที่คนรู้จักต่างก็แน่ใจว่า อีกไม่นานก็คงได้ยินข่าวดีจากคู่รัก 2 คู่นี้แน่ๆ


แต่แล้ววันนึงก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันขึ้นกับคู่รักท ั้ง 2 คู่

….. เมื่อฝ่ายชายก็ได้พบใครใหม่ที่คิดว่า 'ใช่' มากกว่า ผู้หญิงคนใหม่ที่สวยกว่าและมีเสน่ห์มากกว่า
ฝ่ายชายตัดสินใจคบดูใจด้วย โดยที่ยังไม่เลิกกับคู่รักเดิม …. ยิ่งคบเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่

ผู้หญิงคนใหม่ที่คบกันมา 2 - 3 เดือน กับคนรักคนเดิมใน 7- 8 ปีที่ผ่านมา เริ่มถ่วงดุลน้ำหนักที่เท่ากันบนตาชั่งการตัดสินใจของเขา

ทายสิว่า ชายหนุ่มทั้งคู่เลือกใคร


เขาทั้งคู่เลือกผู้หญิงคนใหม่ ….


สิ่งที่ผู้ชายทั้งคู่ต่างหยิบยกมากล่าวถึงก็คือ คนรักคนเดิมที่่เคยคบด้วย มีอะไรบางอย่างที่?? เขาไม่ค่อยชอบใจ
อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวบางประการ แต่ในขณะที่คบกันมานั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาพอรับได้
เมื่อเทียบกับความดีอื่นๆ ที่เธอทำให้เขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักอย่างหมดใจที่เธอมีให้เขา

แต่วันนึงที่พบผู้หญิงคนใหม่ อะไรที่เคยทนได้ก็กลับทนไม่ได้ขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงคนใหม่ไม่ได้มีข้อเสียในจุดนั้น เหมือนคนรักเก่


แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่ … [/size] ผู้ชายคนที่ 1 ถูกคนรักของเขาจับได้เองว่าเขามีผู้หญิงคนใหม่ และเมื่อขาบอกว่าเ ขาเลือกผู้หญิงคนใหม่ เขาให้เหตุผลว่า

' เขาดีกว่าคุณทุกอย่าง เขาคอยดูแลผม เขาเข้าใจผม(และที่สำคัญเขาสวยกว่า และใหม่กว่าคุณด้วย) '

ส่วนผู้ชายคนที่ 2 … เลือกสารภาพกับคนรักว่า


' ผมเป็นคนผิดเองที่นอกใจคุณ แต่คนที่ผมเลือกก็เป็นเขา ขอโทษนะ ผมผิดเอง ขอโทษจริงๆ'

ถามคุณว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างการปฏิบัติของผู้ชาย 2 คนนี้ …. แบบไหนที่ดูเป็น ' ลูกผู้ชาย' มากกว่ากัน


แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถ้ามีทางเลือก … ผู้หญิงเราคงไม่เลือกสักทาง จริงไหม เพราะถ้าเราเลือกได้จริงๆ เราก็ขอเลือกให้เขามีเราคนเดียวมากกว่า
เราเชื่อว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่(อาจจะไม่ทุกคน … แต่ก็เชื่อว่าเป็นจำนวนมาก) ต้องการมากที่สุดในการตัดสินใจที่จะรักและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครสักคนแล้ว
'ก็คือความจงรัก' และ'ภักดี'

คุณทมยันตี เคยกล่าวถึงคำทั้ง 2 คำไว้ และเราสรุปเป็นใจความได้ว่า ' จงรัก' อาจจะมากมายในวัยหนุ่มสาว อาจจะร้อนแรง อาจท่วมท้นในยามแรกรัก!
แต่วันนึงอาจจะจืดจางได้ตามกาลเวลา แต่คนรักคู่ใดๆในโลกก็มักเริ่มชีวิตคู่ด้วยคำๆ นี้ แต่
'ภักดี' นั้นชั่วชีวิต
ความจงรักหรือความรักนั้น เราเชื่อว่ามันไม่เข้มข้น ร้อนแรงตลอดไปก็จริง แต่มันคงเหลืออวลไอเป็นใยบางๆ ไว้ตราตรึงใจบ้างกระมังในยามที่เราหวนนึกถึงมัน
แต่การที่คนสองคนอยู่กันมานานแสนนานขนาดนี้ ย่อมต้องมีความผูกพัน ความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจซึ่งกันและกันบ้างไม่มากก็น้อย

สิ่งที่เราเห็นจากคู่รักทั้ง 2 คู่ก็คือ
… ฝ่ายชายหมดความ 'จงรัก' ลงไป แต่ความรู้สึกอื่นๆ ล่ะ ความผูกพันของคนสองคน
ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าอกเข้าใจที่เคยมี มันไม่เหลือพอที่จะผูกใจเขาให้อยู่กับเราแล้วหรือ

คู่รักทั้ง 2 คู่ เป็นคู่ที่เรารู้จักดีทั้ง 2 คู่ ตอนที่เขารักกัน เขาก็รักกันมาก เขาดูแลกันเป็นอย่างดี ตอนนี้เมื่อถึงจุดแตกหัก
เราพอรู้ว่าฝ่ายหญิงจะเป็นอย่างไร พอเข้าใจว่าผู้หญิงที่รักและภักดีต่อฝ่ายชายแต่เพียง ผู้เดียวจะรู้สึกอย่างไร

ผู้หญิง 1 ใน 2 คนนี้บอกกับฝ่ายชายตอนที่เขามาขอเลิกว่า

' ไม่เป็นไร ฉันจะอยู่กับคุณก่อน จะอยู่ดูแลคุณอีกสักพักเพราะตอนนี้
คนรอบข้างคุณและ! เพื่อนๆ ของเราไม่ค่อยมีใครอยู่ข้างคุณแล้ว
พอเพื่อนๆ ของเรายอมรับผู้หญิงคนใหม่ของคุณได้แล้วฉันก็จะไป'


แต่ฝ่ายชาย เราไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะคิดอย่างไร

อาจจะกำลังมีความสุขกับผ ู้หญิงคนใหม่ ความรักอาจกำลังท่วมท้น
อาจกำลังวางแผนสร้างอนาคตที่สดใสกันอยู่ เขาอาจจะมีความรักที่รุ่งโรจน์กว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้

เราก็หวังไว้แต่ว่าวันนึง เขาคงจะไม่เจอคนที่ 'ใช่มากกว่า' อีก เพราะนั่นหมายถึง ผู้หญิงที่ต้องเสียใจจะเพิ่มขึ้นอีก 2 คน

ถ้าเราคิดจะมองหาคนที่ถูกใจ คนที่ ' ใช่ ' คุณเชื่อไหมว่า เราหาได้เกือบชั่วชีวิต
แต่คนที่จะตรงใจคุณจริงๆ นั้น ไม่มีหรอก นอกจากคุณจะหยุดความต้องการที่ไม่มีข้อสิ้นสุดของตัว คุณเองลง




เราเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการบอกว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องการให้คุณหยุดคิดสักนิดว่า
อะไรในชีวิตที่คุณต้องการ อะไรที่เป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่ากัน


มนุษย์เรา หากจะรักและคิดจะใช้ชีวิตร่วมกับใคร ก็คงจะต้องกา รเพียงแต่ ' เพื่อนคู่ชีวิต' สักคน
คนที่อยู่กับเราเสมอไม่ว่ายามทุกข์ยาก ลำบาก หรือผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
คนที่มองเห็นข้อเสียและข้อผิดพลาดของคุณ แต่ก็ยังรักและยังอภัยให้คุณได้เสมอ คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณ
แม้คุณจะกลายเป็นตาแก่หัวล้าน พุงยาน หนังเหี่ยว เขาก็พร้อมที่จะแก่เฒ่าไปพร้อมกับคุณ แต่คนที่ว่ามานี้

คุณมักลืมเขาในยามที่คุณยัง มีความสุขอยู่ ในยามที่ชีวิตของคุณยังเป็น 'ผู้เลือก' ที่ถูกห้อมล้อมด้วยผู้ถูกเลือกได้อยู่
ในยามที่คุณยังมีหน้าตา มีเครื่องประกอบชีวิตที่เป็นที่สนใจจากคนเหล่านั้นอยู่


คุณอาจจะต้องนึกถึงเขาอีกที ในยามที่คุณไม่มีใครแล้ว
ในยามที่คนที่คุณคิดว่า ' ใช่ ' เขาก็ไปกับคนใหม่ที่เขาก็คิดว่า ' ใช่ ' แล้วเหมือนกัน


  ขอบคุณที่มา  www.siamsouth.com

22
                                               มันไม่เที่ยง (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)


มันไม่เที่ยง
โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


พระ ท่านบอกว่ามันไม่ เที่ยง ของที่มันแตกได้มันก็ต้องแตก ของตายได้มันก็ต้องตาย ของที่มันอาจจะหายได้มันก็ต้องหาย มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เอามาไว้เป็นเครื่องปลอบประโลมใจปลอบโยนใจไม่ให้เสียใจในเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้น เช่นว่าของที่เรารักตกแตก ถ้าเราไม่รู้ธรรมะก็ไปเสียดมเสียดาย บางทีก็ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเอาเลยทีเดียวเพราะว่าของนั้นเก่าราคาแพง เราไปติดใจในสิ่งเหล่านั้น

แต่ถ้าเรานึกถึงธรรมะว่าสิ่งทั้งหลายมัน เปลี่ยนแปลงแล้วมันก็แตกได้ พอนึกได้อย่างนั้นมันก็สบายใจว่าโอ้ธรรมดามันเป็นอย่างนั้นนั่นแหละธรรมชาติ มันเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไปทุกข์มันจะได้อะไรขึ้นมา เราทุกข์ของนั้นมันก็ไม่คืนมา ของตายแล้วมันก็ไม่ฟื้น เช่นว่ามีใครตายขึ้นมาในครอบครัว แล้วเราไปนั่งร้องไห้อยู่หน้าศพ ร้องทำไมร้องไปศพก็ไม่ฟื้นแล้ว ตายแล้วไม่ฟื้นแล้วไปนั่งร้องไห้เสียน้ำตาเปล่าเป็นทุกข์ไปเปล่าๆ

ความจริงเราไม่ควรร้องไห้เราควรพิจารณาว่าคนเราเกิดมาแล้วชีวิตมันก็ไหล ไปเรื่อยๆ ผลที่สุดมันก็หยุดไหลมันก็เป็นอย่างนี้แหละ อย่าว่าแต่คนนี้เลยแม้แต่ตัวฉันเองวันหนึ่งก็ต้องเป็นอย่างนี้ เราหนีจากความเป็นอย่างนี้ไม่ได้ พอคิดได้อย่างนั้นก็หยุดร้องไห้ เพราะเกิดปัญญาเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเราก็ไม่ต้องนั่งร้องไห้ต่อไป

บางทีมันคิดไม่ได้คิดไม่ทันพอเจอปัญหาเข้าก็กระทบกระเทือนจิตใจ บางคนเป็นลมไปเลย เป็นลมเพราะคิดไม่ทันเพราะไม่ได้คิดไว้ก่อนนั่นเอง แต่ นี่พระพุทธเจ้าสอนให้เราคิดไว้ล่วงหน้า เช่นหลักธรรม ๕ ประการสอนให้คิดว่า เราต้องแก่เป็นธรรมดาหนีความแก่ไปไม่ได้ เราต้องเจ็บไข้เป็นธรรมดาหนีความเจ็บไข้ไปไม่ได้ เราต้องตายไปวันหนึ่งหนีความตายไม่พ้น เราต้องพลัดพรากจากของรัก เราทำกรรมอย่างไรเราได้อย่างนั้น ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว

คิดไว้บ่อยๆ คิดไว้บ้างเป็นเครื่องเตือนใจ เป็นเครื่องช่วยให้เกิดปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไร พอมีอะไรเกิดขึ้น เราก็...อ้อ มันเป็นอย่างนี้ธรรมชาติเป็นอย่างนั้นเอง ธรรมดาเป็นอย่างนั้นเองเราก็ไม่ต้องร้องไห้เพราะร้องไห้ก็ไม่ได้อะไรคืนมา เสียเวลาเปล่า

ในสมัยโบราณมีตัวอย่าง พ่อคนหนึ่งลูกตาย ลูกตายแล้วไปนั่งร้องไห้ที่ป่าช้าทุกวันๆ ที่หลุมศพ ลูกที่ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาเพราะทำกรรมดี เห็นพ่อไปนั่งร้องไห้ที่หลุมศพในป่าช้าทุกวัน ก็อยากให้พ่อคิดได้ ก็เลยมาปรากฏตัวเป็นชายนั่งป้อนหญ้าให้วัวที่ตายแล้วอยู่ตรงปากทางที่พ่อจะ ไปป่าช้า เอาหญ้ามาป้อนเอาน้ำมาให้วัวที่ตายแล้วกิน แล้วบอกวัวว่าลุกขึ้นเถิดกินหญ้าที่ฉันนำมามอบไว้

พ่อเดินมาเห็นเข้าก็เลยถามว่า “เธอกำลังทำอะไร”

“กำลังเอาหญ้าให้วัวตัวนี้กิน”

“วัวมันตายแล้วเอาหญ้าให้กินได้อย่างไร มันจะกินได้อย่างไร”

“อย่าง นั้นหรือ ผมเอาหญ้าให้วัวตายกิน ท่านเอาอาหารไปให้ลูกชายที่ตาย วัวตายนอนอยู่ฉันเห็นตัวมัน แต่ลูกชายของท่านนี่ตายแล้วไปไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยเห็นแล้วจะกินได้อย่างไร”

พอพ่อได้ยินอย่างนั้นพ่อก็ นึกขึ้นมาได้ว่า อ้อ..เรานี่มันไม่เข้าเรื่อง เอาอาหารไปวางให้ศพที่อยู่ใต้ดินมากินนี่มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็เลยรู้สึกตัวแล้วก็ไม่เศร้าโศก และไม่ทำอย่างนั้นต่อไป เกิดความละวางและความคิดที่ถูกต้องขึ้นมา

คนอื่นทำนี่เรามองเห็น ตัวเองทำนี่ไม่รู้ตัว โบราณเขาว่า “หัวเราแตกเรามองไม่เห็น แต่หัวคนอื่นแตกนี่เรามองเห็นง่าย”

มันไม่เที่ยง (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) : ศาลาธรรม
__________________
"สิ่งทั้งปวงมีเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

        ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

23
                          พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววันที่ 5 ธันวาคม 2553


ในหลวงทรงให้คนไทยมีสติไม่ประมาท

ในหลวงพระราชทานพระราชดำรัส

"ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมมาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญาโดยประการต่างๆ ข้าพเจ้าของสนองพร และไมตรีทั้งนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง และร่มเย็นเป็นปกติสุขสืบมาช้านาน เพราะเรามีความยึดมั่นในชาติและต่างร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ ตามหน้าที่โดยถือประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นเป้าหมายสูงสุด

 ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่าจึงควรจะได้ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่างแล้วตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะการกระทำโดยไม่ประมาทขาดความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดเสียหายในหน้าที่ และการกระทำโดยขาดสติยั้งคิด ขาดเหตุผลความรู้จักถูกผิดนั้น เป็นเหตุให้เกิดความหลงความลืมตัว นำพาให้กระทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่โดยชอบได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก อาจนำความเสื่อมสลายมาสู่ตนเอง ตลอดถึงประเทศชาติได้ จึงขอให้ทุกคนได้สังวร ระวังให้มาก และประคับประคองกายใจให้เที่ยงตรงหนักแน่นในอันที่จะปฏิบัติภารกิจของตนให้ถูกตรงตามหน้าที่ เพื่อความมั่นคงและเพื่อประโยชน์สุขอันยั่งยืนของชาติไทยเรา ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาท่าน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล ให้สัมฤทธิ์แก่ท่านทั่วหน้ากัน"


  ขอบคุณที่มา คม ชัด ลึก

24
                                  คุณค่าของกาลเวลา - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


อจฺเจนฺติ อโรหรตฺตา ชีวิตํ อุปฺรุชฺชติ กุณฺฑที ทมิโวทกํ ติฯ

กาลเวลาเป็นของมิใช่จะให้ประโยชน์แก่โลกทั่วไปเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้มีปัญญาสนใจในธรรมปฏิบัติ รีบเร่งฝึกหัดใจของตนๆ ให้ทันกับกาลเวลาอีกด้วย แท้จริงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้ ต้องขึ้นอยู่กับกาลเวลาทั้งนั้น เช่น ดินฟ้าอากาศ ฤดู ปี เดือน ต้นไม้ ผลไม้ และธุระการงานที่สัตว์โลกทำอยู่ แม้แต่ความเกิด ความแก่ และความตาย ถึงแม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอยู่ตามหน้าที่ของเขาก็ตาม แต่ต้องอยู่กับกาลเวลา ถ้าหากกาลเวลาไม่ปรากฏแล้ว สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ก็จะไม่ปรากฏเลย จะมีแต่สูญเรื่อยไปเท่านั้น

กาลเวลาได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาวโลกนี้มิใช่น้อย ชาวกสิกรก็ต้องอาศัยวัสสานฤดู ปลูกพืชพันธุ์ในไร่นาของตนๆ เมื่อฝนไม่ตกก็พากันเฝ้าบ่นว่าเมื่อไรหนอพระพิรุณจะประทานน้ำฝนมาให้ ใจก็ละห้อย ตาก็จับจ้องดูท้องฟ้า เมื่อฝนตกลงมาให้ต่างก็พากันชื่นใจระเริงด้วยความเบิกบาน แม้ที่สุดแต่ต้นไม้ซึ่งเป็นของหาวิญญาณมิได้ ก็อดที่จะแสดงความดีใจด้วยอาการสดชื่นไม่ได้ ต่างก็พากันผลิดอกออกประชันขันแข่งกัน ชาวกสิกรตื่นดึกลุกเช้าเฝ้าแต่จะประกอบการงานของตนๆ ตากแดด กรำฝน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเย็นร้อนอนาทร

ชาวพ่อค้าวาณิชนักธุรกิจ ก็คอยหาโอกาสแต่ฤดูแล้ง เพื่อสะดวกแก่การคมนาคมและขนส่ง เมื่อแล้งแล้วต่างก็พากันจัดแจงเตรียมสินค้าไม่ว่าทางน้ำและทางบก

ฝ่ายอุบาสกอุบาสิกาผู้มีศรัทธาตั้งมั่นในบุญกุศล ก็พากันมีจิตจดจ่อเฉพาะเช่นเดียวกันว่า เมื่อไรหนอจะถึงวันมาฆะ-วิสาขะ-อาสาฬหะ เวียนเทียนประทักษิณนอบ น้อมต่อพระรัตนตรัย เมื่อไรหนอจะถึงวันเข้าพรรษา-ออกพรรษา-เทโวโรหนะตักบาตรประจำปี

วันทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เนื่องด้วยกาลเวลา ทั้งนั้น และเป็นวันสำคัญของชาวพุทธเสียด้วย เมื่อถึงวันเวลาเช่นนั้นเข้าแล้ว ชาวพุทธทั้งหลายไม่ว่าหญิงชายน้อยใหญ่ แม้จะฐานะเช่นไร อยู่กินกันเช่นไรก็ตาม จำต้องสละหน้าที่การงานของตน เข้าวัดทำบุญตักบาตร อย่างน้อยวันหนึ่ง หากคนใดไม่ได้เข้าวัดทำบุญสังสรรค์กับมิตรในวันดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นคนอาภัพ

ส่วนนักภาวนาเจริญสติปัฏฐาน ย่อมพิจารณาเห็นอายุสังขารของตนเป็นของน้อยนิดเดียว เปรียบเหมือนกับน้ำตกอยู่บนใบบัว เมื่อถูกแสงแดดแล้วพลันที่จะเหือด แห้งอย่างไม่ปรากฏ แล้วก็เกิดความสลดสังเวช ปลงปัญญาสู่พระไตรลักษณญาณ 
 
กาลเวลาจึงว่าเป็นของดีมีประโยชน์แก่คนทุกๆ ชั้นในโลกนี้และโลกหน้า ดังพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั้นว่า

อจฺเจนฺติ อโรหรตฺตา ชีวิตํ อุปฺรุชฺชติ กุณฺฑที ทมิโวทกํ

แปลว่า โอ้ชีวิตเป็นของน้อย ย่อมรุกร่นเข้าไปหาความตายทุกที เหมือนกับน้ำในรอยโค เมื่อถูกแสงพระอาทิตย์แล้ว ก็มีแต่จะแห้งไปทุกวันฉะนั้นฯ

โดยอธิบายว่า ชีวิตอายุของเรา ถึงแม้ว่าจะมีอายุอยู่ได้ตั้งร้อยปี ก็นับว่าเป็นของน้อยกว่าสัตว์จำพวกอื่นๆ เช่นเต่าและปลาในทะเลเป็นต้น ซึ่งเขาเหล่านั้นมีอายุตัวละมากๆ เป็นร้อยๆ ปี ตั๊กแตน แมลงวัน เขามีอายุเพียง ๗-๑๐ วันเขาก็ถือว่าเขามีอายุโขอยู่แล้ว แต่มนุษย์เราเห็น ว่าเขามีอายุน้อยเดียว

ผู้มีอัปมาทธรรมเป็นเครื่องอยู่ เมื่อมาเพ่งพิจารณาถึงอายุของน้อย พลันหมดสิ้นไปๆใกล้ต่อความตายเข้ามาทุกที กิจหน้าที่การงานของตนที่ประกอบอยู่จะไม่ทันสำเร็จ ถึงไม่ตายก็ทุพพลภาพเพราะความแก่ แล้วก็ได้ขวนขวายประกอบกิจหน้าที่ของตนเพื่อให้สำเร็จโดยเร็วพลัน กาลเวลาจึงอุปมาเหมือนกับนายผู้ควบคุมกรรมกรให้ทำงานแข่งกับเวลา ฉะนั้นฯ

ทาน การสละวัตถุสิ่งของของตนที่มีอยู่ให้แก่บุคคลอื่น นอกจากผู้ให้จะได้ความอิ่มใจ เพราะความดีของตน แล้ว ผู้รับยังได้บริโภคใช้สอยวัตถุสิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์แก่ตนอีกด้วย นับว่าไม่มีเสียผลทั้งสองฝ่าย แต่กาลเวลาที่สละทิ้งชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายแล้วไม่เป็นผลแก่ทั้งสองฝ่าย คือกาลเวลาก็หมดไป ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เสื่อมสูญไป ยังเหลือแต่ความคร่ำคร่าเหี่ยวแห้งระทมทุกข์ อันใครๆไม่พึงปรารถนาทั้งนั้น นอกจากบัณฑิตผู้ฉลาดในอุบาย น้อมนำเอาความเสื่อมสิ้นไปแห่งชีวิตนั้นเข้ามาพิจารณา ให้เห็นสภาพสังขารเป็นของไม่เที่ยง จนให้เกิดปัญญาสลดสังเวช อันเป็นเหตุจะให้เบื่อหน่าย คลายเสียจากความยึดมั่นในสังขารทั้งปวง

ฉะนั้น ทาน การสละให้ปันสิ่งของของตนที่หามาได้ในทางที่ชอบให้แก่ผู้อื่น ในเมื่อกาลเวลากำลังคร่าเอาชีวิตของเราไปอยู่ จึงเป็นของควรทำเพื่อชดใช้ชีวิตที่หมดไปนั้นให้ได้ทุน (คือบุญ)กลับคืนมา

การรักษาศีล ก็เป็นทานอันหนึ่ง เรียกว่า อภัยทาน นอกจากจะเป็นการจาคะสละความชั่วของตนแล้ว ยังเป็นการให้อภัยแก่สัตว์ที่เราจะต้องฆ่า และสิ่งของที่เราจะต้องขโมยเขาเป็นต้นอีกด้วย นี้ก็เป็นการทำความดี เพื่อชดใช้ชีวิตของเราที่กาลเวลาคร่าไปอีกด้วย

ผู้กระทำชั่วพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นผู้มีหนี้ติดตัว ผู้มีหนี้ติดตัวย่อมได้รับความทุกข์เดือดร้อน ฉะนั้น บาปกรรมชั่วเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ แต่ผู้ใดทำลงไปแล้วแม้คนอื่นทั้งโลกเขาจะไม่เห็นก็ตาม แต่ความชั่วที่ตนกระทำลงไป แล้วนั่นแล เป็นเจ้าของมาทวงเอาหนี้ (คือความเดือดร้อน ภายหลัง) อยู่เสมอ ยิ่งซ้ำร้ายกว่าหนี้ที่มีเจ้าของเสียอีก

เป็นที่น่าเสียดาย บางคนผู้ประมาทแล้วด้วยยศด้วยลาภก็ตาม ไม่ได้นึกคิดถึงชีวิตอัตภาพของตน กลัวอย่างเดียวแต่กาลเวลาจะผ่านพ้นไป แล้วตัวของเขาเองจะไม่ได้ทำความชั่ว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของดีแล้ว เช่น สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ฯลฯ เป็นต้น นำเอาชีวิตของตนที่ยังเหลืออยู่นั้น ไปทุ่มเทลงในหลุมแห่งอบายมุขหมดบุญกรรมนำส่งมาให้ได้ดิบได้ดี มีสมบัติอัครฐานอย่างมโหฬาร เตรียมพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ขัดสน แต่เห็นความพร้อมมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องความทุกข์ไป สู้ความชั่วอบายมุขไม่ได้

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต



25
รบกวนสอบถามยันต์นี้ยันต์อะไรครับ ได้รับความเมตตาจากหลวงพี่แป๊วครับ





     กราบนมัสการหลวงพี่แป๊วครับ ขอบพระคุณมากครับที่เมตตาครับ

              ขออภัยรูปไม่ชัดถ่ายจากมือถือครับ

26
                                                              เพิ่มกำลังใจให้ชีวิต

Be strong enough to face the word each day.
จง... เข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง


Be weak enough to know you cannot do everything alone.
จง... อ่อนแอพอที่จะรับรู้ว่าลำพังเรานั้นทำอะไรไม่ได้ทุกอ ย่าง


Be generous to those who need your help.
จง... ฟุ่มเฟือยน้ำใจ เมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ


Be frugal with what you need yourself.
จง... ประหยัดสิ่งที่จำเป็นไว้


Be wise enough to know that you do not know everything.
จง... จงฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราไม่ได้รู้ทุกสิ่ง


Be foolish enough to believe in miracles.
จง... โง่พอที่จะเชื่อในปาฎิหาริย์


Be willing to share your joys.
จง... เต็มใจจะแบ่งปันความสุขของตัวเอง


Be willing to share the sorrows of others.
จง... เต็มใจที่จะแบ่งรับความทุกข์ของผู้อื่น


Be a leader when you see a path of others have missed.
จง... เป็นผู้นำหากทางที่ผู้อื่นทิ้งไว้ให้นั้นเลือนลาง


Be a follower when you are shrouded in the midst of uncertainly.
จง... เป็นผู้ตามหากตกอยู่ในวงล้อมแห่งความไม่แน่นอน


Be the first to congratulate an opponent who succeeds.
จง... เป็นคนแรกที่แสดงความยินดีต่อความสำเร็จของคู่แข่ง


Be the last to criticize a colleague who fails.
จง... เป็นคนสุดท้ายที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของเพื่อน


Be sure where you next step will fall, so that you will not stumble.
จง... มองเพียงแค่ก้าวถัดไปเพราะมันจะทำให้เราไม่ล้ม


Be sure of your final destination, in case you are going to the wring way.
จง... มองไปยังจุดหมายปลายทางให้แน่ใจ ว่าไม่ได้กำลังเดินผิดทาง


Be loving to those who love you.
จง... รักคนที่รักคุณ


Be loving to those who do not love you, and they may change.
จง... รักคนที่ไม่รักคุณแล้วสักวันหนึ่ง ...เค้าอาจจะเปลี่ยนใจ


Above all, be yourself.
แต่เหนือสิ่งอื่นใด จงเป็นตัวของตัวเอง


   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด tamdee

27
                                              เปลี่ยนวิธีเผชิญหน้ากับปัญหา

ครั้งหนึ่ง...
ขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเพลินๆ อยู่ในสวนสาธารณะ
ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ ดังใกล้เข้ามา
หลังจากเงยหน้าขึ้นมาดู
ก็เห็นผู้ชายวัยคุณพ่อคนหนึ่งกำลังปั่นจักรยานผ่านตรงหน้า
ตามหลังมาด้วยหนูน้อยเจ้าของเสียงอายุประมาณ 7-8 ขวบ
ที่ขานั้น...กำลังปั่นจักรยานคันน้อย
แต่ปาก...ก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ
หวังจะให้คุณพ่อ หันกลับมาช่วย
จากการประเมินสถานการณ์
ฉันคิดว่าเด็กน้อยคนนี้กำลังอยากถอดใจ
เพราะคิดว่าตัวเองคงปั่นจักรยานต่อไปไม่ไหวแล้ว
แต่งานนี้- -ดูเหมือนคุณพ่อจะไม่ใจอ่อนง่ายๆ
กลับปั่นจักรยานของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ
ส่วนคุณลูก...ก็ตะเบ็งเสียงต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน

จนกระทั่ง อีกอึดใจหนึ่ง คุณพ่อก็เลี้ยวรถกลับมา
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายของฉันก็คือ
คุณพ่อ...ไม่ได้กลับมาช่วย แต่เขากลับมาเพื่อบอกประโยคหนึ่งกับลูกตัวเองว่า
“ น้อง......ครับ พ่อว่า ให้ลูกเปลี่ยนจากออกแรงตะเบ็งเสียง
มาเป็นออกแรงปั่นจักรยานดีกว่านะครับ”
แล้วคุณพ่อใจเด็ด ก็ปั่นจักรยานต่อไป...
ส่วนลูกชาย...ก็ค่อยๆลดเสียงลง แล้วปั่นจักรยานคันน้อยต่อไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

.........................................


หลายครั้ง...ที่บางคนอาจเคยทำตัวคล้ายๆกับเด็กน้อยคนนี้
แต่เราจะรู้บ้างมั้ยว่า
ในตัวเรา ก็สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง
จาก ‘เด็กน้อย’ เป็น ‘คุณพ่อ’ ได้ในเวลาเดียวกัน


เมื่อไหร่ที่เกิดความรู้สึกว่าตัวเองกำลัง ‘ไม่ไหว’ อยากให้ลองถามตัวเองดูใหม่ว่า
ที่ ‘ ไม่ไหว ’ นั้นน่ะ เป็นเพราะเรา...แค่ไม่อยากจะสู้รึเปล่า
มีความจริงอันหนึ่งที่หลายคนอาจจะลืม ก็คือ
ก่อนที่ทุกคนจะหมดแรงนั้น
ธรรมชาติยังมอบ ‘ กำลังเฮือกสุดท้าย ’ ให้เสมอ
และที่เราไม่หยิบมันออกมาใช้
ก็เพราะเราลืมหรือกำลังเหนื่อยกับการตีโพยตีพายอยู่รึเปล่า

ในทุกปัญหาย่อมมีวิธีคลี่คลายที่ถูกจุดและมีช่วงเวลาแก้ที่เหมาะสม
อยู่ที่เราเองเท่านั้น ว่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ และเปลี่ยนแปลงมันอย่างไร
ที่สำคัญอย่ายอมแพ้...ถ้ายังไม่หมดเวลา.

 
   จากหนังสือ : แปลงเพาะชำ วันดีๆ โดย ปูปรุง สำนักพิมพ์ใยไหม
   ขอบคุณบทความจาก...ทำดีดอทเน็ต

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด dhammajak

28
                      วัดไทยกุสินาราฯ จัดสร้างพระบรมรูป “ในหลวง” ประดิษฐานประเทศอินเดีย





“สมเด็จพระบรมฯ” จะเสด็จฯ ไปประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันอาทิตย์นี้ (21 พ.ย.) ก่อนมูลนิธิวัดไทยกุสินาราฯ ผู้จัดสร้าง จะนำไปประดิษฐานที่วัดไทยกุสินาราฯ ประเทศอินเดีย เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเปิดโอกาสประชาชนร่วมสมทบทุนสร้างกุศล




วันนี้ (17 พ.ย.) นายธวัชชัย ทวีศรี อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดีย พร้อมด้วย นายณรงค์ฤทธิ์ เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย จัดงานแถลงข่าว “โครงการจัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่อาคาร (มจร) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ โดยมีพระราชรัตนรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ร่วมสนทนาผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

ทั้งนี้ การจัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทำการเททองหล่อพระบรมรูปที่ประเทศไทย จากนั้นจะนำไปประกอบและประดิษฐาน ณ พระเจดีย์มหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา

สำหรับพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระบรมรูปที่หล่อด้วยบรอนซ์ ขนาดความสูง 2.30 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 2 ตัน ส่วนอาคารประดิษฐานพระบรมรูปออกแบบโดย อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบประเพณี) รวมถึงได้รับความร่วมมือและการตรวจสอบการปั้นต้นแบบจากสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูป ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอาทิตย์นี้ (21 พ.ย.) เวลา 14.00 น. โดยการหล่อพระบรมรูปคาดว่าแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้ และจะทำการขนส่งไปประดิษฐานที่ประเทศอินเดียในเดือนมกราคม 2554


 ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต












 




29
                                รักยิ่งใหญ่จากใจแม่ แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย

รักยิ่งใหญ่จากใจแม่ แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย



รักยิ่งใหญ่จากใจ แม่ แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย
เนื่อง จากการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้หวงเสี่ยว์จวินต้องให้ซีสุ่ยอิงผู้เป็นแม่ แบกขึ้นหลังไปโรงเรียนมากว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ด้วยคะแนนสอบ 587 คะแนนในแผนวิทย์ ส่งผลได้เสี่ยว์จวิน ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียง ให้เข้ารายงานตัวเป็นนักศึกษา แม่ของเขากล่าวอย่างภาคภูมิ ว่าจะแบกลูกชายคนนี้ไปเรียน จนกว่าจะจบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน

ซี สุ่ยอิงผู้เป็นแม่แบกลูกชายคน เดียวไปเรียนมานานกว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ผลของความพยายาม หวงเสี่ยว์จวิน ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียง



ใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย ที่แลกมาด้วยความมุ่งมั่นกว่า 13 ปีของแม่ลูกคู่นี้

คำ ถามหนึ่งที่หลายคนอยากจะถามซี สุ่ยอิง คือ แรงผลักดันดันใดกัน ที่ทำให้แม่คนหนึ่งยินยอมพร้อมใจ มาเป็นเท้าทั้งสองข้างของลูกชาย ซึ่งต้องเดินทางจากถนนเล็กๆ บนภูเขาซึ่งเฉอะแฉะไปด้วยโคลนตมจนกระทั่งขึ้นมาสู่ตึกใหญ่ในเมืองทีละชั้น ละชั้น เป็นอย่างนี้มากว่า 10 ปี
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่คาดว่าคำตอบของคำถามนี้ จะต้องเต็มไปด้วยความรักที่เปี่ยมล้นอย่างแน่นอน

ซี สุ่ยอิง ตรงหน้า คือหญิงชาวบ้านที่แต่งกายเรียบง่ายคนหนึ่ง เธอเป็นชาวเมืองฟู่หยัง ซึ่งคำตอบของคำถามข้างต้น ก็ออกมาจากปากของเธออย่างเรียบง่าย ทว่าหนักแน่นว่า“ฉัน ดูทีวียังไม่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ยิ่งอ่านไม่ออก แต่ฉันไม่มีทางยอมให้ลูกชายพิการของฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็น”

หลัง จากนั้น ซีสุ่ยอิง ได้เล่าถึงเส้นทางชีวิตอันยากลำบาก ที่ต้องฝ่าฟันของเธอกับลูกชายคนเดียวว่า “ตอนนั้น คนในหมู่บ้านพากันเตือนฉันว่า ลูกชายพิการถึงขนาดนี้แล้ว เอาไปทิ้งที่สถานีรถไฟให้คนอื่นมาเก็บไปเลี้ยง อาจจะดีกว่า”แน่นอน ว่าซีสุ่ยอิงไม่เห็นด้วย เธอยังคงก้มหน้าก้มตาแบกลูกชายขึ้นหลัง เพื่อไปเข้าเรียนอนุบาล ไปเข้าเรียนชั้นประถม... ต่อไป และต่อไป



เสี่ยว์จวิน พยายามฝึกหัดเดินขึ้นลงบันไดด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ ซีสุ่ยอิง ไม่เคยลืมโรงเรียนมัธยมที่สองแห่งเมืองฟู่หยัง ที่ให้ความช่วยเหลือเธอและลูก ด้วยการให้ห้องพักฟรีแก่สองแม่ลูกหนึ่งห้อง นอกจากนั้นยังรับซีสุ่ยอิงเข้าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียนอีกด้วย

กระนั้น ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของทุกๆ วันเรียน ซีสุ่ยอิงจะต้องแบกลูกชายจากห้องพักชั้น 3 ลงมาข้างล่าง และแบกขึ้นไปส่งยังชั้น 5 ของตึกเรียนอีกตึกหนึ่ง

“ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ยังไงฉันก็จะแบกเขาไปเรียนต่อไป” ซีสุ่ยอิง กล่าวอย่างแข็งขัน

เมื่อเล่าถึงเส้นทางชีวิตอันแสน ลำบากของลูกชายคนนี้ ที่ต้องฝ่าฟัน ผู้เป็นแม่อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา

อย่างไรก็ตามความแข็งขันดังกล่าว ได้ลดทอนลงไป ตามจำนวนเงินในกระเป๋าของสองแม่ลูก ที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย

แต่ หลังจากการลงข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียง ส่งผลให้มีผู้อ่านใจบุญทะยอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซีสุ่ยอิงกล่าวว่า“ต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียงที่ช่วยเหลือ ทำให้ฉันสะสมค่าเทอมในปีแรกของลูกชายได้ครบแล้ว”

“ฉันจะแบกลูกชาย ไปจนกว่าเขาจะเรียนจบมหาวิทยาลัย” ซีสุ่ยอิง จบการสนทนาลงตรงคำกล่าวที่มุ่งมั่นนี้ ราวกับจะตอกย้ำกับตัวเองไปพร้อมกัน

แหล่งที่มา
http://board.postjung.com/517707.html

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

30
                                          50 คำคมดีๆที่เอามาเคาะหัวใจคุณ


1.คาดหวังให้สูงเข้าไว้และแน่นอนว่าต้องเตรียมใจที่จะพบกับความผิดหวังด้วย

2.ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

3.ถ้าเชื่อว่าไม่แพ้ เราก็จะไม่แพ้

4.คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้

5.อุปสรรคล้วนเป็นยาขม ไม่มีใครอยากลิ้มลอง แต่ขึ้นชื่อว่ายาขม ส่วนใหญ่มักเป็นยาดีเสมอ

6.ขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้ความสุขในคราวต่อ มาเป็นความสุขที่แท้จริง

7.เพื่ออะไรกับการรอคอยที่ไม่มีความหมาย

8.ยิ่งบทเรียนยากขึ้นเท่าไหร่ ถ้าเราผ่านมันไปได้เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น

9.กุหลาบไร้หนามมีเพียงมิตรภาพเท่านั้น

10.อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ให้คำนึงถึงสิ่งที่กำลังทำ

11.แม้แต่นิ้วของคนเรายังยาวไม่เท่ากัน นับประสาอะไรกับความยั่งยืนของชีวิต

12.โลกใบนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ถ้าไม่ออกเดินทางก็ไม่มีวันค้นพบ

13.ไม่มีใครสะดุดภูเขาล้ม มีแต่สะดุดก้อนหินล้ม

14.ไม่มีใครเข้มแข็งตลอดไปและไม่มีใคร อ่อนแอตลอดกาล

15.บางครั้งเราก็เหมือนคนตาบอดมีวิธีเดียวที่จะพาเรา มุ่งหน้าไปได้คือการคลำทางเดินหน้าต่อไป

16.อย่าเกลียดน้ำตาเพราะมันคือเพื่อนแท้ อย่าเกลียดความอ่อนแอเพียงเพราะมันไม่ใช่ความเข้มแข็ง

17.มีเพียงชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้นที่ควรค่าแก่การมีชีวิต

18.ทุกอย่างมีค่าเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าไม่ควรจะทำมันอีก

19.คนฉลาดย่อมไม่นำแต่ตาม ย่อมไม่พูดแต่ฟัง

20.ทุกคนได้ยินในสิ่งที่คุณพูด เเต่เพื่อนที่ดีที่สุดจะได้ยินแม้ในสิ่งที่คุณไม่ได้พูด

21.อวดโง่ดีกว่าอวดฉลาด

22.คนที่ว่าคนอื่นโง่ บุคคลนั้นโง่ยิ่งกว่า คนที่ว่าคนอื่นฉลาด บุคคลนั้นคือผู้ฉลาดอย่างแท้จริง

23.ฝันได้แต่อย่าหวัง

24.เรียนรู้ที่จะแพ้อย่างผู้ชนะ แล้วจะรู้จักกับคำว่าชัยชนะที่แท้จริง

25.นักปราชญ์ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด

26.ความยึดถือคือความเจ็บปวด

27.พระเจ้าไม่ได้รักเรามากกว่าคนอื่น และไม่ได้รักคนอื่นมากกว่าเรา

28.อุปสรรคคือแบบทดสอบของชีวิต

29.ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต

30.สิ่งร้ายๆจะมาพร้อมกับสิ่งดีๆเสมอ

31.โลกใบนี้ยังมีมุมดีๆให้มอง

32.ตัวเรายังไม่ได้ดั่งใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร

33.ถนนบางสายไกล หน่อยแต่ก็ยังมีวันถึง

34.แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง แต่งใจด้วยความดี

35.ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง

36.เดินคนเดียวอาจไม่รู้สึกดีอะไร แต่อย่างน้อยก็มีที่แกว่งแขนมากขึ้น

37.ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าเดิม

38.ความผิดพลาด เกิดขึ้นได้เพราะทุกปัญหาแก้ไขได้

39.ถ้าไม่ลองก้าวจะรู้ได้อย่างไร ว่าตัวเองวิ่งได้

40.ตึกสูงระฟ้ามาจากก้อนอิฐ

41.ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง ยอมรับสิ่งที่เป็น มองเห็นข้อดีคนอื่น หยัดยืนด้วยขาตัวเอง

42.เราจะรู้รสชาติของความสุขก็ต่อเมื่อเราผ่านความทุกข์มาก่อน

43.ปัญหามีไว้แก้ และต้องแก้ด้วยตัวเองไม่ใช่ยืมมือคนอื่นมาแก้

44.จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์คือความเชื่อใจ

45.ทุกคนมีคุณค่าเพียงแต่มีโอกาสแสดง คุณค่าไม่เท่ากัน

46.บางทีการได้เจอปัญหามันก็ดีเหมือนกัน

47.สิ่งที่ผ่านมาแล้วจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก

48.ไม่ว่าใครจะตายหรือหายไป สุดท้ายโลกก็ยังหมุนต่ออยู่ดี

49.น้ำตาให้ได้แค่ความเห็นใจ

50.ในการที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใดทุกครั้งควรคิดถึงจุดจบด้วย

     ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

31
                        “หลวงพ่อคูณ”อาพาธ ลูกศิษย์นำส่ง“รพ.มหาราช” ด่วน!กลางดึก


ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- “หลวงพ่อคูณ” อาพาธ ! ลูกศิษย์นำส่ง รพ.มหาราชนครราชสีมา ด่วนกลางดึก หลังมีอาการซึม สับสนจำใครไม่ได้ ด้านแพทย์เผย ผลตรวจสมองไม่พบมีเลือดออกหรือมีโรคใหม่เกิดขึ้นในสมอง ส่วนหัวใจ และปอดปกติดี ไม่มีไข้ คาดอาจเป็นอาการสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ต้องรอผลตรวจเลือดอีกครั้งจึงจะระบุได้ชัดเจน พร้อมให้หลวงพ่อพักรักษาที่รพ.เพื่อดูอาการสักระยะ

วันนี้ (12 พ.ย.) เมื่อเวลา 00.20 น. ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดได้นำพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เดินทางโดยรถโรงพยาบาลด่านขุนทด จากวัดบ้านไร่ เข้ารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อ.เมือง จ. นครราชสีมา เป็นการด่วน หลังมีอาการอาพาธ ซึม เบลอสับสน และจำใครไม่ได้

โดยทันทีที่เดินทางถึงโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่พยาบาลได้นำหลวงพ่อคูณ เข้าตรวจเอ็กซเรย์สมอง และ ปอด ที่ห้องเอ็กซเรย์ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ร. 9 ก่อนนำขึ้นไปตรวจหัวใจที่ห้องตรวจพิเศษเฉพาะทางโรคหัวใจและหลอดเลือด บริเวณชั้น 4 ใช้เวลาตรวจนานกว่า 30 นาที จากนั้นแพทย์ได้ให้หลวงพ่อคูณ พักรักษาอยู่ที่ห้องผู้ป่วยพิเศษ 9821 ชั้น 8 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ร. 9 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อรอดูอาการ

นพ.พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาซึ่งเป็นแพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ เปิดเผยว่า หลวงพ่อคูณ มีอาการสับสน จำลูกศิษย์ใกล้ชิดไม่ได้ และมีอาการเหมือนมีอะไรมาหลอน ซึ่งหลวงพ่อเริ่มมีอาการเช่นนี้ตอนประมาณ 22.00 น. ( 11 พ.ย.)ที่ผ่านมา

ทั้งนี้จากการตรวจอาการของหลวงพ่อคูณเมื่อมาถึงโรงพยาบาลโดยเฉพาะทางด้านหัวใจ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ความดันโลหิตเป็นปกติ โดยวัดได้ 140/77 หัวใจเต้น 67 ครั้งต่อนาที ซึ่งถือว่าปกติสำหรับผู้สูงอายุ

นพ.พินิศจัย กล่าวอีกว่า แพทย์ค่อนข้างซีเรียสทุกครั้งที่หลวงพ่อคูณมีอาการอาพาธ เนื่องจากท่านอายุมากแล้วปีนี้ก็ย่างเข้า 89 ปี และยังมีโรคประจำตัวหลายอย่างทั้งเคยผ่านการผ่าตัดสมองมาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เคยผ่านการบายพาสหัวใจมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน เคยมีอาการเลือดออกทางเดินอาหาร และเป็นโรคเบาหวานด้วย ซึ่งหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับผู้มีอายุมากเราก็ไม่สบายใจ ซึ่งการรักษาขณะนี้จะรอดูอาการก่อน และรอผลการตรวจเลือดให้แน่ชัดอีกครั้งว่าอาพาธเป็นอะไรแน่ เนื่องจากครั้งล่าสุดที่หลวงพ่ออาพาธก็มีอาการคลาย ๆ กัน ในช่วงแรกไม่มีไข้ และไม่แสดงอาการอะไรมากแต่ต่อมาก็แสดงอาการให้เห็นว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น ฉะนั้นตอนนี้จึงต้องนิมนต์หลวงพ่อพักรักษาอาการอยู่ที่โรงพยาบาลก่อนเพื่อแพทย์จะได้สังเกตอาการ ส่วนจะนานแค่ไหนนั้นยังตอบไม่ได้จะต้องประเมินอาการกันวันต่อวัน

ด้าน นพ.สุรินทร์ แซ่ตั้ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมประสาท โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า จากการตรวจสมองหลวงพ่อคูณ ไม่พบมีเลือดออกหรือผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนอาการสับสนที่เกิดขึ้นแพทย์คาดการณ์เบื้องต้นว่าอาจเกิดจากโรคสมองที่เป็นอยู่เดิมก็ได้ เนื่องจากหลวงพ่อคูณเคยผ่านการผ่าตัดสมองมาแล้วหรืออาจมีโรคใหม่ในสมองเกิดขึ้น แต่จากการตรวจเอ็กซเรย์สมอง ไม่พบว่ามีโรคใหม่เกิดขึ้นในสมอง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีโรคใหม่เกิดขึ้นนอกสมองที่อาจจะรบกวนสมองได้ ซึ่งคนไข้ที่อายุมากก็อาจมีอาการสับสนได้เช่นกันแต่ยังระบุชัดเจนไม่ได้

“ตอนนี้คงต้องรอผลการตรวจเลือดก่อนเพื่อจะได้ดูว่ามีเชื้ออะไรอยู่ในเลือดหรือไม่ เบื้องต้นคาดว่าการสับสนอาจจะเป็นอาการสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเมื่อมีอะไรมากระทบก็ทำให้มีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้” นพ.สุรินทร์ กล่าว

ขอให้หลวงพ่อคูณหายจากอาการอาพาธโดยเร็วด้วยเถิด....


  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต
 

32
บทความ บทกวี / สูตรแห่งความสุข
« เมื่อ: 11 พ.ย. 2553, 04:12:37 »
                                                          สูตรแห่งความสุข


ส่วนใหญ่ บิวตี้ มักจะเห็นเค้าเขียนบทความเกี่ยวกับ สูตรแห่งความสำเร็จ กันซะส่วนใหญ่ ที่คนเราต้องการไปให้ถึงจุดหมายหรือบรรลุเป้าหมายกัน แต่ในจุดมุ่งหมายนั้น บิวตี้ว่าก็ควรควบคู่ไปกับ สูตรแห่งความสุข ด้วย เพื่อที่จะเป็นสิ่งให้เรามีพลังในการทำงานเพื่อองค์กรหรือชีวิตครอบครัว หรือชีวิตประจำวัน โดยการรักษาสุขภาพกายและใจของตัวเรา ให้มีสุขภาพแข็งแรง และก็ทำงานอย่างมีความสุขในชีวิต ลองอ่านเคล็ดลับสูตรแห่งความสุข ที่นำมาฝากกันนะค่ะ

สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน

๑.ดื่มน้ำให้มาก
๒.กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและ
ตก เย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
๓.กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
๔.ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน,enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ
๕.หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
๖.เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
๗.อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
๘.นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
๙.นอนวันละ 7 ชั่วโมง
๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม
นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลาของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพ

๑.อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒.อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓.อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔.อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕.อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖.จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ
๗.ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘.ลืม เรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่ง เลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙.ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒. จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชา พีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
๑๓.จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔.คุณ ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเรา เห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

ทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง

๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย
๗.งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่าง

หากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด

และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้

๑.ทำสิ่งที่ควรทำ
๒.อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?
๓.เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้
๔.ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
๕.ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงานด้วย...get up, dress up and show up.
๖.สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗.ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘.เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ... ดังนั้น ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?


และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
ส่งบทความที่ต่อไปให้คนที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย

    ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต


33
         ไสยศาสตร์ ความหมายของคำว่า ไสยศาสตร์ ประวัติไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ ลัทธิไสยศาสตร์


ไสยศาสตร์ เป็นวิชาเกี่ยวกับเวทมนตร์ คาถา และ เลขยันต์ ประกอบกับการใช้อำนาจสมาธิจิต การสาธยายเวทมนตร์คาถา การภาวนา และการปลุกเสก ไสยศาสตร์ หรือ ศาสตร์มืด คือการทำ "คุณไสย" ในพจนานุกรมไทยให้คำจำกัดความ คุณไสย ว่า "เป็นพิธีกรรมเพื่อทำร้ายอมิตร" เป็นศาสตร์ที่ทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป และมีคนเชื่อและผู้ปฏิบัติทั่วโลก

ในแต่ละชุมชนจะมีรูปแบบของไสยศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สรุปแล้วไสยศาสตร์ก็คือการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น โดยผิดแปลกจากกฏของธรรมชาติ เช่น ทำให้สามีภรรยาที่ดี กันทะเลาะและแยกทางกัน ทำให้สาวหลงรักหนุ่มที่เคยเกลียด ซึ่งปกติแล้วจะใช้ไสยศาสตร์มาใช้ในทางที่ชั่วร้าย โดยเฉพาะการทำ "คุณไสย" ที่เป็นพิธีกรรมเพื่อทำร้ายผู้ไม่เป็นมิตรด้วย

การปลุกเสกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปในตัว หรือฝังรูปฝังรอย หรือการทำเสน่ห์ยาแฝด ลงนะ จากผู้ที่อ้างตัวว่ามีอาคม ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกที่ทำมาหากินด้วยการหลอกลวงผู้คน หรือที่เรียกว่าพวกสิบแปดมงกุฎ ถึงกระนั้นก็ตาม“คุณไสย” หรือ “มนต์ดำ” ยังมีผู้หลงงมงายมากมาย

ไสยศาสตร์ถือเป็นศาสตร์ที่ลี้ลับมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ และมีทั่วโลกแม้กระทั่งในเวลาปัจจุบัน แม้รูปแบบจะแตกต่างกัน แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีที่ลี้ลับลัทธิไสยศาสตร์ คือการรวมอำนาจจิต รวมพลังงานทางจิตซึ่งได้ทำการอบรมจิตใจให้มีความยึดมั่น เชื่อถือ อย่างจริงจัง ดำเนินไปตามหลักทางไสยศาสตร์ ตามวิธีการนั้น ๆ ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ปาฎิหารย์ได้ด้วยกระแสคลื่นแห่งพลังอำนาจจิตอันแรงกล้า ของ มโนภาพ สมาธิ จิตตานุภาพ ทั้งสามประการนี้ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจที่ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นได้

ลัทธิไสยศาสตร์ ได้เกิดขึ้นมาก่อนพุทธกาล ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ไตรเพท ในลัทธิของพราหมณ์ ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

ฤคเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์และสรรเสริญพระเจ้า

ยชุรเวทย์ เป็นคำร้อยแก้วให้สำหรับท่องบ่นเวลาบวงสรวงบูชาพระเจ้า

สามเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม

อาถรรพเวทย์ เป็นคัมภีร์ประกอบด้วยเวทยมนต์คาถาเรียกผีสาง เทวดาให้ช่วยป้องกันอันตรายให้ และให้มีการแก้อาถรรพ์ ทำพิธีสาปแช่งให้เป็นอันตรายได้ด้วย


ประวัติไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ ลัทธิไสยศาสตร์

คำว่า ไสย หมายถึง ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทย์มนต์ คาถา และวิทยาคม ไสยนั้นแบ่งออกเป็นไสยขาว อันหมายถึงวิชชาอันลึกลับใช้เวทย์มนต์ไปในทางที่ดี เช่นการทำเครื่องราง ของขลังและวัตถุมงคลต่างๆ เพื่อป้องกันภัยอันตราย หรือเพื่อเป็นเมตตามหานิยม เมตตามหาเสน่ห์และอิทธิวิธี ส่วนไสยดำหมายถึงวิชชาที่กระทำคนให้เป็นไปต่างๆนาๆเช่น ปล่อยคุณไสย ปล่อยตะปูเข้าท้องคนอื่น ปล่อยหนังควายเข้าท้อง บิดลำใส้ ปล่อยผีไปทำร้ายผู้อื่นให้มีอันเป็นไปต่างๆนาๆ นำบาตรวัดร้างไปฝังเพื่อทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด เป็นต้น

คำว่า ไสย นี้แปลความหมายอีกอย่างก็หมายถึงสิ่งที่ลึกลับที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อได้นอกจากเมื่อมันได้ออกมาเป็นผลลับแล้วเท่านั้น ส่วนคำว่า ศาสตร์ หมายถึง ตำรา วิชา วิทยาคำสั่ง ข้อบังคับบัญชา ศาสนา รวมเข้ากับไสย เป็นไสยศาสตร์ อันหมายถึง ตำราทางไสยยาศาสตร์ลึกลับเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ เวทย์มนต์ คาถา อำนาจจิต เป็นต้น

ไสยเวทย์ ไสยศาสตร์ หมายถึงตำราทางไสย วิชาทางไสย ไสยศาสตร์ เป็นวิชาว่าด้วยลัทธิเวทย์มนต์คาถาและวิยาคมเป็นศาสตร์ๆหนึ่งที่แยกย่อยมาจากศาสตร์ 18 ประการของอินเดียโบราณไสยศาสตร์แทรกอยู่ในความเชื่อของคนไทยมาตราบนานเท่านานกว่า7,000 ปี และแทรกอยู่กับความเป็นอยู่ของคนไทยตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เช่นการเสกทำน้ำมนต์ให้คลอดง่าย โกนผมไฟ ทำขวัญ สร้างบ้านใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ ทำขวัญ สวดบ้าน ตราสังข์ ทำโลงศพ เอาศพลงจากเรือน ทำประตูป่า ทำบันไดผี นำศพขึ้น เผา การเสกน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์

และประเพณีไทยหลายๆอย่างล้วนแต่แทรกด้วยไสยศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะเจริญไปถึงไหนเพียงใดวิทยาการอินฟอเมชั่นเทคโนโลยี่จะก้าวหน้าไปเพียงใดขนาดไหน แต่ความเชื่อทางไสยศาสตร์ไม่มีวันที่จะหมดไปจากมนุษย์ชาติได้เหตุผลเพราะว่าเป็นศาสตร์ๆหนึ่งที่ดำรงอยู่ในโลกมนุษย์มานาน มากแล้วและมิใช่เพียงแต่เมืองไทยเท่านั้นที่มีความเชื่อในด้านไสยศาสตร์หลายๆประเทศที่เจริญและพัฒนาแล้วก็ยังมีความเชื่อในด้านไสยศาสตร์ของประเทศนั้นนั้นอยู่

ส่วน พิธีกรรม ไสยกรรมนั้นอาจไม่เหมือนกัน ในเมืองไทยในแต่ละภาคนั้นการประกอบพิธีกรรมต่างๆในแต่ละภาคนั้นก็ไม่เหมือนกัน สรุปแล้วไสยศาสตร์และไสยเวทย์มิใช่สิ่งที่ เลวร้ายขึ้นอยู่กับผู้ที่นำไปใช้เช่นการสกยันต์หากสักแล้วไม่ไปเป็นโจรผู้ร้ายไม่ไปปลิ้นชิงรบราฆ่าฟันเบียดเบียนเขาและตั้งตนอยู่ในศีลธรรมของนั้นก็จะคงทนถาวรไม่เสื่อม และยิ่งเข้มขลังยิ่งนัก และเป็นไสยศาสตร์ที่ประดับบารมีชายชาตรีมาแต่โบราณกาล

ดังหลักฐานบันทึก .ความทรงจำ.พระนิพนธ์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า....? ส่วนตัวฉันเองจะเป็นใครแนะนำจำไม่ได้เสียแล้ว เกิดอยากเรียนวิชาอาคม คือวิชาที่ทำให้อยู่ยงคงกระพันชาตรีด้วยเวทย์มนต์และเครื่องรางต่างๆ มีผู้พาอาจารย์มาให้รู้จัก หลายคน ที่เป็นตัวสำคัญนั้นคือนักองค์วัตถา น้องสมเด็จพระนโรดมเจ้ากรุงกัมพูชา...การศึกษาวิทยาคมในสมัยนั้น โดยเฉพาะเด็กกำลังรุ่นหนุ่มเช่นตัวฉัน ด้วยได้ฟังเขาเล่า เรื่องและบางทีทดลองให้เห็นอิทธิฤทธ์ กับทั้งได้สะสมมีเครื่องรางแปลกๆประหลาดที่ไม่เคยเห็น....?

ไสยศาสตร์เป็นลัทธิความเชื่อ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่จริง คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในโลกใบนี้ไร้มนุษย์ที่เชื่อไสยศาสตร์ บุคคลที่มีญาณทัศนะลึกล้ำ เข้า ใจเหตุปัจจัยแห่งการก่อเกิดสรรพสิ่ง ทั้งชีวิต สังคม และจิตวิญญาณ จะไม่มองเหตุที่เกิดขึ้นเพียงด้านใดด้านหนึ่งแล้วปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หากไสยศาสตร์แล้วที่ทำให้ผู้เชื่อมั่น นั้นสามารถคลายทุกข์ไปได้ มีความสุข ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เวทย์มนต์ไสยศาสตร์ก็มิใช่สิ่งที่เลวร้าย ความงมงายในสิ่งที่ดีงามทำแล้วให้ตนเองสมหวังมีความสุขย่อมไม่ใช่สิ่งที่ ไม่มีเหตุผล

ข้อห้ามทางกาละ

1.ห้ามผิวปากเวลากลางคืนเชื่อว่าจะโดนคุณไสยที่ล่องลอยอยู่
2.ห้ามโพกหัวหรือสวมหมวกในวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เชื่อว่าหัวจะล้าน
3.ห้ามบ้วนน้ำลายลงโถส้วมเชื่อว่าวาจาจะเสื่อม
4.ห้ามนั่งบนขั้นบันไดเพราะผีบ้านผีเรือนไม่ชอบ
5.ห้ามนั่งบนหมอนเชื่อว่าคาถาจะเสื่อม
6.ห้ามเล่าความฝันในขณะทานข้าวเชื่อว่าแม่โพสพท่านไม่ชอบ
7.ห้ามเดินข้ามหนังสือเพราะเชื่อว่าจะเรียนไม่จำ
8.ห้ามนุ่งผ้าเปียกเข้าบ้านเพราะเชื่อว่าผีไม่กลัวและจะทำให้ปวดท้อง
9.ห้ามหญิงมีครรภ์ทำหน้าบึ้งเวลาจะหลับเชื่อกันว่าลูกออกมาจะไม่สวยไม่หล่อ
10.ห้ามดมดอกไม้ที่จะนำไปถวายพระเชื่อกันว่าจมูกจะเป็นไซนัสหรือริดสีดวงจมูก
11.ห้ามหลับเวลาฟังพระเทศเชื่อว่าชาติหน้าจะเกิดเป็นงู
12.ห้ามเอาของคืนเมื่อให้ผู้ใดไปแล้วเชื่อว่าจะเป็นเปรต(นอกจากให้ยืม)
13.ห้ามกวาดขยะกลางคืนเชื่อว่าผีไม่คุ้มและกวาดทรัพย์ออกหมด
14.ห้ามตัดเล็บกลางคืนเชื่อว่าอายุจะสั้น
15.ห้ามลอดไม้ค้ำต้นกล้วยและไม้ค้ำบ้านและห้ามลอดราวผ้าและห้ามลอดใต้แขนคนอื่นเพราะจะทำให้ของเสื่อม
16.อย่าให้ใครข้ามหัวเพราะจะทำให้อาคมเสื่อมและของทุกอย่างเสื่อม
17.ห้ามด่าแม่ผู้อื่นเพราะสาริกาลิ้นทองจะเสื่อม
18.คนสักยันต์ห้ามกินฟักแฟงบวบน้ำเต้าและปลาไม่มีเกล็ดเพราะเชื่อว่าหนังจะไม่เหนียว
19.หากไปในที่สถานที่แปลกๆห้ามทักเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆเพราะเชื่อกันว่านั่นคือคุณไสย หรือของไม่ดีหากใครทักจะเข้าตัวทันที
20. ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกเพราะเชื่อว่าวิญญาณจะออกจากร่าง(อีกอย่างหนึ่งเป็นทิศที่หันหัวคนที่ตายไปแล้ว)
21.ห้ามขึ้นบ้านวันเสาร์ เผาศพวันศุกร์ โกนจุกวันอังคาร แต่งงานวันพุธ เพราะเป็นอัปมงคล


                         ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

34
                                                   วิธีทดแทนคุณบุพการี จาก สมเด็จโต

"การให้ธรรมะพ่อแม่ เป็นการทดแทนพระคุณที่สูงสุด"


ลูกเอ๋ย....

ยามที่พ่อแม่ของเจ้ามีอายุมากขึ้น

ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน

ความแข็งแรงของร่างกายก็ลดลง ใจน้อย โกรธง่าย ความจำก็เสื่อม

ขี้หลงขี้ลืม จิตใจก็หมดความสุขสดชื่น


...ถึงแม้พวกเจ้าจะคอยจะคอยดูแลเอาใจใส่ดูแลใกล้ชิดสักเพียงใดก็ตาม
ก็ไม่อาจช่วยให้พ่อแม่ของเจ้ามีความสุขได้เต็มที่ เพราะพวกเจ้าทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่
ต้องรับผิดชอบ

เจ้าช่วยให้ท่นได้รับความสุขเพียงการให้กินอยู่หลับนอนอันเป็นความสุขทางกายเท่านั้น
แต่จิตใจของท่านหาได้ร่าเริงสดชื่นผ่องใสไม่

..........


เจ้าจงจำไว้ว่า

การให้ความสุขแก่พ่อแม่อย่างแท้จริงก็คือ การให้ธรรมะด้วยการสอนหลักธรรมะ
อย่างง่ายๆให้กับพ่อแม่ของเจ้า

พาท่านไปทำบุญทำทาน

สอนท่านให้รู้จักการปฏิบัติบูชา

สวดมนต์ ภาวนา แผ่เมตตา

ธรรมะ จะอยู่ในจิตใจของพ่อแม่เจ้าทุกภพทุกชาติ

ถือว่า เป็นการทดแทนพระคุณที่สูงสุด


................................เจ้าจงจำไว้ นะลูกเอ๋ย...............................



 ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

35
                                            ในแต่ละวันเราสามารถทำบุญได้ง่ายมากกว่าร้อยครั้ง


การทำบุญในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ปฏิบัติง่าย
การทำบุญที่เราทำได้มากในแต่ละวันนี้ คือการอ่อนน้อมถ่อมตน

ในแต่ละวันเราพบปะผู้คนมากมายหลายคน ตั้งแต่ตื่นนอนเราพบเจอพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เราก็สามารถทำบุญได้แล้ว คือการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อท่าน เมื่อออกไปภายนอก เราพบเจอคนมากมาย เราก็ทำบุญได้ตลอดเวลาเช่นกัน


ความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น ต้องเป็นไปด้วยความจริงใจ ไม่ใช่การเสแสร้ง
ต้องประกอบไปด้วยความจริงใจทางกาย-ทางวาจา-และทางใจ
ความจริงใจทางกาย คือ แสดงความเคารพ เช่น การไหว้ หรือการโค้งคำนับ เป็นต้น
ความจริงใจทางวาจา คือ พูดจาไพเราะ สุภาพ อ่อนโยน พูดด้วยความสัตย์จริงและมีประโยชน์
ความจริงใจทางใจ คือ มีความเคารพนอบน้อมด้วยใจจริง มีความหวังดีและไม่ต้องการหวังผลตอบแทน


ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ประกอบด้วยความจริงใจทั้ง ๓ อย่างนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่แท้จริง สามารถทำได้ทุกที่-ทุกเวลา-ทุกวัน ทำบ่อยๆ เพื่อสั่งสมบุญบารมี ในการทำเป็นร้อยครั้งในแต่ละวัน ไม่ใช่ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนต่อร้อยคน ในแต่ละคนที่เราพบเจอเราแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนได้หลายๆ ครั้ง เช่น พ่อแม่ เราเจอท่านตั้งแต่ตื่นนอนกลับมาบ้านเราก็เจอท่านอีก เราจึงทำบุญด้วยวิธีนี้ได้อย่างมากมาย ทำได้แม้แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อตนเองครับ


ตามหลักพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน ๑๐ วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ ประการ) คือ


๑. ให้ทาน (ทานมัย) แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว และความยึดติดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไปก็จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลหรือชุมชนโดยส่วนรวม


๒. รักษาศีล (ศีลมัย) ก็เป็นบุญ เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงามและพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ


๓. เจริญภาวนา (ภาวนามัย) ก็เป็นบุญ การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น


๔. อ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรมรวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกันทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ


๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง (ไวยาวัจจมัย) ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ


๖. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา (ปัตติทานมัย) หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ


๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี (ปัตตานุโมทนามัย) หรือทำบุญของผู้อื่น การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนา ไม่อิจฉาหรือระแวงสงสัยในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ


๘. ฟังธรรม (ธรรมสวนมัย) บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ก็เป็นบุญ


๙. แสดงธรรม (ธรรมเทศนามัย) ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น แสดงธรรมนำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ก็เป็นบุญ


๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม (ทิฏฐุชุกรรม) มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ถือเป็นบุญด้วยเช่นกัน


การทำบุญ ๑๐ ประการนี้ สามารถสรุปเป็นข้อความคล้องจองกันว่า

๑. แบ่งปันกันกิน


๒. รักษาศีล ใจ กาย วาจา

๓. เจริญสมาธิภาวนา

๔. กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม

๕. ยอมตนรับใช้

๖. แบ่งให้ความดี

๗. มีใจอนุโมทนา

๘. ใฝ่หาฟังธรรม

๙. นำแสดงออกไม่ได้เว้น

๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้อง


  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

36
                                       ความสุขง่ายๆ จาก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก


ความสุขง่ายๆ จาก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

เมื่อไม่นานมานี้ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก มาบรรยายธรรมที่ห้องประชุม นสพ.ข่าวสด ถนนประชาชื่น มีสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

...จิตของคนเราดูแล้วหลากหลายแตกต่างกันราวฟ้าดิน
ชีวิตของคนแก่เฒ่ากับคนหนุ่มสาว คนรวยเป็นมหาเศรษฐีกับยาจก
คนเก่งระดับดอกเตอร์กับคนไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
คนดีที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หรืออาชญากรชั่วร้ายที่มีคนสาปแช่ง
ไม่ว่าคนเราจะมีสถานะภายนอกแตกต่างกันมากเพียงใด

ไม่ว่าคนเราจะนับถือศาสนาใด ผิวขาว ผิวดำ เชื้อชาติไหน พูดภาษาใดก็ตาม
แต่ธรรมชาติของจิตสำหรับมนุษย์เราทุกคนที่มีความเหมือนกัน คือ ประภัสสร
สะอาด สงบ ผ่องใสก็มีอยู่แต่ดั้งเดิม เหมือนน้ำใสสะอาดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
__________

ลมหายใจยาวๆ เป็นปฐมพยาบาลทางจิตใจ

ธรรมชาติของจิตแต่ดั้งเดิมนั้น ประภัสสร บริสุทธิ์ ผ่องใสโดยธรรมชาติ แต่จิตเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสครอบงำจิต
โลกธรรมฝ่ายน่าปรารถนา มีลาภ มียศ สรรเสริญ สุข ทำให้เกิดอารมณ์พอใจ ยินดี
โลกธรรมฝ่ายไม่น่าปรารถนา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ทำให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจ ยินร้าย
อารมณ์พอใจ ไม่พอใจ ยินดี ยินร้าย ขี้เกียจ ขี้ฟุ้งซ่าน ขี้น้อยใจ ขี้อิจฉา ขี้โกรธ ขี้กลัว เหล่านี้เป็นอาการของโรคทางใจ
ทุกข์ ไม่สบายใจเกิดขึ้นเมื่อไร เราควรมีความเห็นถูกต้องว่า ความไม่สบายใจ ทุกข์ใจนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะธรรมชาติของจิตที่แท้จริงนั้น ผ่องใส ทุกข์ไม่สบายใจเกิดขึ้น ก็ให้รักษาด้วยการ "หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ"
เมื่อมีสติสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวทั่วถึง ลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจออกยาวแล้ว อารมณ์พอใจ ไม่พอใจ ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เป็นการรักษาสุขภาพใจดีของเรา เป็นปฐมพยาบาลให้แก่จิตใจของเรา

หายใจสั้น

เมื่อกระหายร้อน กระสับกระส่าย ไม่สงบ
เมื่อเจ็บไข้ ป่วย เป็นโรค
เมื่อเหนื่อย
เมื่ออารมณ์หงุดหงิด โกรธ
เมื่อใจร้อน ตื่นเต้น เพราะกลัว ดีใจ เสียใจ

หายใจยาว

เมื่อกายได้พักผ่อน
เมื่อกายสงบเย็น เป็นปกติ สุขภาพแข็งแรง
เมื่ออารมณ์ดี
เมื่อใจดี ใจสบาย

พยายามแก้ไขตนเอง

เมื่อเราสังเกตดูจิตใจ ความคิดของตนองแล้ว จะเห็นว่าจิตใจของเราคิดแต่เรื่องของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ว่าเขาดี เขาไม่ดี น่ารัก น่าชัง
คิดเรื่องคนอื่นมากกว่า 90% คิดเรื่องของตนเองน้อยกว่า 10%
อยากจะให้คนอื่นละความชั่วที่ไม่ถูกใจเรา อยากจะให้คนอื่นทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อจะไม่กระทบเรา แต่จิตใจของเรากลับปล่อยให้ขุ่นมัว เศร้าหมอง เครียด ฟุ้งซ่าน

"โทษคนอื่นเห็นเป็นภูเขา โทษของเราแลไม่เห็นเท่าเส้นผม
ตดคนอื่นเหม็นเหลือทน ตดของตนถึงเหม็นไม่เป็นไร"


สนใจ เอาใจใส่ ดูตนเองเพิ่มขึ้น มากขึ้น จนดูตนเอง 90% ดูคนอื่น 10%
เราดูคนอื่นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง
เห็นตนเองในคนอื่น และเห็นคนอื่นในตัวเอง
เพราะไม่มากก็น้อย เราก็เหมือนๆกับคนอื่น
เป็นการเจริญสติ สัมปชัญญะ ทำให้มีเมตตากรุณา
ตำหนิ ติเตียนคนอื่น ดูหมิ่น ดูถูกคนอื่น น้อยลง
ตำหนิติเตียนตนด้วยสติปัญญา แก้ไขพัฒนาตน มากขึ้น
ความคิดที่จะแก้ไขปรับปรุงตนเองนี้ เป็นกุศลกรรม
เมื่อสำรวจตนเองแล้ว พบว่ามีข้อที่คิดว่าน่าจะแก้ไข
ให้ตั้งใจทุกวัน พยายามแก้ไขอยู่อย่างนั้น
ผิดพลาดเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ช่างมัน
พยายามคิดตั้งใจจะแก้ไขอยู่อย่างนั้นก็ใช้ได้

ความโกรธ

ความโกรธ เกิดขึ้นจาก
เขาพูดจริงโดยหวังดีต่อเรา แต่ไม่ถูกใจเรา ------เราโกรธ
เขาพูดธรรมดา แต่ไม่ถูกใจเรา ------เราโกรธ
เขาไม่พูด ไม่ถูกใจเรา ------เราโกรธ
เราคิดว่าเขานินทาเรา (ที่จริงเขาไม่ได้นินทาเรา) ------เราโกรธ
เขาว่าเรานินทาเขา (แต่เราไม่ได้นินทาเขา) ------เราโกรธ
เราเข้าใจผิดว่าเขาทำผิด (ทั้งๆที่เขาทำดี) ------เราโกรธ
เขาเข้าใจผิดว่าเราทำผิด (ทั้งๆที่เราทำดี) ------เราโกรธ
เขาหน้าบึ้ง ใจไม่ดี เรารู้สึกว่าเขาไม่พอใจเรา ------เราโกรธ

ความโกรธเปรียบเหมือนอาหารไม่อร่อย
หากมีใครนำมาให้เราแล้วเราไม่รับ ผู้ที่นำมาให้ก็จะต้องรับกลับไปเอง
ความโกรธก็เช่นเดียวกัน เมื่อเขาโกรธเรา แล้วเราเฉยๆก็เท่ากับเขาโกรธตัวเอง
หากเราโกรธตอบ ก็เหมือนกินอาหารไม่อร่อยนั้นด้วยกัน

ความรักต่อตัวเอง เมตตาต่อตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ

มนุษย์เรา คนเรานี้ ไม่มีเมตตาแก่ตัวเอง ปัญหาต่างๆเกิดขึ้น ทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม ปัญหาของประเทศชาติที่เรามองเห็นอยู่ ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกโกรธ รู้สึกอาฆาตพยาบาท

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจาก เราไม่มีเมตตา ไม่มีความรักตัวเอง ถ้าเรามีเมตตา มีความรักตัวเอง ปัญหาต่างๆจะไม่เกิดขึ้น และน้อยลง อดีตอยู่อย่างไร ปัจจุบันก็ยังอยู่อย่างนี้ เพียงเท่านี้ ความรักต่อตัวเองก็หมายถึง ทำจิตใจของตัวเองให้สบาย มีความสุข ในทุกสถานการณ์

ธรรมชาติของจิตของเราทุกคนเป็นประภัสสร ผ่องใสโดยธรรมชาติ แต่ว่ามีกิเลส อนิจจัง ความไม่รู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อจิตใจของเรายังมีกิเลสแล้ว ความรู้สึกต่างๆที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจก็เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปฏิกูลทางจิตใจ ความไม่สบายใจเกิดขึ้นจากภายในจิตใจของเรา

ปัญหาภายนอกตั้งแต่ขั้นกายก็ดี หรือว่ามีเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่ไม่น่าปรารถนา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ สิ้นเหล่านี้ก็เพียงแต่กระตุ้นจิตใจ ให้เกิดความทุกข์

ชีวิตของเราเป็นทุกข์ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ชีวิตเป็นทุกข์ ความแก่ของตัวเอง หรือของสิ่งรอบตัว ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์"

ทุกวันนี้เราจำเป็นต้องอยู่กับคนที่ไม่ชอบใจ ครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างรีบ ใช้อารมณ์ ใช้วาจา ใช้ความรุนแรงต่างๆ คนที่ไม่ชอบใจ สิ่งที่ไม่ชอบใจก็มีมากในชีวิต

ตรงกันข้ามก็มีอยู่ การต้องพลัดพรากจากคนที่เรารัก สิ่งที่เรารัก หรือไม่สมปรารถนาในชีวิต ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความไม่สบายใจ เป็นทุกข์ใจ

แต่เราต้องเข้าใจว่า ความไม่สบายใจนี้ เกิดขึ้นจากภายในจิตใจของเรา ไม่ใช่เกิดขึ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากจากกัน เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ดี หรือเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ก็เกิดอยู่กับทุกคนเช่นกัน

ถึงอย่างไรก็ตามความจริงของชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ลองสังเกตดูว่าเรารักตัวเองมากแค่ไหน เรามีเมตตาต่อตัวเองมากน้อยขนาดไหน จิตของเราผ่องใสโดยธรรมชาติ แต่ความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นข้อเสียของเราเกิดจากจิตใจ ถ้าเรายังรักตัวเอง ก็ต้องจัดการสิ่งเหล่านี้ ก่อนที่จะเดินทางจากชาตินี้ อย่างน้อยก็ต้องรู้จักว่าเรามีเมตตา ทำจิตใจให้สบาย มีความสุข มีความพอใจ
ตั้งสติ หายใจออกยาวๆสบายๆ หายใจเข้า ปล่อยตามธรรมชาติ หายใจออกยาวๆสบายๆ เพื่อคลายความรู้สึกที่ไม่ดีออกไปพร้อมกับลมหายใจออก หายใจเข้า ปล่อยตามปกติ ให้ลมหายใจเข้า ช้าๆลึกๆ พอสมควร หายใจออก ตั้งใจให้เป็นลมหายใจยาวๆสบายๆ เมื่อทำซ้ำๆอยู่เช่นนี้ ก็จะรู้สึกสบายกาย สบายใจ เกิดความสงบเย็นใจ แล้วก็เกิดความละอายต่ออารมณ์โกรธ จนกระทั่งความโกรธไม่กล้าโผล่หน้ามาให้เห็นอีก

เราลองนึกดูว่า น้ำ กับน้ำแข็ง เมื่อเราการน้ำ ในขณะที่เรามีเพียงแต่น้ำแข็ง ให้คิดเสียว่าน้ำกับน้ำแข็งเป็นสิ่งเดียวกัน เมื่อได้น้ำแข็งก็ควรดีใจ และบอกตนเองว่า ทำอย่างไรจึงจะละลายน้ำแข็งได้ เราต้องหาความร้อน เพื่อให้มีความอบอุ่น และน้ำแข็งก็จะละลาย และกลายเป็นน้ำ

ความไม่สบายใจ ความสบายใจ ก็เหมือนน้ำแข็งกับน้ำ แต่ถ้าเราเจอ เรามีสิ่งที่ไม่สบายใจ ก็ดีใจได้ ที่มองเห็นความไม่สบายใจชัดเจน และมองเห็นความสบายใจชัดเจน
____________________________________________

ประวัติพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก     

 (ที่มา : นิตยสารเอสไควร์ กุมภาพันธ์ 2552)
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นชาวญี่ปุ่น เป็นสัทธิวิหาริกรุ่นแรกของพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

ชาติภูมิเป็นชาวจังหวัดอีวาเต้ ประเทศญี่ปุ่น เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2494 จบไฮสคูลสาขาเคมี

ออกเดินทางค้นหาความหมายของชีวิตทั่วโลกตั้งแต่อายุ 18 ปี จนตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุที่เมืองไทย ท่านคือพระนักปฏิบัติเผยแผ่ธรรมะด้วยภาษาเข้าใจง่าย หนังสือของท่านหลายๆ เล่มล้วนเข้าถึงความทุกข์ของคนในปัจจุบันได้ตรงจุดที่สุด

พระอาจารย์มิตซูโอะเล่าถึงเส้นทางของตัวเองก่อนจะเดินทางมาเมืองไทยว่า หลังเดินทางออกจากญี่ปุ่น เป้าหมายแรกคือปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ไม่สำเร็จ ปีนต่อไม่ไหว เพราะหนาวและยากลำบากมาก

จากนั้นเดินทางไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งได้ไปพุทธคยา ในอินเดีย ได้เรียนรู้เรื่องราวของพระพุทธเจ้า ทำให้ได้คิดว่า การที่เราออกเดินทางไกลเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิตนั้น แท้จริงแล้วเป็นแค่ปัจจัยภายนอก สิ่งที่เราแสวงหานั้นอยู่ไม่ไกลเลย

แท้จริงมันอยู่ที่จิตใจของเราเอง

พระอาจารย์มิตซูโอะ เริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนาจากการนั่งสมาธิและเล่นโยคะกับโยคีที่อินเดียประมาณ 2 ปี อยู่ไปอยู่มามีปัญหาเรื่องวีซ่า พอดีมีเพื่อนฝรั่งเศสบอกว่าให้ลองไปปฏิบัติธรรมที่เมืองไทย เพราะไม่ยุ่งยากเท่าอินเดียก็เลยมาบวชที่เมืองไทย

"มิตซูโอะ ชิบาฮาชิ" คือชื่อเดิมในภาษาญี่ปุ่น หลังบวชเป็นพระภิกษุ หลวงพ่อชา (หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี) พระอุปัชฌาย์ตั้งฉายาให้ว่า "คเวสโก" (อ่าน คะ-เว-สะ-โก) แปลว่า "ผู้แสวงหาซึ่งฝั่ง"
ขณะที่หลวงปู่ชาเรียกลูกศิษย์ผู้นี้ว่า "สี่บาทห้าสิบ"

เพราะวันแรกที่ไปฝากตัว หลวงพ่อท่านถามชื่อ พระอาจารย์ก็ตอบไปว่า "ชิบาฮาชิ"

ออกเสียงคล้ายๆ คนพูดไทยไม่ชัดว่า "สี่บาทห้าสิบ"
ช่วงบวชแรกๆ หลวงพ่อบอกว่าพบอุปสรรคมากมาย คิดว่าจะได้นั่งสมาธิกับเล่นโยคะเหมือนตอนที่อยู่ในอินเดียก็ไม่ได้ทำ

เพราะต้องตื่นตี 3 บิณฑบาต สวดมนต์ ภาษาไทยก็ไม่รู้เรื่อง

"กว่าจะได้นั่งสมาธิหรือเล่นโยคะก็เหนื่อยเสียแล้ว คิดจะสึกกลับญี่ปุ่นอยู่หลายหน แต่เมื่อปฏิบัติไปก็เริ่มมีความอดทนมากขึ้น
รู้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ"

http://www.prachachat.net/news_detai...id=07&catid=no

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต


37
                                        แจ้งข่าวหลวงปู่แฟ๊บ วัดป่าดงหวาย มรณภาพแล้วครับ

แจ้งข่าว หลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโธ วัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ได้ละสังขารแล้วครับ ราว 4 ทุ่มที่ผ่านมา ที่รพ.สกลนคร รายละเอียดยังไม่ทราบครับ ต้องรอตอนเช้าครับ



ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่แฟ้บ สุภัทโท


วัดป่าดงหวาย
ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร


๏ อัตโนประวัติ

“หลวงปู่แฟ้บ สุภัทโท” มีนามเดิมว่า ญาติ กุลวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช๒๔๖๕ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสอง ปีจอ ณ บ้านคำชะอี ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม (จังหวัดมุกดาหาร ในปัจจุบัน) โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายพรหมมา และทุมมา กุลวงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ตามวิถีชีวิตชาวชนบทอีสาน ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๗ คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ ๕

เพราะเหตุบางประการในการแจ้งชื่อในทะเบียนทหารกองเกิน เมื่อช่วงอายุ ๑๗-๑๘ ปี ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “แฟบ” และวันเวลาเกิดก็ผิดพลาดไปด้วย จึงต้องใช้ชื่อวันและเวลาเกิดใหม่จากนั้นเป็นต้นมา ต่อมาลูกศิษย์ลูกหาได้เรียกชื่อเพี้ยนเป็นหลวงปู่ “แฟ้บ” หรือ “แฟ๊บ” หรือ “แฟ็บ” ไป

หลวงปู่เป็นพระกัมมัฏฐานที่วัตรปฏิบัติเรียบง่ายปฏิปทาอันงดงาม ด้วยครองตนอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์อย่างสมถะ ไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ มักน้อย ถือสันโดษ มีเมตตาธรรมสูง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น และเป็นร่มโพธิ์ทองของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย


๏ การศึกษาเบื้องต้น

หลวงปู่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เมื่อโยมมารดาถึงแก่กรรมตอนอายุได้ ๗ ปี โยมบิดาก็ได้แต่งงานใหม่ ทำให้หลวงปู่ต้องย้ายไปอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ในสมัยนั้นหมู่บ้านอยู่ในชนบทห่างไกลมาก จึงไม่มีโรงเรียนทำไม่ได้รับการศึกษาต่อ ดังนั้นท่านจึงช่วยเหลืองานของโยมบิดาเรื่อยมา จนกระทั่งถึงอายุ ๑๖ ปี จึงย้ายกลับมาอยู่กับพี่ชายคนที่ ๒ คือ นายบุญ กุลวงศ์ ที่บ้านเดิม

ในวัยเยาว์นั้น มีเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจและปลูกศรัทธาความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาและพระธุดงค์กรรมฐานเป็นอย่างมาก เมื่อได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการพระบูรพาจารย์ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ณ ถ้ำจำปากันตสีลาวาส (ถ้ำจำปา) บนภูผากูด บ้านคันแท ตำบลหนองสูง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ในปัจจุบัน

เนื่องจากหลวงปู่มั่นเห็นว่าการที่หลวงปู่เสาร์ปรารถนาบำเพ็ญบารมีเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น จะทำให้ล่าช้าต่อการบรรลุมรรคผลและนิพพาน เพื่อแนะแนวทางให้กับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นจึงได้เดินทางมาที่ถ้ำจำปา บนภูผากูด ซึ่งหลวงปู่เสาร์ได้จำพรรษาอยู่ ณ ที่นั้น ต่อมาท่านทั้งสองได้ออกเดินธุดงค์มาแวะใกล้บริเวณหมู่บ้าน หลวงปู่จึงมีโอกาสได้พบกับท่านทั้งสอง เพราะชาวบ้านไปถางป่าจัดทำสถานที่พักไปฟังเทศน์ หลวงปู่ก็ตามชาวบ้านไปด้วย หลวงปู่มีโอกาสช่วยงานต่างๆ และทำทางเดินจงกรมให้กับหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นด้วย



หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล    



หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

๏ การอุปสมบทครั้งแรก

ครั้นเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ หลวงปู่ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ญัตติฝ่ายมหานิกาย เป็นครั้งแรก ณ วัดในหมู่บ้าน ได้รับนามฉายาว่า “จันตโชโต” อุปสมบทได้เพียง ๒ พรรษาเท่านั้น โดยในพรรษาแรกได้เรียนภาษาบาลีจนสามารถอ่านออกเขียนได้ และในพรรษาที่ ๒ หลวงปู่อยากจะเรียนนักธรรมเพราะเมื่อได้นักธรรมโทแล้วก็จะลาสิกขาเพื่อไปเป็นครูสอนนักเรียน แต่พระครูต้องการให้เรียนพระปาฏิโมกข์ หลวงปู่ไม่ชอบจึงได้ลาสิกขา


๏ ชีวิตครอบครัว

หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ได้ประกอบอาชีพค้าไหมจนมีเงินสะสมมากพอ จึงแต่งงานกับนางคำมา สุวรรณไตร พออายุได้ ๓๒ ปี จึงเปลี่ยนอาชีพมาทำนา และย้ายครอบครัวมาอยู่ที่บ้านบุ่งเลิศ ตำบลบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด มีบุตร-ธิดารวมทั้งหมด ๑๒ คน คือ

๑. นางเหมือน กุลวงศ์ อาชีพแม่บ้าน
๒. พระอาจารย์ทองมาย อริโย
วัดป่ากลางทุ่ง อำเภอบ้ายนดุง จังหวัดอุดรธานี
๓. นางทองสาย แก้วมาก อาชีพทำนา
๔. แม่ชีสมหมาย กุลวงศ์ ปัจจุบันอยู่ ณ วัดป่าดงหวาย
๕. นายอุดม กุลวงศ์ อาชีพรับราชการครู
๖. นายสมศักดิ์ กุลวงศ์ อาชีพรับราชการครู
๗. นายภักดี กุลวงศ์ อาชีพรับราชการทหาร
๘. พระอาจารย์ศรีธาตุ ฐานรโต
วัดถ้ำมะค่า ตำบลคำเพิ่ม อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร
๙. นายผดุง กุลวงศ์ อาชีพรับราชการตำรวจ
๑๐. นางคำซ้อน อินทัง อาชีพช่างเสริมสวย
๑๑. นางอ่อนจันทร์ ประเสริฐสังข์ อาชีพช่างเย็บผ้า
๑๒. นางวรรณา กุลวงศ์ อาชีพค้าขาย

การดำเนินชีวิตในขณะนั้น หลวงปู่ประพฤติตนเป็นพุทธมามกะ โดยเป็นมัคทายกของวัดในหมู่บ้าน และยังเป็นหัวหน้าช่างก่อสร้าง ได้ออกแบบควบคุมการก่อสร้าง รวมถึงลงมือก่อสร้างกุฏิศาลา และกำแพงของวัดเองทั้งหมด โดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆ เลย

เมื่อครั้งที่นางคำมา ภรรยาของหลวงปู่ ตั้งครรภ์ที่ ๒ ได้ ๖ เดือน ในคืนหนึ่งหลวงปู่ฝันว่า กำลังจะเดินทางกลับบ้านหลังจากทำนาเสร็จแล้ว เกิดมีน้ำป่าไหลมา มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำท่วมจนสุดสายตา แต่มีเนินดินที่น้ำท่วมไม่ถึงพอที่จะให้ขึ้นไปอยู่ได้ จึงไปอยู่ที่เนินดินนั้น ขณะที่หลวงปู่กำลังคิดว่าจะทำไงดีจะกลับบ้านได้อย่างไร ก็มีมีดพร้าเก่าๆ ลอยตามน้ำมาติดอยู่ใกล้ๆ กับท่าน หลวงปู่จึงหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นมีดพร้าของท่านเอง จึงนำไปล้างน้ำจนมีดพร้านั้นเปลี่ยนเป็นเรือทองคำ หลวงปู่จึงขึ้นไปนั่งบนเรือทองคำนั้น แล้วเรือก็พาแล่นไปจนสามารถข้ามน้ำผ่านไปจนเจอถนนหนทาง เรือทองคำแล่นไปบนถนนราวกับเป็นรถยนต์

เมื่อพิจารณาความฝันนั้นก็เห็นว่า “ลูกคนนี้คงเป็นผู้พาให้เราพ้นจากกองทุกข์เป็นแน่” ซึ่งลูกคนที่ ๒ นี้ คือ พระอาจารย์ทองมาย อริโย นั่นเอง

ต่อมาหลวงปู่เห็นว่าลูกๆ เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว แต่ละคนก็ได้รับการศึกษาที่ดีคงไม่มีใครคิดที่จะทำนา จึงคิดหาทำเลที่เหมาะสมสำหรับประกอบอาชีพ หลวงปู่เห็นว่า อำเภอบานดุง จังหวัดอุดรธานี เหมาะสม หลวงปู่จึงได้มาซื้อบ้านแล้วย้ายถิ่นฐานครอบครัวมาอยู่ที่นี่ พร้อมกับได้สร้างห้องแถวสำหรับให้เช่าขึ้น ๖ ห้อง ซึ่งหลวงปู่ลงมือสร้างด้วยตนเอง

ในขณะที่วัยของหลวงปู่เริ่มมากขึ้น ร่างกายก็อ่อนแอลงไปด้วย แต่ยังต้องทำนาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวอยู่ ในวันหนึ่งขณะที่หลวงปู่กำลังจูงควายไปทำนา ๒ ตัว ควายตัวหนึ่งหยุดยืนเพื่อถ่ายมูล ส่วนควายอีกตัวหนึ่งกลับดึงตัวหลวงปู่เซจนล้มลง เพื่อนบ้านมองเห็นเข้าจึงพูดกับหลวงปู่ว่า

“เฒ่าแล้วจะทำไปทำไมนักหนา ไปทำบุญเข้าวัดเข้าวาได้แล้ว”

เมื่อหลวงปู่ได้ยินเช่นนั้น ก็เกิดความสลดสังเวชตัวเองเป็นอย่างมากถึงกับน้ำตาไหลออกมา หลังจากนั้นมาทุกวันพระหลวงปู่จะไปทำบุญรักษาศีลที่วัดตลอด และได้ศึกษาการปฏิบัติภาวนา เช่น เดินจงกรม นั่งสมาธิ จนเกิดอัศจรรย์เป็นครั้งแรก ขณะภาวนาในเวลากลางคืน จู่ๆ ก็เห็นแสงขึ้นเหมือนฟ้าแลบ เป็นช่วงๆ แล้วเริ่มถี่ขึ้นๆ จนสว่างจ้าไปหมด หลังจากนั้นมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก จึงไม่ได้สนใจเพราะไม่รู้จักอะไรลึกซึ้งนัก และไม่มีผู้ให้คำสอน

ในขณะนั้นความรู้สึกของหลวงปู่มีแต่ความอยากบวช แต่ก็ติดอยู่ที่ครอบครัวจึงยังไม่มีโอกาส ครั้นต่อมานางคำมา สุวรรณไตร ภรรยาของหลวงปู่ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรควัณโรค ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เมื่ออายุได้ ๕๒ ปี ส่วนหลวงปู่อายุได้ ๕๙ ปี


  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด dhammajak





38
ธรรมะ / เป็นสุขทุกเวลา
« เมื่อ: 30 ต.ค. 2553, 09:20:40 »
                                                                   เป็นสุขทุกเวลา


สุข กับ ทุกข์ นั้นมีรสชาติต่างกันลิบลับราวกับอยู่คนละขั้วเลย
แต่ที่จริงแล้วมันอยู่ใกล้กันมาก
ไม่ต่างจากภูเขากับหุบเหว
ภูเขาอยู่ที่โน่น มองลงมาจากยอดเขาก็เห็นหุบเหวที่นั่น

ฉันใดก็ฉันนั้น
สุขย่อมมีทุกข์พ่วงติดมาด้วยเสมอราวกับฝาแฝดอินจัน
เราสุขด้วยอะไร...
...ก็มักจะทุกข์เพราะสิ่งนั้นเสมอ

ถ้าเงินทอง บ้าน ที่ดิน และรถยนต์ทำให้เราเป็นสุข
ไม่นานมันก็จะนำความทุกข์มาให้
ความทุกข์บางครั้งก็เข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันมีใครมาแย่งมาขโมยทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเลย
เราก็เป็นทุกข์เสียแล้ว
เราอาจจะทุกข์เพราะความห่วงกังวล
ทุกข์เพราะต้องคอยเฝ้าดูแล
ทุกข์เพราะมันไม่เป็นดังใจ ฯลฯ
เรื่องที่จะทำให้ทุกข์นั้นมีมากมายสารพัด


ใครๆ ก็อยากหล่ออยากสวย เป็นปลื้มทุกครั้งที่ได้ยินคนชม
แต่ลึกๆ แล้วก็เป็นทุกข์ที่รู้สึกว่ายังสวยยังหล่อไม่พอ
กังวลว่าต้องเป็นคนสวยคนหล่อตลอดเวลา
แถมยังกลัวอีกว่าไม่ช้าก็เร็วความสวยนั้นก็จะเลือนหายไป
คนหล่อคนสวยที่ไม่ทุกข์เลยนั้นหายากพอๆ กับพระอรหันต์เลย

คนเราเป็นสุขที่ได้เที่ยว
แต่ก็มีถมถืดไปที่เป็นทุกข์เพราะเที่ยวนั่นเอง
บางทียังไม่ทันได้เที่ยวเลยก็เครียดเสียแล้ว
เพราะมัวทะเลาะกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนถึงจะสนุกที่สุด
บางคนดีใจที่จะได้ไปเที่ยว
เพราะเป็นโอกาสที่จะได้พักผ่อนและใกล้ชิดกับครอบครัว
แต่ไม่ทันออกเดินทางก็หงุดหงิดกับแฟนกับลูกๆ เสียแล้ว
เพราะพวกเขาพากันโอ้เอ้ล่าช้าจนผิดเวลาไปมาก
ความที่เจ้าตัวหวังจะตักตวงความสุขจากการไปเที่ยวให้ได้มากๆ
เลยเป็นทุกข์เมื่อไม่เป็นไปตามแผน

ขณะเดียวกัน...
แทนที่ครอบครัวจะสนิทสนมกันมากขึ้น
การไปเที่ยวกลับทำให้ตึงเครียดกันทั้งบ้าน
เพราะเจ้าตัวทำหน้าบึ้งตึงกับคนอื่นๆ ไปตลอดทาง


อันที่จริง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ให้ความสุขเรานั้น
เปรียบไปก็ไม่ต่างจากเหยื่อที่มีเบ็ดแหลมซ่อนอยู่
ส่วนเราก็ไม่ต่างจากปลาที่หลงไหลเหยื่อ
เวลาเราฮุบเหยื่อนั้น คำแรกจะรู้สึกอร่อย
แต่อีกซักพักก็จะเจ็บ เพราะถูกเบ็ดแทงเอา
บางคนสะบัดหลุดมาได้เพราะเบ็ดแทงไม่ลึก
หรือไม่ก็เป็นเพราะเบ็ดทื่อ
บางคนก็ได้แผลเหวอะหวะกว่าจะรอดมาได้
แต่มีไม่น้อยที่ฮุบเข้าไปเต็มแรง เบ็ดเลยฝังลึกจนสะบัดไม่หลุด
และกลายเป็นอาหารของผู้วางเหยื่อ


คนที่หลงไหลติดยึดอย่างเต็มที่กับอะไรก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม เวลาสุขก็สุขมาก
แต่เวลาทุกข์ก็ทุกข์หนักเช่นกัน
ทั้งนี้เพราะเอาตัวไปผูกติดกับสิ่งนั้นอย่างหมดเนื้อหมดตัว
พอสิ่งนั้นเกิดอันเป็นไปขึ้นมา เช่น
บ้านถูกยึด หลุดจากตำแหน่ง
หรือหมดสวยหมดงาม ก็เท่ากับชีวิตพังพินาศไปด้วย
จึงเกิดอาการทุรนทุราย สิ้นหวัง สลัดความทุกข์ออกไปไม่ได้
บางทีถึงกับคิดสั้น ซ่าตัวตาย หรือทำยิ่งกว่านั้น ดังที่เป็นข่าวน่าตกใจว่า
พนักงานรัฐวิสาหกิจคนหนึ่งถูกยึดรถขณะที่กำลังจะพาครอบครัวไปเฉลิมฉลองปีใหม่

ด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรงจึงบันดาลโทสะฆ่าคนที่มายึดรถ....
แล้วก็ฆ่าตัวตายตกตามกัน


เมื่อใดก็ตามที่เราติดยึดหลงไหลกับอะไรบางอย่าง
เราก็ไม่แตกต่างจากปลาที่ฮุบเหยื่อเข้าไปเต็มที่
แม้จะได้ความอร่อยเต็มปากเต็มคำ
...แต่ก็โดนเบ็ดแทงเข้าเต็มๆ
หากโชคดีหลุดออกมาได้ก็เหวอะหวะน่าดู
เหยื่อนั้นใช่ว่าแตะต้องไม่ได้
วิธีกินเหยื่อโดยไม่ติดเบ็ดนั้นมีอยู่
แต่ต้องค่อยๆ กินด้วยความระมัดระวัง
ไม่ลืมตัวสวาปามด้วยความตะกละหรือด้วยความประมาท
ระลึกเสมอว่าอาจมีเบ็ดซ่อนอยู่


ฉันใดก็ฉันนั้น เวลาเราจะแสวงหาความสุขจากสิ่งใด
ก็อย่าโถมเข้าหาจนหมดเนื้อหมดตัว หรือเสพสุขจนลืมตัว
หากควรเผื่อใจไว้บ้างว่าอะไรๆ ก็ไม่จีรัง
ไม่มีอะไรที่ทำให้เราสุขไปได้ตลอด
หรือให้ความสุขแก่เราอย่างเดียวโดยไม่มีความทุกข์แฝงอยู่
ที่สำคัญคือ....
อย่าไปคิดเป็นเจ้าของเอากับสิ่งทั้งหลายที่นำความสุขมาให้เรา
มันไม่ใช่ของเรา...
หากเป็นของที่หยิบยืมมาจากธรรมชาติ
เราเองเป็นผู้อาศัยที่หยิบยืมของนั้นมาใช้เพียงชั่วคราว...
เมื่อใดก็ตามที่เราคิดว่ามันเป็นของเรา
เราก็ไม่ต่างจากขโมย
จึงยากที่จะมีความสุขได้
เพราะต้องถูกตำรวจไล่ล่าเอาตัวมาลงโทษ
ถ้าไม่เป็นเจ้าของอะไรเลย
...ก็ไม่มีอะไรต้องสูญเสีย
ดังนั้นจึงมีความสุขทุกเวลา

จาก ธารน้ำใสกลางใจ โดย รินใจ
เป็นสุขทุกเวลา | พระไพศาล วิสาโล/รินใจ - Tamdee.net ค่ายพุทธบุตธทำดี - Powered by PHPWind

ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด  พลังจิต

39
ธรรมะ / วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง
« เมื่อ: 30 ต.ค. 2553, 07:19:08 »
                                                            วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง


                     วิธีฝึกใจให้เข้มแข็ง


ผู้ถาม  หลวงพ่อเจ้าขา ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมอะไร เกิดมาในชาตินี้รู้สึกว่า ไม่มีความเข้มแข็งในดวงจิตเลย ใช้คาถาก็ไม่แข็ง มาทำบุญกับหลวงพ่อก็ไม่เข้ม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อยากจะขอคำแนะนำจากหลวงพ่อว่า วิธีฝึกให้จิตใจเข้มแข็งเพื่อพระนิพพานชานินี้ ลูกควรจะฝึกด้วยวิธีไหน

หลวงพ่อ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใช้เบ้าหลอมเหล็ก คนเหลวแล้วก็กินต่อไปใจจะแข็ง ร่างกายก็แข็ง กินเหล็กได้ เข้มแข็งไงล่ะ เนื้อเหล็กกินไม่ไหวนะ กินขี้เหล็กก่อน...(หัวเราะ)


เอาอย่างนี้ซิค่อย ๆ นะ ค่อย ๆ คิด ใช้เวลาน้อย ๆ เราทำอารมณ์ทำสมาธิใช่ไหม ใช้เวลานิดหน่อย ๑-๑๐ เราก็เลิก แค่นี้พอใช้ได้ ไม่ช้าก็ชิน


                           นิสัยไม่ดี

ผู้ถาม กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง คือว่าลูกมีนิสัยไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือว่าต้นดีกลางกับปลายคด

หลวงพ่อ ดีมาก

ผู้ถาม ดีอีกแล้ว ปัญหาทุกอย่างมาหาหลวงพ่อนี่

หลวงพ่อ ดีหมด...อย่างเทวทัตไง ต้นดีปลายคด

ผู้ถาม นี่เขาเรียก “ดีหมด” นะครับ หรือว่า “หมดดี”


หลวงพ่อ หมดดี


ผู้ถาม เขาว่ามาอย่างนี้ คือเวลาฟังหลวงพ่อเทศน์ใหม่ ๆ มันปีติ เอาจริงเอาจัง ปฏิบัติคร่ำเคร่งนั่งหูดับตับไหม้เลย

แต่พอหลวงพ่อกลับไปแล้วซิคะ จิตมันเลวระยำคิดจะทำโน่น คำความชั่วต่าง ๆ นานา อารมณ์อย่างนี้ ลูกแก้ไม่ตกเลยเจ้าค่ะ ขอบารมีหลวงพ่อโปรดช่วยความสว่างกระจ่างใจสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ

หลวงพ่อ ก็ดีแล้วนี่

ผู้ถาม ดีอีกแล้ว ผิด...เลว...ก็ดี


หลวงพ่อ อ้าว...ทำไม่เล่า ก็เวลาฟังเทศน์จิตเขาดี ทำไมจำว่า เขาไม่ดีล่ะ

ผู้ถาม นี่เขากล่าวหมายถึง ตอนที่หลวงพ่อกลับไปแล้วจิตไม่ดีครับ

หลวงพ่อ ก็ช่างมัน...เราก็มาดีใหม่ แต่เวลาจะตายความดีอาจเข้าถึงตัวได้นะ ถ้ามันจะตายธรรมดาของคนมันเป็นอย่างนั้นแหละ

 จะให้ดีทุกวันเป็นไปไม่ได้หรอก ต้องดีบ้างชั่วบ้าง ทำความดีคราวละน้อย ๆ ทำบ่อย ๆ ก็เต็ม เหมือนน้ำฝนตกทีละหยาด ๆ สามารถทำให้ภาชนะเต็มได้ใช่ไหม


อย่างนี้ที่หลวงพ่อมามีปีติ ไอ้ปีติเป็นตัวสำคัญมาก เป็นมหากุศล และจงอย่าลืมว่าเวลาจะตายนะมันจะช่วย ปีตินี่จะช่วย เมื่อปีติช่วยเข้าสนองใจปั๊บเห็นภาพพระทันที นี่ตายแบบนี้ลงนรกไม่ได้


เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แก้ตัวใหม่ ก่อนจะหลับภาวนา “พุทโธ” ๓ ครั้ง ตื่นขั้นก่อนจะลุกขึ้นภาวนา “พุทโธ” ๓ ครั้ง

แค่นี้พอแล้วเอาแค่ฉันเมื่อเป็นเด็ก ฉันเมื่อเป็นเด็กแม่บังคับแค่นี้ ก่อนจะหลับ


หัวถึงหมอนปั๊บภาวนาพุทโธ ต้องว่าดัง ๆ นะ ให้ท่านได้ยิน พอตื่นขึ้นปั๊บ “พุทโธ...พุทโธ...พุทโธ” แล้วก็ไป เราก็ว่าตามประสาเด็ก


ที่ว่าเมื่อกี้หลวงพ่อกลับไปแล้วชั่ว ความจริงเขายังไม่ชั่วหรอกบางวันเขาก็ภาวนา บางวันเขาก็ไหว้พระ ยังไม่ชั่ว ยังนึกถึงหลวงพ่อยู่ ถ้าทางที่ดีนะ ควรจะรับหนี้จากหลวงพ่อไปเสียบ้าง จะได้นึกถึงหลวงพ่อทุกวัน ๆ ใช่ไหม (หัวเราะ)

ผู้ถาม เรียกว่าถ้ารับหนี้จากหลวงพ่อไปได้ไอ้เรื่องอะไร ๆ


หลวงพ่อ ก็นึกถึงหลวงพ่อทุกวันไง...เป็นสังฆานุสสติ ตายแล้วไปสวรรค์ทันที

ผู้ถาม อ๋อ การนึกถึงว่าจะช่วยใช้หนี้หลวงพ่อ เป็นสังฆานุสสติ

หลวงพ่อ ใช่ เป็นการช่วยสงฆ์ นึกถึงพระสงฆ์ไงเล่า สังฆานุสสติ แปลว่า นึกถึงพระสงฆ์


ผู้ถาม นี่ถ้าเกิดนึกอะไรไม่ได้ จับนึกถึงกล้องยานัตถุ์หลวงพ่อ เป่าปู้ด ๆ ๆ เห็นกล้องยานัตถุ์ นึกถึงกล้องยานัตถุ์อย่านี้ ตายแล้วไปไหนครับ

หลวงพ่อ ตายแล้วไปเกิดเป็นกล้อง (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นสังฆานุสสติเหมือนกัน เพราะกล้องยานัตถุ์ของหลวงพ่อ อย่าลืมว่าลงคำหลวงพ่อ หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์ใช่ไหม

ผู้ถาม เรียกว่าอะไรแล้วแต่ เกี่ยวกับหลวงพ่อนี่เป็น


หลวงพ่อ เกี่ยวกับหลวงพ่อ หรือพระองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม...เหมือนกัน เป็นสังฆานุสสติเหมือนกัน ถ้าเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งเป็นพุทธานุสสติ เกี่ยวกับการสวดมนต์หรือฟังเทศน์เป็นธัมมานุสสติ

ผู้ถาม นั่งสมาธินิดหน่อย ๆ ก็เป็นธัมมานุสสติ


หลวงพ่อ อย่าลืม นิดหน่อยนี่ มีความสำคัญมาก มันสะสมตัวเอง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า แม้ทำบุญคราวละเล็กคราวละน้อย แต่ทำบ่อย ๆ มันก็สามารถทำบารมีให้เต็มได้

เหมือนน้ำฝนที่ตกทีละหยาด ๆ สามารถทำภาชนะให้เต็มได้ เห็นไหมด...ได้นี่เวลาหลวงพ่อมาปีติดีมาก ก็ไหลไปบ้างไหลมาบ้าง


ไม่ได้เสียทุกวัน ฉันรู้นะที่พูดมาน่ะโกหก เขาไม่เสียทั้งวันหรอก เขาเสียบ้างไม่เสียบ้างเท่านั้นเอง เฉพาะเวลาบางเวลา


ผู้ถาม โอ๊ะ! หลวงพ่อรู้เสียด้วย เป็นอันว่าก็เป็นคนดีคนหนึ่ง

หลวงพ่อ ฉันขอแช่งคนนี้ไว้ ตายแล้วห้ามเกิดเป็นมนุษย์ ไปสวรรค์ เป็นเทวดา เป็นนางฟ้าไป

                                        ท้อแท้ทำความดี

ผู้ถาม หลวงพ่อเจ้าขา ลูกอยากจะทำความเพียรเพื่อทำความดี แต่บางครั้งก็มีอารมณ์ท้อแท้จะทำอย่างไรดีคะ

หลวงพ่อ ถ้าท้อแท้ต่อความเพียรก็แสดงว่าขี้เกียจ คนที่มีความเพียรคือคนขยัน


ความเพียร เพียรต่อสู้กับความชั่ว เพื่อหวังให้มีผลในความดี เป็นเรื่องธรรมดาของคน ไอ้การต่อสู้ความขยันหมั่นเพียร มันจะมีทุกเวลาไม่ได้นะ


ในบางครั้งกรรมที่เป็นอกุศลเดิม มันเข้ามาครอบงำจิต เวลานั้นจะตัดความดีของเราให้รู้สึกท้อแท้ไม่กล้าต่อสู้...เบื่อ


พอกุศลเข้ามาสนองปั๊บ กุศลเตะไอ้นั่นออกไปนี่ขยันแล้วสร้างความดี ต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกันทุกคน หนักเข้าๆ กุศลมีกำลังแรงก็เตะได้นั่นกระเด็นออกไป

             พอถึงพระโสดาบันปั๊บ อกุศลยังเข้ามาได้ แต่เข้าก็เข้าแรงไม่ได้ ถ้าถึงพระโสดาบันอกุศลเข้าแรงไม่ได้ มันจะสร้างความขุ่นมัวบ้าง


แต่จะถึงทำบาปไม่ได้ คำว่า “ขุ่นมัว” อาจจะต้องโกรธ ใช่ไหม...พระโสดาบันยังมีโกรธ พระโสดาบันยังมีความรักในระหว่างเพศ พระโสดาบันยังมีความอยากร่ำรวย


แต่เรื่องละเมิดศีลไม่มี แต่มีอารมณ์ที่แจ่มใสจริง ๆ คือพระอรหันต์ ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์เพียงใด ก็ยังเตะกันใหม่ แต่ว่า เตะเบา ๆ

                                     พระอรหันต์ไม่โกรธ
 

ผู้ถาม หลวงพ่อได้พูดไว้ว่า พระอรหันต์มีอารมณ์โกรธ แต่ดับอารมณ์ได้ฉับพลัน


หลวงพ่อ ฉันสงสัย...ฉันเขียนผิดหรือคนอ่านจำผิด อารมณ์โกรธ ไม่มีตั้งแต่อนาคามี แต่ท่าทางแสดงความโกรธน่ะมีอยู่


ไม่ใช่อารมณ์โกรธ ที่แสดงแบบนั้นกลัวคนนั้นจะเสีย ก็แสดงท่าว่าโกรธ อย่างที่พระพุทธเจ้าลงโทษพระสงฆ์ มีคำสั่งลงโทษนั่นไม่ใช่โกรธนะ...หวังดี


นี่จำผิดแล้ว ถ้าอารมณ์โกรธมีและดับได้เร็วเป็นพระสกิทาคามี อนาคามีนี่เขาไม่มีแล้ว แต่ถ้าความโกรธเกิดขึ้นจะดับไม่ยาก ซื้อรถดับเพลิงไว้ พอเริ่มโกรธปั๊บ...สตาร์ทพรืด นำพ่นพรวด หกคะเมนเกนเก้ หายไปเอง


นั่นไม่ใช่อรหันต์นะ ฉันคงไม่เขียนผิดละมั้ง ต้องกลับไปอ่านใหม่ แต่ว่าแสดงความโกรธนั้นมีอยู่ เพราะว่าจ่ะลงโทษ คือไม่ลงโทษก็ยับยั้ง ไม่ยังงั้นคนนั้นจะเสีย

อย่างพระพุทธเจ้าลงโทษพระต่าง ๆ อย่าง พระฉันนะ ก็เหมือนกัน หนักมาก ที่สั่งให้พระสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ


อันนี้เรื่องใหญ่มาเชียว ไม่ใช่พระพุทธเจ้าโกรธ แต่ต้องการให้พระฉันนะดี แต่ในเมื่อพระสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ท่านก็เสียใจ


คิดว่าตอนพระพุทธเจ้าอยู่ใคร ๆ ก็คุยด้วย พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว จะไปหาใครก็ไม่มีใครคุยด้วย พระอรหันต์ก็เยอะ เพราะพระพุทธเจ้าสั่ง เพราะการรู้ตัวตอนนี้ เป็นเหตุให้พระฉันนะเป็นพระอรหันต์

เขาทำเพื่อประโยชน์ ไอ้คนถูกลงโทษใหม่ ๆ อาจจะนึกว่าเราไม่น่าถูกลงโทษเลย ไอ้คนที่ทำความผิด ไม่รู้ตัวว่าผิดเป็นเรื่องธรรมดา


                        หลวงพ่อตอบปัญหา... หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

       ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต
                             


40
                                            ความสุขในปัจจุบัน และในอนาคต


ถาม : ตอนนี้มีเคราะห์กรรมเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องทำบุญอะไร ที่ว่ามีอานิสงส์สูงมากเพื่อที่จะให้เจ้ากรรมนายเวร

ตอบ : คืออันนี้จริง ๆ มันไม่ใช่ว่าทำบุญที่มีอานิสงส์สูง แต่ว่าทำให้ถูกคือว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยส่วนใหญ่ เป็นเศษกรรมปาณาติบาต

คือการเคยฆ่าคนฆ่าสัตว์มาก่อนในอดีต อันนี้ต้องใช้ชีวิตให้เขาอย่างเช่นว่า ปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยไก่ที่เขาจะฆ่า ต้องเป็นที่ ๆ เขาจะฆ่ากินด้วยนะ หรือไม่ก็จะทำร้ายที่ให้มันถึงแก่ชีวิตพวกนั้น

เราช่วยให้เขารอดชีวิตไปได้ กุศลตัวนี้จะไปบรรเทาเบาบางกรรมตัวนั้นได้เยอะ

อาตมาเองสมัยเป็นฆราวาสมันป่วยเรียกว่าหัวอาทิตย์ท้ายอาทิตย์เลย แล้ววันหนึ่งหลวงพ่อก็แนะนำให้ว่า แกเองเป็นทหารมาทุกชาติฆ่าเขาไว้เยอะ เศษกรรมตัวนี้จะทำให้ป่วยบ่อย

แกควรจะไปปล่อยปลาซะเดือนละตัว สองตัวก็ได้ เป็นปลาที่เขาจะขายเพื่อให้เขาฆ่า ให้ฆ่าส่วนใหญ่จะไปทำอาหาร

ก็กราบเรียนหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับการปล่อยปลามันเป็นการต่ออายุไม่ใช่เหรอครับ ผมเองไม่อยากจะอยู่ ๆ แล้ว ๆ จะไปปล่อยทำไม

ท่านบอกว่าแกอย่าพึ่งเข้าใจผิดอย่างนั้น การปล่อยปลาจะเป็นการต่ออายุก็ต่อเมื่ออุปฆาตกรรมคือกรรมที่เราเคยฆ่าคนฆ่าสัตว์ใหญ่ในอดีตมันตามทันมาช่วงนั้นจะมาตัดรอนชีวิตของเราลง

ถ้าอย่างนั้นการปล่อยชีวิตเขาก็จะเป็นการต่ออายุของเรา แต่ถ้าหากว่าในช่วงนั้นไม่มีอุปฆาตกรรมเราเองได้ปล่อยชีวิตเขาให้รอดไปให้ได้รับความสุขให้ได้รับความสะดวกสบายต่อไปทำอะไรก็สบายก็ง่ายไปหมด

เลยปล่อยมาเรื่อย ๆ จะ ๒๐ ปีเต็มอยู่แล้ว ปล่อยทุกเดือน ๆ ละเยอะ ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ค้าก็ยืดคอรอแล้ว (หัวเราะ) เดือนหนึ่งหลายพัน บางทีถึง เจ็ดแปดพัน ถ้าปล่อยวัวด้วยก็ตัวละหมื่นกว่า ปล่อยวัวนี่ชอบใจของมูลนิธิ....(ไม่ชัด)

ก็มีสัญญากันว่าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีแล้วก็ห้ามขายห้ามฆ่า ยกเว้นว่าแก่ตายเอง

ถาม : อย่างสมมติว่าการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ถ้าสมมติเรารู้ว่าจะมีการเกิดอุบัติเหตุอะไร เราควรจะแก้ไขด้วยวิธีนี้

ตอบ : ใช้วิธีนี้ คือการตัดเคราะห์กรรมมันมีตั้งแต่ถวายสังฆทานตั้งใจอธิษฐานโดยเฉพาะเลย

ปล่อยชีวิตสัตว์ที่จะถูกฆ่า ทำบังสุกุลตายบังสุกุลเป็น หรือไม่ก็อันดับสุดท้ายเลยจัดงานศพตัวเอง

หลวงพ่อพระครูโวทานธรรมาจารย์ เป็นอาจารย์สอนเทศน์ให้หลวงพ่อฤๅษีลิงดำของเราท่านจัดงานเผาศพตัวเอง ลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นนักเทศน์มากันที ๔-๕ ร้อยองค์

เพราะฉะนั้นปกติท่านจัดเทศน์กัน ๒ ธรรมาสน์ ๓ ธรรมาสน์ แต่งานศพหลวงพระครูโวนี่จัดกันที ๕๐๐ ธรรมาสน์ ลูกศิษย์ถวายเงินองค์ละร้อยพร้อมกับผ้าไตรชุดหนึ่ง

โยมลองคิดดู...เงินคนละร้อยพร้อมกับผ้าไตรชุดหนึ่งสมัยก๋วยเตี๋ยว ๒ ชาม ๕ สตางค์ เงินร้อยหนึ่งมันเท่าไหร่ของสมัยนี้โยมต้องคิดให้ดี คงเป็นแสนของสมัยนี้

เพราะว่าลูกศิษย์นักเทศน์ของท่านทั่วประเทศไทยจริง ๆ แล้วท่านเองท่านก็เป็นพระที่ปฏิภาณเฉียบแหลมชนิดที่ใครก็ต้อนไม่อยู่ คนก็ไปถามท่านว่าทำไมถึงจัดงานศพตัวเอง

บอกว่าถ้ากูตายแล้วกูก็ไม่ได้เห็น เพราะฉะนั้นกูต้องจัดตอนเป็นถึงจะได้เห็นว่ามันทำอะไรให้บ้าง

แต่ความจริงไม่ใช่ อันนั้นท่านก็พูดไปเรื่อย แต่จริง ๆ แล้วก็คือเป็นการต่ออายุ โยมจะเห็นว่ามีคนจีนหลายคนที่ซื้อโลงเตรียมไว้เลย เตรียมไว้ในบ้านเลยถึงเวลาตายได้ใช้โลงใบนั้น

พวกเตรียมตัวตายซื้อโลงเตรียมไว้พร้อมนี่ อาตมาเห็นมาเยอะบางทีประแหงบ ๆ พอซื้อโลงเข้าบ้านมาหายป่วยแข็งแรงดีไปเลย มันเหมือนอย่างกับตัดเคราะห์ไปอย่างหนึ่ง

ถาม : เป็นการแก้เคล็ด

ตอบ : จ้ะ...ลักษณะนั้น อันนั้นวิธีการตัดเคราะห์กรรมอะไรใหญ่ที่จะมาถึงก็มีตั้งแต่ถวายสังฆทาน ปล่อยชีวิตสัตว์ที่ถูกฆ่า ทำบังสุกุกลตายบังสุกุลเป็น จัดงานศพตัวเองแล้วแต่หนักเบา ปล่อยชีวิตสัตว์ที่ถูกฆ่าถ้าเราคิดว่าเคราะห์กรรมมันใหญ่ก็ปล่อยสัตว์ใหญ่หน่อย

ถาม : ..........................

ตอบ : เรื่องของทาน ศีล ภาวนา ทุกสิ่งที่เราทำคนได้ก็คือเราเอง ถามว่าดีอย่างไรก็ต้องดูว่าตัวผลคืออานิสงส์ที่จะได้เป็นอย่างไร

เอาเรื่องของศีลเป็นตัวอย่าง ทุกคนไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาฆ่าเราทำร้ายเรา เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรที่จะฆ่าใครไม่ควรที่จะทำร้ายใคร

เราไม่อยากให้ใครมาลักขโมยของเรา เราก็ไม่ควรจะลักขโมยของ ๆ ใคร คนที่เรารักเราไม่อยากให้คนอื่นมาแย่งไป เราก็อย่าแย่งคนอื่นเขา

เราไม่อยากให้ใครมาโกหกเรา เราก็ไม่ควรที่จะโกหกใคร เป็นคนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์รู้ผิดรู้ถูกรู้อะไรควรรู้อะไรไม่ควรเป็นสิ่งที่ดี ยังไงก็อย่าไปเอายาเสพติดมาย้อมใจตัวเองให้มันมึนเมาจนขาดสติสัมปชัญญะไป

ทุกสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมา ท่านสอนเพื่อให้ตัวเราได้เองทั้งนั้น สิ่งที่เราทำคือเราได้ก่อนแล้ว หลังจากนั้นพอเราทำแล้วตัวเราดี สิ่งที่เราทำดีพอตัวเราดีเสร็จมันก็จะส่งผลไปถึงคนรอบข้างด้วย คนรอบข้างก็เออ...เห็นตัวอย่างที่ดีก็เลียนแบบทำตาม

มันก็เป็นสังคมที่อยู่เย็นในวงเล็ก ๆ อาจจะเป็นว่าเฉพาะครอบครัวของเราก่อน แต่อย่าลืมว่าทุกครอบครัวตั้งใจทำดีอย่างนี้ หมู่บ้านนั้นทั้งหมู่บ้านก็ดี ทุก ๆ หมู่บ้านถ้าตั้งใจทำตำบลนั้นก็จะดี ถ้าทุกตำบลตั้งใจทำอำเภอนั้นก็ดี ทุกอำเภอตั้งใจทำจังหวัดนั้นก็ดี ถ้าทุกจังหวัดพร้อมใจกันทำประเทศของเราต้องดี

ทุกสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนท่านสอนเพื่อประโยชน์สุขของเราทั้งนั้น

สุขในปัจจุบัน คือไม่ต้องไประแวดระวังไม่ต้องไปกลัวภัยอะไร เพราะทุกคนไม่เบียดเบียนกัน

สุขในอนาคต ผลที่เราทำ ถ้าหากว่าเกิดจากการให้ทานต่อไปในภายภาคหน้าก็จะเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวย ผลของการที่เรารักษาศีลก็จะเป็นผู้ที่มีรูปสวย มีจิตใจที่ดีงาม ผลของการเจริญภาวนาเกิดมาก็จะมีปัญญามาก ถ้าหากว่าเป็นทางโลกมีอุปสรรคอะไรก็แก้ไขได้ ถ้าเป็นทางธรรมต้องการจะต้ดกิเลสก็มีปัญญาสามารถตัดกิเลสได้เหล่านี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสอนท่านสอนให้อยู่สุขทั้งปัจจุบันและสุขทั้งอนาคตค่อย ๆ ดูไปค่อย ๆ ทำไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้พิสูจน์ได้ในระยะยาว ๆ อย่าเพิ่งเชื่ออะไรง่าย ๆ

ตามพิสูจน์ตามค่อย ๆ ดูไป เขาบอกว่าพระองค์นี้ดีหลวงปู่องค์นี้ดีหลวงพ่อองค์นี้ดีค่อย ๆ ดูไป ถ้าหากว่าไม่ดีจริงถึงเวลาก็จะมีสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรไม่เหมาะไม่สมหลุดออกมาให้เราเห็นจนได้

แต่ถ้าหากว่าเป็นสิ่งที่ดีจริง กายวาจาใจของท่านเป็นผู้ที่บริสุทธิ์จริงต่อให้ระยะเวลายาวนานแค่ไหน ไม่ว่าระยะใกล้ไกล ใกล้ชิดหรือห่างไกลขนาดไหนก็ตามเราไม่สามารถที่จะหาจุดบกพร่องของท่านได้

สิ่งที่จะต้องมาตำหนิกันมันไม่มี ค่อย ๆ ดูไปนาน ๆ โบราณเขาว่าหนทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์คนใช่มั้ย มันเกิดจากอะไรล่ะต้องใช้คำว่าประสบการณ์ ประสบการณ์ที่ตกผลึกลงมาจนกระทั่งกลายเป็นข้อคิด กลายเป็นคำคม กลายเป็นคำพังเพยขึ้นมา

ฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดส่วนใหญ่มันก็แฝงไปด้วยความจริงเกือบ ๆ จะ ๑๐๐ เปอร์เซนต์เต็ม ท่านบอกหนทางพิสูจน์ม้าใช่มั้ย ม้าไม่ดีจริงมันเดินทางไกลไม่ไหวหรอก หรือไม่ก็เจอหนทางที่ทุรกันดารหน่อยหนึ่งก็ไปไม่รอดแล้ว มันต้องม้าดีถึงไปได้

ขณะเดียวกันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คน จะดีจะชั่วยังไงไดูไปนาน ๆ คบกันไปนาน ๆ เดี๋ยวก็เห็นเอง


สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ


เดือนธันวาคม ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

         ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด  พลังจิต

41


ยันต์สร้อยสังวาลย์  ได้รับความเมตตาจากหลวงพี่แป๊วครับ
 กราบขอบพระคุณหลวงพี่แป๊วที่เมตตาครับ

ขออภัยที่รูปไม่ชัดถ่ายจากมือถือครับ

42
ธรรมะ / อานิสงส์ของศีล ๕
« เมื่อ: 28 ต.ค. 2553, 08:24:50 »
                                                              อานิสงส์ของศีล ๕

ผู้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม อย่างน้อยอยู่ในศีล ๕ ย่อมได้รับผล เรียกว่า ได้อานิสงส์ ดังต่อไปนี้

อานิสงส์ของศีลสิกขาบทที่ ๑

ผู้รักษาศีลข้อ ๑ คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย จากโลกนี้แล้วไปสู่สุคติ ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ ๒๓ ประการ คือ มีร่างกายสมประกอบไม่พิการ, มีรูปร่างสูงต่ำพอสมส่วน, มีเชาว์ว่องไว, มีเท้าถูกส่วนเหมาะเจาะ, มีท่าทางสง่าราศี, มีองคาพยพสะอาดปราศจากตำหนิแผลไฝ, มีลักษณะอ่อนละมุนละม่อน, มีความสุขสมบูรณ์, มีลักษณะกล้าหาญ, มีกำลังมาก, มีถ้อยคำสละสลวยเพราะพริ้ง, มีบริษัทที่ใครๆ จะทำลายไม่ได้, มีลักษณะไม่สะดุ้งตื่นเต้นตกใจ, ไม่มีศัตรูคิดทำร้ายได้, ไม่ตายด้วยความเพียรของคนอื่น, มีบริวารอยู่ทุกแห่งหน, มีรูปสวยงาม, มีทรวดทรงงาม, มีความเจ็บไข้น้อย, ไม่มีเรื่องเศร้าใจ, เป็นที่รักของชาวโลก, ไม่พลัดพรากจากผู้คนและสิ่งที่รักที่ชอบใจ, มีอายุยืน

อานิสงส์ของศีลสิกขาบทที่ ๒

ผู้รักษาศีลข้อ ๒ คือ เว้นจากลักฉ้อ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย จากโลกนี้แล้วไปสู่สุคติ ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ ๑๑ ประการ คือ มีทรัพย์สมบัติมาก, มีข้าวของและอาหารเพียงพอ, หาโภคทรัพย์ได้ไม่ขาดสาย, โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ ก็จะได้, โภคทรัพย์ที่ได้ไว้แล้ว ก็ยั่งยืน, หาสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็ว, โภคสมบัติไม่กระจัดกระจายด้วยราชภัย โจรภัย อุทกภัย อัคคีภัย หรือถูกฉ้อโกง, หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่ง, จะได้โลกุตตรทรัพย์, ไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยิน คำว่าไม่มี, อยู่ที่ไหนเป็นสุขสำราญ

อานิสงส์ของศีลสิกขาบทที่ ๓

ผู้รักษาศีลข้อ ๓ คือ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย จากโลกนี้แล้วไปสู่สุคติ ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ ๒๐ ประการ คือ ไม่มีศัตรู, เป็นที่รักของปวงชน, หาข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ที่อยู่ได้ง่าย, หลับนอนเป็นสุข, ตื่นขึ้นเป็นสุข, ปลอดภัยในอบาย, เกิดเป็นหญิงชายสมบูรณ์, ไม่มักโกรธ, ทำอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อย, ทำอะไรโดยเปิดเผย คือ มีคนไว้วางใจไม่ระแวงสงสัย, มีท่าทางสง่าคอไม่ตก, มีหน้าไม่ก้ม คือ หน้ารับแขก, เป็นที่รักของเพื่อนฝูง, มีตา หู จมูก ลิ้น กาย บริบูรณ์, มีลักษณะสมเป็นชายเป็นหญิง, ไม่มีใครรังเกียจ, หากินได้ง่ายไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย, อยู่เป็นสุขทุกแห่งหน, ไม่มีภัยแต่ใครๆ, ไม่ค่อยพลัดพรากจากคู่รัก

อานิสงส์ของศีลสิกขาบทที่ ๔


ผู้รักษาศีลข้อ ๔ คือ เว้นจากพูดเท็จล่อลวง ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย จากโลกนี้แล้วไปสู่สุคติ ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ ๑๔ ประการ คือ มีตา หู จมูก กลิ่นกายผ่องใส, มีวาจาสละสลวยไพเราะ, มีฟันเสมอแนบสนิทสะอาด, ไม่อ้วนนัก, ไม่ผอมนัก, ไม่ต่ำนัก, ไม่สูงนัก, ได้สัมผัสสบาย, ปากหอมเหมือนดอกบัว, มีบริวารเชื่อฟัง, มีถ้อยคำที่คนอื่นเอื้อเฟื้อเชื่อถือ, มีลิ้นบางอ่อนแดงเหมือนกลีบดอกบัว, มีใจหนักแน่นมั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน, ไม่ติดอ่าง, ไม่เป็นใบ้

อานิสงส์ของศีลสิกขาบทที่ ๕


ผู้รักษาศีลข้อ ๕ คือ เว้นจากดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัย ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย จากโลกนี้แล้วไปสู่สุคติ ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้อานิสงส์ ๓๕ ประการ คือ รู้ทันในกรณียกิจได้เร็วทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน, มีสติมั่นคงทุกเมื่อ, ไม่เป็นบ้า, มีความรู้สึกง่าย, ไม่หวั่นไหวตามใครในทางผิด, ไม่งุนงงเซอะซะเซ่อซ่า, ไม่เป็นใบ้ ไม่มัวเมา, ไม่พลั้งเผลอ, ไม่หลงใหล, ไม่สะดุ้งหวาดกลัว, ไม่มีเรื่องรำคาญใจ, ไม่มีใครริษยา, มีความขวนขวายพอสมตัว, มีแต่ความสุข, มีคนนับถือยำเกรง, ชอบพูดแต่คำสัตย์จริง, ไม่มีใครส่อเสียด, ไม่มีใครพูดหยาบด้วย, ไม่ชอบพูดเล่นโปรยประโยชน์, ไม่เกียจคร้านทุกคืนวัน, มีความกตัญญู, มีความกตเวที, ไม่ตระหนี่, รู้จักเฉลี่ยเจือจาน, มีศีลธรรม, ซื่อตรง, ไม่มักโกรธ, มีความละอายแก่ใจ, รู้จักกลัวบาป, มีความเห็นถูกทาง, มีปัญญามาก, มีความเฉลียวฉลาด, มีลักษณะเป็นบัณฑิต, ฉลาดรู้เท่าทันในความเจริญและความเสื่อม

สำหรับโทษที่เกิดจากการประพฤติผิดศีลทั้ง ๕ ข้อ กล่าวคือไม่รักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี เป็นศีลขาด ทะลุ ด่าง และพร้อย ก็ย่อมจะได้รับผลกรรมตรงกันข้ามกับอานิสงส์ดังกล่าวข้างต้น

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด  พลังจิต

43
                                                     คุณธรรมของมนุษย์ที่แท้ ๗ ประการ

ในความหมายของพระพุทธศาสนาจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยหลักธรรม ๗ ประการ ดังนี้

๑.ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่น รู้จักว่าการทำความดีเป็นเหตุแห่งความสุข ความขยันเป็นเหตุแห่งความสำเร็จ ความเกียจคร้านเป็นเหตุแห่งความล้มเหลว การทำความชั่วเป็นความทุกข์ เป็นต้นและรู้ว่าเมื่อเกิดมีผลขึ้นมาแล้วมันจะต้องมีเหตุ ไม่ใช่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีเหตุเลย เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดผลดี อะไรเป็นเหตุให้เกิดผลชั่ว แล้วพยายามหลีกเลี่ยง หรือละเหตุที่จะให้เกิดผลชั่ว แล้วหันมาทำแต่เหตุที่จะให้เกิดผลดี

๒.อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่น รู้จักว่าความสุข เป็นผลแห่งการทำความดี ทุกข์เป็นผลแห่งการทำความชั่ว สอบไล่ได้เป็นผลแห่งความขยันความตั้งใจเรียน สอบไล่ตกก็ทราบว่านั่นเป็นผลแห่งความเกียจคร้าน ความไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น แล้วพยายามแสวงหาแต่ผลดีโดยการทำเหตุที่ดี

๓.อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน คือ ต้องรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เรามีชาติ มีเพศ มีตระกูล ยศ ศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้ความสามารถ กำลัง ความถนัด และคุณธรรม แค่ไหน เพียงไร แล้วต้องประพฤติตนให้สมกับภาวะนั้นๆ และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

๔.มัตตญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีเช่นในการแสวงหาเครื่องยังชีพก็ต้องแสวงหาในทางที่ชอบธรรม ไม่โลภมากเกินไปเมื่อหามาได้แล้วก็ต้องรู้จักประมาณในการใช้จ่ายด้วย ด้องไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไปนัก และต้องไม่ฝืดเคืองจนเกินไปด้วย

๕.กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจกระทำหน้าที่การงานต่างๆ
เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะแก่เวลา เป็นต้น ถ้าผิดพลาดในเรื่องกาลเวลาดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้รับผลสำเร็จแล้ว ยังอาจจะได้รับผลเดือดร้อนในภายหลังอีกด้วย เช่น การไปสอบไม่ทันเวลา เป็นต้น

๖.ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักบริษัท ประชุมชน และสังคม ว่าสังคมใดควรที่จะเข้าไปร่วมด้วย สังคมใดควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกล รวมทั้งรู้กิริยาที่ประพฤติต่อชุมชนหรือสังคมนั้น ๆ ว่า เมื่อเข้าสังคมนี้จะต้องประพฤติตัววางตัวอย่างใด จะต้องพูดอย่างไร ต้องรู้มารยาทในสังคมนั้นๆ จะได้ไม่เคอะเขินเวลาสู่ที่ประชุมชน คือ ต้องทำตัวเข้ากับสังคมได้โดยถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

๗.ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคล ว่า บุคคลนี้เป็นคนดี ควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น เพราะในสังคมทั่วๆไปย่อมมีทั้งคนดีคนชั่วด้วยกันทั้งนั้น จึงต้องรู้จักเลือกคบคน เพราะการคบคนดีย่อมเป็นศรีแก่ตน คบคนชั่วจะพาตัวให้บรรลัย รวมทั้งรู้ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลที่จะสนทนากับบุคคลด้วยดีว่าจะใช้ถ้อยคำ จะตำหนิ ยกย่อง หรือแนะนำพร่ำสอนอย่างไรจึงจะได้ผลดี เป็นต้น

ในชีวิตประจำวันนั้น ถ้าใครมีคุณธรรมของมนุษย์ที่แท้ ๗ ประการ(สัปปุริสธรรม ๗)และสามารถประพฤติได้อย่างถูกต้องตามหลักการเหล่านี้โดยสมบูรณ์แล้ว ผู้นั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น "สัตบุรุษ" หรือ "คนดีแท้" หรือ "มนุษย์โดยสมบูรณ์" การกระทำหรือพฤติกรรมของเขาย่อมเหมาะสมถูกต้องปราศจากความผิดพลาด นำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยส่วนรวม คนดีแท้อยู่ในสังคมใดย่อมเอื้ออำนวยประโยชน์สันติสุขแก่สังคมนั้น ผู้ประสงค์จะให้การดำเนินชีวิตประจำวันไปโดยราบรื่นเรียบร้อย เป็นสุขช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติได้ จะต้องมีคุณธรรมของมนุษย์โดยสมบูรณ์ดังกล่าว.

ที่มา:หลักธรรม ๗ ประการ : ศาลาธรรม

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

44
บทความ บทกวี / ผู้ชนะ ผู้แพ้
« เมื่อ: 27 ต.ค. 2553, 09:42:24 »
                                                              ผู้ชนะ ผู้แพ้

1


ผู้ชนะ ก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ

ผู้แพ้ มีสองระดับความเร็วคือ

อารมณ์ที่รุนแรงและความหม่นหมอง

2

ผู้ชนะ หวั่นไหวต่อบรรยากาศรอบตัวได้ง่าย

ผู้แพ้ หวั่นไหวก็เฉพาะความรู้สึกของตนเอง


3


ผู้ชนะ ทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำด้วยความฉลาด

สงวนกำลังไว้ใช้ในสถานการณ์ที่มีทางเลือก

ผู้แพ้ ทำในสิ่งจำเป็นต้องทำด้วยความไม่พอใจ

จึงไม่เหลือพลังงานไว้ใช้ในสถานการณ์ที่มีทางเลือก


4


ผู้ชนะ ทำงานหนัก ได้งานและมีเวลาเหลือ

ผู้แพ้ ยุ่งอยู่ตลอดเวลากับสิ่งที่เรียกว่าจำเป็น

แต่ไม่ได้งานได้การ


5


ผู้ชนะ รู้ว่าการให้โอกาส ทำให้คนอ่อนโยนขึ้น

ผู้แพ้ มองว่ายิ่งให้โอกาส ก็ยิ่งทำให้คนแข็งกระด้าง



6


ผู้ชนะ พยายามไม่ทำร้ายผู้อื่น

และทำบ้างก็อย่างมีเป้าหมายที่สูงกว่า

ผู้แพ้ ไม่ต้องการทำร้ายใครเลย

แต่ทำร้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่รู้ตัว


7


ผู้ชนะ ทำผิดเขาพูดว่า " ฉันผิดจริงๆ "

ผู้แพ้ ทำผิดเขาพูดว่า " ไม่ใช่ความผิดของฉัน "


8


ผู้ชนะ พูดว่า " เรามาหาความจริงกันดีกว่า "

ผู้แพ้ พูดว่า " ไม่มีใครรู้ความจริง "


9


ผู้ชนะ ใช้ข้อบกพร่องของตนให้เป็นผลดี

ผู้แพ้ กลับทำลายข้อดีของตน

เพื่อรักษาข้อบกพร่องเอาไว้


10


ผู้ชนะ เผชิญปัญหา

ผู้แพ้ ได้แต่ก้มมอง



ผู้แพ้ผู้ชนะมีอยู่ในตัวเราทุกคน
ทำอย่างไรเราจะเป็นผู้ชนะ
ได้มากกว่าเป็นผู้แพ้
นี่คือคำถามที่ควรค่าแก่การหาคำตอบ?



คัดจาก ผู้แพ้ ผู้ชนะ เรียบเรียงโดย นิดดา หงษ์วิวัฒน์

เครดิต : ที่นี่ดอทคอม ผู้ชนะ ผู้แพ้ : อาหารสมอง

  ขอบคุณที่มา  เว็บบอร์ด พลังจิต

45
                                                          7 วิธี รับมือกับการทะเลาะกัน

เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยผ่านเหตุการณ์การทะเลาะกับคนรอบข้างมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรัก คุณมีวิธีการรับมือกับเหตุการณ์นั้นอย่างไรกันบ้างคะ วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ มาฝากกันค่ะ


1. รับฟังและไม่ขัดจังหวะ

เชื่อ เถอะว่าไม่มีใครชอบที่จะถูกขัดจังหวะในขณะที่เขาพูดหรอก ลองเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายนั่งฟังเขาพูดตั้งแต่ต้นจนจบๆ ดูสิ นอกจากเขาจะรู้สึกที่ดีที่คุณรับฟังแล้วยังจะช่วยลดอารมณ์ร้อนในตัวเขาให้ เย็นลงได้อีกด้วยนะ


2. ทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

นอก จากการรับฟังแล้วสิ่งที่คุณควรทำต่อมา คือ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แม้ว่ามันจะดูไม่มีเหตุผลก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเขารู้สึกว่าคุณเข้าใจเขา การทะเลาะก็ย่อมจะจบลงเร็วกว่าที่คุณคิดไว้แน่นอน


3.เก็บถ้อยคำอันร้ายกาจไว้

บ่อย ครั้งในยามโมโหเรามักจะลืมตัวหลุดถ้อยคำที่ไม่ทันคิดออกไป แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับคุณเชียว เพราะเมื่อพูดไปแล้วมันก็เป็นการยากที่จะเรียกคำนั้นกลับคืนมา ทำใจเย็นๆ และเตือนสติตัวเองทุกครั้งก่อนที่จะปล่อยถ้อยคำรุนแรงออกไป เรื่องที่ว่าแย่ จะได้ไม่ดูแย่ไปกว่านี้ไงล่ะคะ


4. ลืมอดีตซะบ้าง

อดีต ก็คืออดีต ปล่อยมันทิ้งไปซะ เพราะหากว่าคุณยังจมอยู่กับเรื่องราวความผิดพลาดในครั้งก่อนๆ แล้วหยิบมาโต้แย้งในยามที่ทะเลาะกัน นอกจากจะทำให้คุณไม่สามารถแก้ปัญหาของคุณกับเขาได้แล้วยังจะทำให้การทะเลาะ บานปลายขึ้นไปอีก ให้นึกซะว่าไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด ให้โอกาสเขาได้ปรับปรุงตัว และทำลืมๆ ที่จะพูดถึงมันย่อมจะดีกว่านะ


5. เรียนรู้ที่จะประนีประนอม

ลอง เปลี่ยนมาใช้วิธีการประนีประนอมแทนการพยายามที่จะเอาชนะกันดู แล้วคุณจะพบว่าความขัดแย้งนั้นลดน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ายังมีบางสิ่งที่ยังไง๊ยังไงคุณก็ไม่เห็นด้วย ก็ให้ลองใช้วิธีพบกันครึ่งทาง คงไม่ทำให้คุณเสียศักดิ์ศรีเท่าไรหรอก


6. รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย

การ โต้เถียงกันส่วนใหญ่มักเป็นการโต้เถียงที่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับความ คิดของตน ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะมีความคิดเห็นเหมือนกับคุณซะทุกเรื่องไป แม้ว่าคุณจะพยายามแล้วพยายามอีกที่จะอธิบายให้เขาคล้อยตามไปกับคุณ ในทางกลับกันถ้าคุณลองเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับเอาความคิดเห็นของเขามาทำความ เข้าใจ นอกจากคุณจะได้แสดงให้เขาเห็นถึงการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นของคุณแล้ว ยังจะทำให้ลดปัญหาที่จะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้อีกต่างหาก


7. นึกถึงความสัมพันธ์อันดีเข้าไว้

บาง ครั้งอารมณ์ในยามทะเลาะกันมักทำให้คุณลืมเลือนความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายทิ้งไป ชั่วขณะ โดยมุ่งแต่จะสรรหาถ้อยคำดุเด็ดเผ็ดร้อนมาโต้ตอบกันแทน ลองเปลี่ยนเป็นนำความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีระหว่างเขากับคุณมานึกถึงเป็น อันดับแรกในยามที่ทะเลาะกันดูสิคะ ถึงจะดูเหมือนคุณต้องเป็นฝ่ายยอมเขา แต่มันก็จะดูมีค่ากว่าการต้องมานั่งทำร้ายจิตใจของกันและกันนะ

ที่มา : ที่นี่ดอทคอม 7 วิธี รับมือกับการทะเลาะกัน : อาหารสมอง

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

46
ธรรมะ / บุญ ๑๐ วิธี
« เมื่อ: 26 ต.ค. 2553, 11:14:29 »
                                                                บุญ ๑๐ วิธี

ตามหลักพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน ๑๐ วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ ประการ) คือ
๑. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ (ทานมัย) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไปก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคลหรือชุมชนโดยส่วนรวม

๒. รักษาศีล ก็เป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงามและพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ

๓. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น

๔. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรมรวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกันทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ (อปจายนมัย)

๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ (ไวยาวัจจมัย)

๖. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ (ปัตติทานมัย)

๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี หรือทำบุญของผู้อื่น การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนาไม่อิจฉาหรือระแวงสงสัยในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)

๘. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมสวนมัย)

๙. แสดงธรรม ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น แสดงธรรมนำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงามก็เป็นบุญ (ธรรมเทศนามัย)

๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ถือเป็นบุญด้วยเช่นกัน (ทิฏฐุชุกรรม)

ทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทัศนะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญทุกชนิดและทุกโอกาส จะต้องประกบและประกอบเข้ากับบุญกิริยาวัตถุข้ออื่นทุกข้อ เพื่อให้งานบุญข้อนั้น ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามความหมายและความมุ่งหมาย พร้อมทั้งได้ผลถูกทาง

การทำบุญ ๑๐ ประการนี้ สามารถสรุปเป็นข้อความคล้องจองกันว่า

๑. แบ่งปันกันกิน
๒. รักษาศีล คือ กาย วาจา

๓. เจริญสมาธิภาวนา
๔. กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม

๕. ยอมตนรับใช้
๖. แบ่งให้ความดี

๗. มีใจอนุโมทนา
๘. ใฝ่หาฟังธรรม

๙. นำแสดงออกไม่ได้เว้น
๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้อง

ทว่า บุคคลจะสร้างบุญกุศลทั้งสิบข้อดังกล่าวให้เพิ่มพูนได้อย่างดีมีประสิทธิภาพเต็มที่นั้น พึงเริ่มต้นจากการชำระตนเองคือทำตนเว้นจากการทำความชั่วทั้งปวงก่อน กล่าวคือ บุคคลพึงเว้นจากการกระทำไม่ดีทั้งทางกาย วาจาและใจ ก่อน รวมทั้งเพียรพยายามเสาะแสวงหาวิธีทำตนให้เป็นคนที่มีความคิดเห็นถูกต้อง สั้นๆ คือ ทำตัวให้มีศีลและมีปัญญาก่อนเป็นลำดับแรกที่สำคัญ เมื่อมีตนเป็นผู้มีศีลแล้วและยังมีปัญญารู้เหตุรู้ผลควรไม่ควรต่างๆ ด้วย การจะเพิ่มพูนความดีในตนให้มากขึ้นด้วยบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ วีธี ก็จะเป็นไปอย่างสะดวกง่ายดายขึ้น ทำให้ยิ่งสามารถทำความดีทั้งสิบ (บุญกิริยาวัตถุ ๑๐) ได้อย่างมั่นใจ เข้าใจ ทำได้ถูกและตามที่ควรจะทำได้ยิ่งๆ ขึ้นไป ทำให้ ‘ฉลาดในบุญ' ยิ่งๆ ขึ้นไป ได้บุญมากหนักแน่นและเต็มที่ยิ่งๆ ขึ้นไป

การตั้งใจและเว้นจากการไม่ทำความชั่วทั้งปวงนี้เรียกว่า ‘กุศลกรรมบถ' พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๑๐ ประการต่อไปนี้

กุศลกรรมบถ ๑๐

๑)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางกาย ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์อื่นให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน
(ปาณาติปาตา เวรมณี)

(๒)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางกาย ด้วยการไม่ลักทรัพย์ ถือเอาของที่เขาไม่ให้ด้วยอาการขโมย
(อทินนาทานา เวรมณี)

(๓)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางกาย ด้วยการไม่ประพฤติผิดในกาม
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี)

(๔)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา ด้วยการไม่พูดเท็จ
(มุสาวาทา เวรมณี)

(๕)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา ด้วยการไม่พูดจายุยงส่อเสียด
(ปิสุณาวาจา เวรมณี)

(๖)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา ด้วยการไม่พูดจาร้าย หยาบคายด่าทอ
(ผรุสวาจา เวรมณี)

(๗)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา ด้วยการไม่พูดเพ้อเจ้อ กล่าววาจาไม่เป็นประโยชน์ หรือกล่าววาจาโปรยประโยชน์
(สัมผัปปลาปา เวรมณี)

(๘)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางใจ ด้วยการไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น
(อนภิชฌา)

(๙)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางใจ ด้วยการไม่คิดไม่ดี คิดไม่พอใจ โกรธ คิดร้าย คิดพยาบาทอาฆาตจองเวรผู้อื่น
(อพยาบาท)

(๑๐)
ตั้งใจและเพียรพัฒนาใจของตนเอง ด้วยการพยายามศึกษาหาความรู้เพื่อให้ตนเป็นผู้มีปัญญา มีความเห็นชอบ คิดเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
(สัมมาทิฏฐิ)

กุศลกรรมบถ ๑๐ จึงเป็นจุดเริ่มต้น และบุญจึงไม่ใช่เฉพาะต้องมีวัตถุเงินทองถึงจะทำได้ บุญอยู่ที่ความตั้งใจ อยู่ที่เจตนา การทำบุญด้วยวัตถุเงินทอง (ในข้อทานมัย) นั้น ก็เป็นเพียงส่วนเดียว แท้ที่จริงแล้วบุญนั้นสามารถเพิ่มพูนได้ตลอดในแทบทุกอย่าง ในชีวิตประจำวัน บุญอยู่ที่ความเข้าใจ รู้ว่าอะไรอย่างไรคือบุญ ทุกครั้งที่มีโอกาส โดยไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องมีเงินทองวัตถุข้าวของมากมายเสมอไป ก็สามารถสะสมเพิ่มพูน ‘บุญ' ได้มากมายมหาศาลเท่าเทียมกันทุกคน

ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)
ปรมัตถโชติกะ มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ ๕ เล่ม ๒
กัมมจตุกกะ - มรณุปัตติจตุกกะรจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ
๖๐ คำถามที่ต้องการคำตอบ เล่มที่ ๒ โดย คนเดินทาง ชมรมอนุรักษ์ธรรม

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

47
                                  เคล็ดลับในการสวดและการใช้พระคาถาชินบัญชร

ในปัจจุบันการสวดพระคาถาชินบัญชร (การอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตอยู่กับเรา) พุทธคุณ ๙ ประการ มีดังนี้เมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปราศจากโรค ได้ลาภ ได้ยศ ค้าขายดี มีวิชา เจริญรุ่งเรือง

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พรหมรังสี)



พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงและตั้งคำอธิษฐานว่า

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ


เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
พระคาถาชินบัญชร

๑. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

๒. ตัณหัง กะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา.

๓. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

๔. หะทะเย เม อนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก.

๕. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

๖. เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิ ปุงคะโล.

๗. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.

๘. ปุณโณ อังคุลิมาโลจะ อุปะลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะอิเมชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.

๙. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

๑๐. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง.

๑๑. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเล ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา.

๑๒. ชินานานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา.

๑๓. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

๑๔. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

๑๕. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตูปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิชินะปัญชะเรติ.


เคล็ดลับการสวดการใช้พระคาถาชินบัญชร (โดยมากนิยมสวดทั้งหมด 15 คาถา) จึงขอแนะนำ ดังนี้

๑.อาราธนาพระสมเด็จไปกับตัว ให้ใช้พระคาถาที่ ๓                                                                          คาถาที่ ๓
สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโรจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร
หรือให้ใช้พระคาถานำ (๔ วรรคแรกของพระคาถาชินบัญชร) เป็น คาถาบูชาพระสมเด็จดังนี้
ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเย กายะ ญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตะวา

๒. สำหรับ ศิลปิน นักพูด นักแสดง ให้ใช้พระคาถาที่ ๗ ดังนี้
คาถาที่ ๗
กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร

๓. สำหรับเสกน้ำล้างหน้า หรือ เสกแป้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล เมตตามหานิยม ให้ใช้พระคาถาที่ ๘ ดังนี้

คาถาที่ ๘
ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลีนันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ

๔. แคล้วคลาดภัยอันตรายต่างๆ ให้ใช้พระคาถาที่ ๙ ดังนี้
คาถาที่ ๙
เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอตาสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา

๕.การคงกระพัน ป้องกันการถูกทำร้ายด้วยอาวุธต่างๆ ให้ใช้พระคาถาที่ ๑๐ ดังนี้

คาถาที่ ๑๐
ระตะนัง ปุรุโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

๖.ป้องกันโรคการเจ็บป่วย ให้ใช้พระคาถาที่ ๑๓ ดังนี้

คาถาที่ ๑๓
อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะ ชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะ ปัญชะเร

๗.อาราธนาให้พระคุ้มครองเพื่อความปลอดภัย ขณะไปในที่ต่างๆ ติดต่อการงาน ฯลฯ ให้ใช้ พระคาถาที่ ๑๔ ดังนี้ คาถาที่ ๑๔
ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา

๘.ภาวนาให้เล่าเรียนสำเร็จให้ใช้พระคาถาที่ ๕ ดังนี้                                                                           คาถาที่ ๕
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุลา
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก

๙. ภาวนาให้สง่าราศี เมื่อต้องออกงาน ไปร่วมพิธีการต่างๆ หรือปรากฏตัวในที่สาธารณะให้ใช้พระคาถาที่ ๖ ดังนี้
 
  คาถาที่ ๖
เกสัณโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

๑๐.ป้องกันภูติผีปีศาจต่างๆ ให้ใช้พระคาถาที่ ๑๐-๑๑ ดังนี้                                                                  คาถาที่ ๑๐-๑๑
ระตะนัง ปุรุโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

๑๑.สำหรับทำน้ำมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เมตตามหานิยม ให้ใช้พระคาถาที่ ๘ ดังนี้
คาถาที่ ๘
ปุณโณ อังคุลิมาโลจะ อุปะลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะอิเมชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.

ท่านใดมีประสบการณ์ดีๆที่ได้สวด "พระคาถาชินบัญชร" ?

ความศักดิ์สิทธิ์ของการสวดพระคาถาชินบัญชร เกิดประสบการณ์ดีๆประสพการณ์แปลกๆผมอ่านเจอในกระทู้ต่างๆๆเลยขออนุญาติมาเล่าสู่กันฟัง


ส่วนครอบครัวผมเองได้ในเรื่องครอบครัวมีความสุขพี่น้องรักกัน มีโชคมาเรื่อยๆๆๆ(โชคไม่จำเป็นที่ถูกหวยนะครับ) และปลอดภัยทุกครั้งในการขับรถยนต์
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สมัยนั้นยังเรียนมหาลัยอยู่ ผมไม่สบายปวดหลังแถวๆเอวมาก เมื่อไปหาหมอพบว่าเป็นนิ่ว ในไตข้างขวา เนื่องจากว่าต้องใช้เงินในการยิงแสงเข้าไปสลายนิ่ว ซึ่งต้องใช้เงินในการยิงต่อครั้ง ประมาณ 30000 บาท ช่วงนั้นผมเพิ่งเริ่มทำงาน เข้าทำงานก็ช่วง15 วัน ได้เงินเดือนแค่ 8000 บาท ก็จ่ายเงินค่ายาทั้งหมด (ยังไม่ได้ยิงแสง) ในใจอยากจะบอกทางบ้าน (บ้านผมอยู่ภูเก็ต) แต่ก็ไม่บอกเก็บเอาไว้ในใจ แต่ก็ขอเงินใช้จ่ายในเดือนนั้น ผมไม่รู้ทำไง จึงลองอธิษฐานว่า ขอสิ่งศักดิ์ทั้งหลายและสมเด็จพระพุทธจารย์โต ช่วยลูกด้วย ช่วยให้ลูกหายจากอาการเจ็บ และให้หายจากโรคนี้ด้วยเถิด ถ้าหากหายลูกจะสวดพระคาถาชินบัญชร 100 จบ หลังจากนั้นไม่เกินอาทิตย์ (จำไม่ได้ว่ากี่วัน) ผมก็หายจริงๆ ไม่ปวดเอวอีกเลย และก็ไม่ไปหาหมอด้วย ผมจึงแน่ใจว่า สิ่งศักดิ์ทั้งหลายและสมเด็จพระพุทธจารย์โต ต้องช่วยผมแน่นอน ผมจึงทำตามที่อธิษฐาน คือ สวดพระคาถาชินบัญชร 100 จบ ซึ่งผมก็บอกว่า ขอสวดคืนนึง 5-10 จบต่อคืน จนครบ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมก็สวดอยู่ครับ ....เป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ
ผมเคยสวดพระคาถาชินบัญชร แล้วอธิษฐานเสี่ยงทายโดยใช้หยดเทียนแบบทำน้ำมนต์ คือบ้างสิ่งที่เราจะทำไม่แน่ใจว่าจะดีหรือไม่ดี ก็อธิษฐานว่าต่อไปข้างหน้า หรือว่าต่อไปอนาคตชีวิตของลูกจะดีหรือไม่อะไรแบบเนี้ย แล้วก็ท่องพร้อมทั้งหยดเทียนให้มือนิ่งๆอยู่กับที่ ผลปรากฎว่าเทียนหยดออกมาเป็นตัวหนังสือคำว่า "ดี" หลังจากนั้นชีวิตของผมก็ดีขึ้นจริงจากที่เมื่อก่อนเป็นพนักงานตามโรงงานก็มาสอบรับราชการได้ ผมเชื่อมั่นและศรัทธาองค์หลวงพ่อโตมาก เคยรอดพ้นจากการถูกไฟซ็อตก้เพราะการสวดพระคาถาชินบัญชรเป็นประจำนี่แหละครับ


 ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

48
บทความ บทกวี / ดวงปี 2554
« เมื่อ: 25 ต.ค. 2553, 10:21:05 »
                                                              ดวงปี 2554

ดวงปี 2554

ผู้ที่เกิดระหว่าง 21 มี.ค.– 20 เม.ย.
สัญลักษณ์ราศี แกะตัวผู้
ดาวประจำราศี ดาวอังคาร
ธาตุ ไฟ
วันดีประจำสัปดาห์ วันอังคาร
เดือนที่ส่งสริม เดือนพฤษภาคม สิงหาคม และพฤศจิกายน
ราศีที่เป็นมิตร ราศีสิงห์
ตัวเลขนำโชค เลข 5 และ 8
เวลาที่เหมาะกับการมงคล เริ่มตั้งแต่ 05.00 – 17.00 น.
ต้นไม้เสริมมงคล ต้นขนุน จำปี โป๊ยเซียน และกล้วยไม้
สีมงคลสำหรับปีนี้ เขียว น้ำตาล และสีเลือดหมู
ของตกแต่งเสริมมงคลในบ้าน/ที่ทำงาน พีระมิดหรือรูปปั้นทองเหลือง วัสดุที่ทำจากโลหะและเหล็ก
หินสีและอัญมณีเสริมบารมีสำหรับปีนี้ หยก มรกต อำพัน และโกเมน

ดูดวง ภาพรวมปี 2554
ปีนี้สำหรับชาวราศีเมษค่อนข้างดีในเรื่องการงาน ซึ่งมักจะสำเร็จผล ด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ และโชคลาภใหญ่ที่จะมีเข้ามา จากการติดต่อ เป็นตัวกลาง ส่วนปัญหาในปีนี้จะเกิดจากการสื่อสารกับผู้คน และการแสดงออกทางอารมณ์ของคุณ ขอให้ระงับจิตใจให้ดี อย่ามีปากเสียงกับผู้อื่น รายจ่ายค่อนข้างมาก มาจากภาษีสังคม ส่วนความรักไม่ค่อยราบรื่น ไม่ว่าโสดหรือมีคู่แล้ว ระวังจะถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่สามในความรักของคนอื่น เพราะฉะนั้นพยายามอย่าไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านเขา ดีที่สุด

ดูดวง การงาน
ปีนี้ทำงานหนักมาก มีงานและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น หากเป็นหัวหน้ามีเกณฑ์โยกย้ายแผนก ต้นปีอาจต้องรับหน้าที่ใหม่ที่คุณไม่เคยทำมาก่อน และก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี ธุรกิจการค้าต้องใช้ไหวพริบรอบด้าน ต้องวางแผนการค้าให้ดี ถ้าทำงานบริษัทจะมีคนคอยอิจฉา ให้ร้าย อย่าไปสนใจหรือมีปากเสียงด้วย
กลางปีผลงานจะปรากฎ เจ้านายพอใจ ส่วนถ้าใครค้าขาย จะขายดิบขายดี และมีคู่แข่ง ใครที่ทำงานให้คุณให้โทษคนอื่น เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ฝ่ายบุคคล หรือผู้รักษากฏหมาย จะพบเจอคนข่มขู่ ปีนี้ชาวราศีเมษระวังจะทำของหล่นหาย เช่น เอกสารสำคัญ หรือโทรศัพท์มือถือ ...ส่วนปลายปีมีเกณฑ์ทำธุรกิจค้าขายกับต่างชาติ ซึ่งจะติดปัญหาค่อนข้างเยอะ ขอให้รอบคอบ

ดูดวง การเงิน
ปีนี้เงินทองจะได้มาจากการลงทุน ซึ่งต้องกล้าเสี่ยง กล้าลงทุน ห้ามทำการค้ำประกันการซื้อรถซื้อบ้านให้ใครๆ เด็ดขาด ต้นปีจะมีรายจ่ายให้หนักใจ สามเดือนแรกอย่าคิดลงทุนเพิ่มเติมเด็ดขาด เพราะดวงการเงินไม่สดใสเท่าที่ควร ใครที่ทำงานประจำ อาจต้องเปลี่ยนงาน เพราะขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานบ่อยจน
กลาง ปีรายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยเฉพาะใครที่หน้าใหญ่ใจโตยิ่งหมดเยอะ ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการหรือทำงานเป็นหัวหน้า จะมีดวงต้องเสียเงินแบบไม่ควรเสีย เพราะบริวารบางส่วนทำให้เดือดร้อน มีเกณฑ์ได้รับเงินก้อนใหญ่จากผู้หลักผู้ใหญ่ นำมาให้ หรือให้คุณหยิบยืม ...ให้วางแผนใช้เงินก้อนนี้ให้ดี อย่าใช้เงินเกินตัว ให้นำมาลงทุนอย่างรอบคอบ จะมีเงินเก็บภายหลัง ปลายปีนี้หลายคน อาจได้เปลี่ยนรถใหม่ หรือมีคนมาชวนลงทุนทำธุรกิจด้วย น่าสนใจดีและมีโอกาสได้กำไร ก็ศึกษาให้ละเอียด ปลายปีอาจต้องเสียเงินซ่อมแซมสุขภาพของตัวเอง ทำประกันไว้หน่อยก็ดี จะได้เสียน้อยหน่อย

ดูดวงความรัก
ปีนี้ความรักของชาวราศีเมษ เป็นไปแบบเรื่อยๆ ไม่มีความคืบหน้า ...ต้นปีคุณจะได้ข่าวดีของบุตรหลาน เช่น ลูกหลานสอบได้คะแนนดี หรือได้รับรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่ง สาวราศีเมษอาจมีการทะเลาะเบาะแว้งกับคนรักบ่อยครั้ง ให้ระวังคำพูดกันให้ดี อย่าเอาแต่อารมณ์ กลางปีบางคนอาจเพิ่งพบว่า คนที่กำลังคบอยู่มีคู่แล้ว คนที่มีแฟนเป็นผู้ใหญ่กว่า ระวังเรื่องหึงหวงเกินกว่าเหตุ ส่วนคนที่มีครอบครัวแล้ว อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของคนอื่น ถึงแม้จะเป็นครอบครัวของเพื่อนก็ตาม ดวงปีนี้มีเกณฑ์ขัดใจกันด้วยเรื่องในครอบครัวแน่นอน เฉยไว้ดีที่สุด ไม่ต้องแม้แต่แนะนำ ให้ครอบครัวเค้าจัดการกันเอง
ปลายปีผู้ที่เป็นคนโสดจะได้พบเพื่อนใหม่ที่ดี ขอให้รับไว้พิจารณา เพราะคุณเจอคนดีเข้าให้แล้ว ส่วนสาวโสด ช่วงนี้อย่าไปไหนลำพัง จะมีอันตราย โดยเฉพาะยามค่ำคืน ปลายปีคนในครอบครัวจะเจ็บป่วย ให้ใส่ใจดูแลให้ดี เดือนสุดท้ายของปีนี้ความสัมพันธ์กับคู่รักจะดีขึ้น ให้ไปวัดทำบุญทำทานร่วมกัน บรรยากาศจะดีขึ้นกว่าเก่ามากเลย

ดูดวง สุขภาพ
แข็งแรง สมบูรณ์ดี จะมีแค่ปวดเอว ปวดหลัง บ้างเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่ เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจ ระวังโรคจะกำเริบขึ้นมา หมั่นออกกำลังกายบ้าง ส่วนสุขภาพจิต ปีนี้อ่อนล้า บ่อยๆ หมั่นเติมเต็มจิตใจตัวเองดีๆ ฝึกนั่งสมาธิบ้าง จะช่วยได้ดีมาก

ดูดวง โชคลาภ
ปีนี้โชคดีมีลาภลอยบ่อยๆ แม้ว่าจะเล็กน้อยก็ตาม อาจมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้ แต่ถ้าเป็นก้อนโต จะได้จากการเป็นนายหน้า ปีนี้ได้ค่าคอมมิชชั่นแน่ๆ เพราะเรื่องที่ติดต่อไว้จะสำเร็จ


ผู้ที่เกิดระหว่าง 21 เม.ย.– 20 พ.ค                                                                                                สัญลักษณ์ราศี วัวตัวผู้
ดาวประจำราศี ดาวพระศุกร์
ธาตุ ดิน
วันดีประจำสัปดาห์ วันศุกร์
เดือนที่ส่งเสริม เดือนกุมภาพันธ์ มิถุนายน และกันยายน
ราศีที่เป็นมิตร ราศีกันย์
ตัวเลขนำโชค เลข 1 , 5 และ 7
ต้นไม้เสริมมงคล ต้นโมก ไม้ดอกสีขาว และต้นส้มโอ
สีมงคลสำหรับปีนี้ ส้ม น้ำตาล เหลือง และสีเอิร์ทโทน
ของตกแต่งเสริมมงคลในบ้าน/ที่ทำงาน โคมไฟ ระย้าหลายสี
หินสีและอัญมณีเสริมบารมีสำหรับปีนี้ ปะการัง อำพัน เพทายสีส้ม และอาเกต

ดูดวง ภาพรวมปี 2554
ปีนี้จัดเป็นปีทองของชาวพฤษภ โดยเฉพาะด้านการงาน จะทำอะไรก็จะสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยเฉพาะงานเบื้องหลังจะ มีผลงานโดดเด่นมากๆ แต่ตัวเองไม่เป็นที่รู้จัก เป็นปีแห่งการทำงานหาเงินแล้วจะได้ในสิ่งที่หวัง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม หรือเป็นเอเยนซี ยกเว้นเรื่องความรัก ที่ยังไม่สมหวังสักที ....ปีนี้ถ้าสาวพฤษภมีลูก ลูกจะส่งเสริมดวงได้มากทีเดียว

ดูดวง การงาน
การงานปีนี้ดีทีเดียว ถ้าทำงานประจำคุณจะได้เลื่อนตำแหน่ง ใครตกงานหรือกำลังหางานอยู่ปีนี้จะได้งานดีๆ จะได้ทำงานเบื้องหลังในวงการศิลปะหรือบันเทิง จะมีคนมาชวนไปทำงานต่างประเทศ ใครที่ยังอยู่ในวัยเรียน นักเรียน นักศึกษา ประกวดอะไรก็ชนะ จะมีกิจกรรมให้ทำตลอด
ต้นปีชาวพฤษภจะพบเจ้านายใหม่ หรืออาจได้โยกย้ายไปทำหน้าที่ใหม่ ที่ไม่ตรงกับความรู้ ความสามารถของตัวเอง อย่ากังวลใจไป เพราะคุณสามารถทำได้ ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจส่วนตัว จะได้ติดต่อลูกค้ารายใหญ่ ได้งานโครงการใหญ่แบบเร่งด่วน ส่วนผู้ที่ทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ ไอเดียบรรเจิดตั้งแต่ต้นปีเลย ผลงานเป็นที่ชื่นชอบของผู้จ้าง ปีนี้ชาวราศีพฤษภมีเกณฑ์ไปดูงานต่างประเทศ หรือได้เรียนต่อ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พบผู้คนใหม่ๆ มากขึ้น ใครทำธุรกิจขายตรง ปีนี้ขายดี

ดูดวง การเงิน
รายรับพอๆกับรายจ่าย ไม่ควรลงทุนโดยใช้เงินก้อนของตัวเอง ค่อยๆลงทุนทีละนิด หรือหาผู้ร่วมทุนด้วยจะดีกว่า ปีนี้คุณจะเสียเงินก้อนไปกับค่ารักษาพยาบาลตัวเอง และญาติพี่น้องสร้างหนี้สินไว้ให้รับผิดชอบ อาจขาดเงินบางช่วง
ช่วงต้นปีผู้ที่ทำงานประจำ อาจมีโอกาสได้งานอิสระซึ่งมีรายได้ดีกว่างานประจำ ใครที่ทำงานเกี่ยวกับการแข่งขัน จะเสียเบี้ยบ้ายรายทางเยอะ แต่ก็จะได้เงินคุ้มค่า
ช่วงกลางปี ไม่ควรเสี่ยงโชค เล่นการพนัน หรือเล่นหุ้น เพราะดวงไม่ดีไม่ได้เงินแน่ ทางที่ดีลองวิ่งเต้นเป็นนายหน้าดู คุณจะได้ส่วนแบ่งเป็นกอบเป็นกำทีเดียว
ปลายปีมีรายจ่ายมาก กับของฟุ่มเฟือยที่อยากได้ เช่น เพชรพลอย โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ บางคนใช้เงินท่องเที่ยวต่างแดน หรือเสียเงินกับการปรับปรุงที่อยู่ ร้านค้า จ่ายใต้โต๊ะ แต่ก็จะได้ผลประโยชน์กลับมาภายหลัง

ดูดวงความรัก                                                                                                                          ปีนี้ความสัมพันธ์ของคนรักและคู่ครองไม่ค่อยน่าพอใจนัก ไม่ว่าจะมีคู่แล้วหรือมีแค่แฟน จะทะเลาะกันบ่อยครั้งเพราะความเจ้าอารมณ์ทั้งสองฝ่าย ต้นปีจะเกิดอาการเบื่อหน่ายคู่ครองคนรักแบบไม่มีสาเหตุ ทำให้ต้องทุกข์ใจ คนโสด จะได้เริ่มต้นคบหากับใครซักคนหนึ่งที่อาจไม่ใช่สเปก ให้ดูใจกันไปก่อน
สำหรับสาวโสด หรือมีคู่กลางปีนี้ ระวังจะมีปัญหาเรื่องชู้สาวในที่ทำงาน และอย่าปล่อยให้คู่ของตัวเองไปไหนตามลำพังกับคนอื่นบ่อยๆ มีปัญหาทะเลาะกันแน่ ...ส่วนหนุ่มพฤษภวัยกลางคน ที่ไม่เคยมีแฟน จะมีเพื่อนฝูงหาคู่ให้
ปลายปีคู่ครองคนรักไม่ค่อยดูแล ยามเจ็บไข้ได้ป่วยทำให้คุณต้องน้อยอกน้อยใจ สาวราศีพฤษภบางคนจะมีปัญหาการเงิน มีคนมาช่วยโดยหวังสิ่งตอบแทน ให้ระวังให้ดี ส่วนวัยรุ่นจะหลงรักเพศตรงข้ามอย่างหัวปักหัวปำ ทำเอาการเรียนเสีย

ดูดวง สุขภาพ
ปีนี้ชาวพฤษภจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ระวังโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เส้นประสาทสมองอักเสบ หรือมีเนื้องอกที่ใดที่หนึ่งที่ไม่สำคัญมากนัก

ดูดวง โชคลาภ
ปีนี้โชคลาภดี มีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่ง ผลกำไร ค่านายหน้า ....ผู้ใหญ่จะให้โชคลาภ แบบหวังสิ่งตอบแทน

49
                                               สติ คือความไม่ประมาท   หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


อปฺปมาเทน อณฺณวํ
ความไม่ประมาท คือว่าไม่ลืมตัว
บุคคลจะพ้นจากมหรรณพภพสงสารได้ เพราะความไม่ประมาท

ความไม่ประมาทนั้นหมายถึง เรื่องจิตอันเดียว คือ มีสติไม่พลั้งเผลอหลงลืม อย่างเช่นเราเดินตามถนนหนทางไปไม่เพลินไม่หลงมัวเมา หมายถึงว่าเราต้องเดินด้วยความระมัดระวังกลัวรถจะชนเอา กลัวขโมยเขาจะมาตีชิงวิ่งราวอะไรต่างๆ อันนั้นเรียกว่าความไม่ประมาท ความไม่ประมาทนี้เป็นเหตุให้รักษาตัวได้

อย่างชั้นดีขึ้นไปกว่านั้นอีก ความไม่ประมาท
คือมีสติควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจของตน ไม่หลงพลั้งเผลอ
สติ คือความไม่ประมาทนี้ สามารถที่จะป้องกันภัยอันตรายหลายอย่าง
ป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นก็ได้ รักษากิเลสของตนก็ได้

ถ้าไม่เชื่อก็ลองคิดดู เราคิดจะทำลายคนอื่นเพราะเผลอสติ เมื่อมีสติตั้งมั่นแล้วไม่สามารถจะทำลายคนอื่นได้ เรามีสติอยู่ทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ นั่นแหละ คือความไม่ประมาท

ความไม่ประมาท คือมีสตินี้ แม้แต่ความเจ็บ ความปวด ความเมื่อยล้าสารพัดทุกอย่าง เอาสติตัวนั้นแหละไปควบคุม เอาสติไปมองดู เอาสติตัวนั้นแหละไปกำจัดหายไปเลย สติตั้งมั่นในที่ใดกิเลสเหล่านั้นต้องหายไปในที่นั้น ถ้าหากสติตั้งมั่นอยู่ทุกอิริยาบถ กิเลสมันก็ไม่เกิดเท่านั้นซี ทีนี้เราตั้งมั่นแต่ในขณะที่เราเจ็บปวด ในเวลาที่เราเมื่อยล้า เอาสติไปตั้งมั่นแล้วมันก็หายไป แต่พอมันหายไปแล้วก็ลืมสติอันนั้นเสีย มันก็เลยประมาทต่อไปอีก นั่นแหละจึงว่า อปฺปมาเทน อณฺณวํ                                                                             ครั้นเมื่อมี สติแล้วคราวนี้เกิด อุบายปัญญา คือปัรู้จักจิตของตน รู้จักว่าจิตคิดดีคิดชั่ว คิดหยาบคิดละเอียดรู้เท่ารู้ทันอยู่ตลอดเวลา นั่นเรียกว่าปัญญา ปัญญาในขั้นนี้ไม่ใช่ปัญญาวิปัสสนา แต่เป็นปัญญาที่รู้เท่ารู้ตัวของเราระมัดระวังไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ไม่ให้ทำความชั่ว ส่วนปัญญาวิปัสสนานั้นอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ผู้ที่เจริญวิปัสสนามันต้องเกิดเองเป็นเอง เราต้องรักษาสติเรียกว่าไม่ประมาทเสียก่อน เมื่อรักษาสติตัวนี้แก่กล้าแล้วมันเกิดปัญญาของมันเองหรอก

ปัญญาวิปัสสนาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดแต่เกิดเอง
(ปัญญาที่ตั้งใจเรียกว่าปัญญารักษาตัวเบื้องต้น)
ของมันเกิดเองเป็นเองจึงเป็นของอัศจรรย์นัก
เป็นของเหลือวิสัยที่มนุษย์ปุถุชนจะให้มันเกิดขึ้น

ปัญญาวิปัสสนาพิจารณาเห็น ไตรลักษณ์ชัดแจ่มแจ้งด้วยตนเอง
ไม่มีใครบอกใครสอนและไม่ต้องปรารมภ์ถึงเรื่องอะไรทั้งหมด
มันเป็นเอง ปัญญานั้นเป็นของสูงสุด

ปัญญาวิปัสสนาเป็นชั้นของพระอริยะเจ้า
ไม่ใช่ของที่จะเกิดบ่อยๆ และแต่ละชั้นๆ นั้น
(โสดาบัน สกทาคา อนาคามีและอรหันต์) ก็เกิดครั้งเดียว
ไม่ใช่เกิดได้ถึงสองสามครั้ง นั้นแหละคือปัญญาวิปัสสนาแท้

: ศรัทธา ความไม่ประมาทและความบริสุทธิ์หมดจด
: หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แสดง ณ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
: วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔

   ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

50
                                                                วิธีดูเจ้ากรรมนายเวร

เจ้ากรรมนายเวรนั้นเกิดขึ้นจากแรงอาฆาตหากเราเคยทำอะไรที่เบียดเบียน? สร้างความไม่พอใจแก่อะไรก็ตาม ทั้งที่เป็นคน สัตว์ หรือวิญญาณ แล้วเขาเหล่านั้นได้ตั้งจิตว่าถ้าเจอเราจะต้องทำคืนตรงนี้ก็เกิดกรรมได้แล้วครับ บางคนถามว่าถ้าเราทำไปโดยไม่เจตนาเกิดผลกรรมตามมาไหม ตรงนี้อย่าเอาเราเป็นคนตัดสินครับ เอาคู่กรณีเราเป็นคนตัดสินว่าการกระทำของเราก่อให้เกิดความอาฆาตที่มีต่อเราหรือไม่

เจ้ากรรมนายเวรของเรามีอยู่ 2 แบบทั้งที่มีชีวิตและเป็นจิตวิญญาณ เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตอาจเป็นคนในครอบครัว สามี ภรรยา ลูก หลาน เพื่อนร่วมงาน หรืออื่น ๆ เราจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิต หลักการดูง่าย ๆ ใครก็ตามที่คอยสร้างความเดือดร้อนให้เรา เบียดเบียนเรา อาจจะใช่หนึ่งในเจ้ากรรมนายเวรเราก็เป็นได้

ส่วนเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณอาจจะยากในการดูต้องทำจิตให้นิ่งคุณถึงจะรู้ได้ด้วยตัวเองครับ โดยการทำสมาธิเป็นการรวมจิต ยิ่งคุณนิ่งมากเท่าไหร่จิตคุณยิ่งรวมได้มากเท่านั้น เมื่อคุณรวมจิตได้ คุณก็จะแยกสิ่งที่มันอยู่ด้วยกันตั้งแต่เกิดได้ คือจิตกับร่างกายคนเราที่มันผสมกันอยู่ แยกจิตออกมาได้คุณก็สามารถอยู่ที่สภาพเดียวกันกับเจ้ากรรมนายเวรได้แล้ว สภาวะของคนต่างกับวิญญาณตรงที่คนมี 2 ส่วนคือจิตกับร่างกาย แต่วิญญาณมีแต่จิตไม่มีร่างกาย
เมื่อเราทำสมาธิได้สามารถรวมจิตได้แล้วเราก็จะสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณได้ บางคนที่เริ่มทำสมาธิอาจนิ่งน้อยก็รวมจิตได้น้อยสื่อไปเขารับรู้แต่เราสัมผัสไม่ได้ทั้งที่อยู่สภาพเดียวกันคือจิตเหมือนกันแต่ขนาดไม่เท่ากัน แต่ถ้าหากได้ฝึกสมาธิมานานแล้วรวมจิตได้มากก็สามารถสัมผัสได้ซึ่งบางคนสามารถเห็นการกระทำที่ตนทำไว้ในอดีตได้จากการที่เจ้ากรรมนายเวรมาแสดงให้เราเห็นก็มี ซึ่งเมื่อเราสัมผัสได้ก็พยายามสื่อถึงเขาบอกเขาว่าเราได้รับผลกรรมแล้วขอให้เขามาอโหสิกรรมให้แก่เรา

ในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตเหมือนเราการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทำได้ง่ายๆ โดยการที่เราเอ่ยปากขออโหสิกรรมสิ่งที่เราเคยทำผิดมาไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน แต่ต้องออกมาจากใจจริงของเราไม่ใช่แกล้งพูด และเมื่อคู่กรณีของเราได้ฟังถ้าเขาเอ่ยปากอโหสิให้ หรือให้อภัยแก่เราจากใจจริงเช่นกัน กรรมที่ไม่ดีก็สามารถยุติได้ ปัญหาที่มีมาก็คลี่คลายได้เพราะต่างฝ่ายต่างยุติ แล้วในอนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเลือกทำกรรมดีหรือกรรมไม่ดี แต่หากเราไปพูดขออโหสิกรรมแล้วคู่กรณีเราไม่พอใจก็ต้องใช้วิธีกล่าวชื่อของคนนั้นลงไปในใบแก้กรรม ซึ่งเป็นการใช้จิตของเราสื่อถึงจิตลึก ๆ ของคนผู้นั้น จากที่เขามีพฤติกรรมไม่ดีต่อเรา เบียดเบียนเราก็จะเปลี่ยนการกระทำเหล่านั้นไปในทางที่ดีการทำสมาธิแก้กรรมไม่ได้เป็นการลบล้างกรรม แต่เป็นการขอโทษ เราไม่เริ่มขอโทษก่อนก็คงไม่มีใครมายกโทษให้เราแน่นอน เราอย่านึกว่าเราไม่ผิด ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลในตัวของมันเองครับ ทำมากน้อยแค่ไหนถึงจะเกิดผลอยู่ที่การปฏิบัติของเราเองและอยู่ที่เจ้ากรรมนายเวรว่าพอใจรึยัง การแก้กรรมของผม

ไม่ใช่การแผ่เมตตาแต่เป็นการกล่าวขอโทษ การที่เราประสบปัญหา ผมเปรียบเหมือนตัวเราเป็นแก้วน้ำนะครับเจ้ากรรมนายเวรเล่นงานเราตามแรงอาฆาต เปรียบเหมือนทุบแก้วเราแตกไปแล้ว บางคนอาจเจอทุบจนละเอียด บางคนแตกเป็นชิ้นใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าเราทำให้เขาอาฆาตมากน้อยแค่ไหน

การที่เราตั้งจิตสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรนั้นเพื่อให้เขากลับมาหาเราและเราก็บอกว่าเราสำนึกแล้ว ซึ่งขอให้เขานำสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไป ก็เหมือนให้เขามาต่อแก้วคืนให้เป็นทรงเดิม ซึ่งจะต่อได้รึเปล่าขึ้นอยู่กับบุญที่เคยทำมาด้วย และสิ่งที่เราประสบอยู่เหมือนแก้วว่าแตกละเอียดไปแล้วแค่ไหน การขออโหสิกรรมควรทำควบคู่ไปกับการทำบุญ บางคนทำแต่บุญตรงนี้คุณได้บุญแต่ว่ากรรมคุณก็มี การที่คนเรามีเจ้ากรรมนายเวรเปรียบเหมือนเราติดหนี้ เรามีเจ้าหนี้ หากเราทำบุญอย่างเดียวก็เหมือนกับเร่งหาเงินแต่ไม่เคยนึกถึงเลยว่ายังติดหนี้ใครไว้บ้าง

ดังนั้นการอโหสิกรรมคือการเจรจากับเจ้าหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้จะปล่อยเรารึเปล่า อยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าหนี้ครับ

การทำสมาธิสื่อถึงเจ้ากรรมนายเวรสำหรับผู้ที่เริ่มปฏิบัติควรทำช่วงที่จิตและร่างกายสมบูรณ์ ซึ่งช่วงที่ว่านั้นส่วนมากเป็นช่วงเช้าหรืออยู่ในช่วงกลางวัน ช่วงกลางคืนจิตคนเราอาจจะอ่อนตามร่างกายที่ทำงานมาทั้งวันเพราะคนเราจิตกับร่างกายสัมพันธ์กันเมื่อร่างกายอ่อนเพลียจิตก็อาจจะอ่อนตามกัน ไม่ใช่ว่ากลางคืนวิญญาณจะมีพลังมากกว่าเรา วิญญาณมีพลังได้ทุกเวลาครับ เดี๋ยวจะพากันกลัวเหมือนหนังผีไปอีกแต่อยู่ที่จิตเรามากกว่าว่าสมบูรณ์รึเปล่า ในขณะที่เราสื่อจิตไปหาเจ้ากรรมนายเวรของเราอาจจะมีพวกวิญญาณอื่นเห็นเราทำสมาธิก็ก็คิดว่ามาขอส่วนบุญได้ซึ่ง ผลบุญที่เราจะให้ได้นั้นให้ได้จากการทำทานทุกชนิด แต่ผลบุญที่เกิดจากสมาธิใครทำคนนั้นได้เอง ส่วนการแผ่เมตตาเมื่อเราตั้งจิตถึงเจ้ากรรมนายเวรเขาก็ได้รับความรู้สึกดีจากเรา แต่ไม่ได้เป็นการให้บุญ บารมีจากการปฏิบัติของเรา เราต้องสื่อถึงเขาให้เขาปฏิบัติด้วยตัวเองจะเป็นการดีต่อจิตของเขาเอง

แต่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิมาพอสมควรแล้วคุณจะทำเวลาไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับจิตของคุณว่าสมบูรณ์พร้อมหรือเปล่า ซึ่งวิธีการขออโหสิกรรมในใบแก้กรรมของผมนั้น สามารถทำต่อจากการที่คุณไหว้พระ สวดมนต์ แผ่เมตตา หรือว่าคุณจะทำเดี่ยว ๆ เลยก็ได้ จะทำสถานที่ใดก็ได้ ในห้องพระ ห้องทำงาน แล้วแต่คุณแต่ควรเลือกสถานที่ซึ่งสงบและสะดวกในการทำสมาธิ แต่ที่สำคัญขอให้จิตคุณสงบก่อนที่จะทำเพื่อให้การขออโหสิกรรมนั้นเกิดผล


วิธีดูเจ้ากรรมนายเวร | ซุปเปอร์ริชชี่

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

51
                                                  บัญญัติ 9 ประการของการลุกขึ้นสู้ใหม่


บัญญัติ 9 ประการของการลุกขึ้นสู้ใหม่


1...ลืมอดีตทิ้งไป เหมือนคุณเพิ่งเกิดใหม่เมื่อเช้านี้

2...เข้ามารับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่

3...ปลดล็อกความคิดที่ขังคุณไว้ในบ้านอันมืดมน

4...ขจัดความกลัวในจิตใจให้หมด โดยใช้หลักมรณานุสุติเป็นเครื่องกำกับใจ

5...เชื่อว่าปัญหาทุกอย่างที่กำลังเผชิญ เป็นหินรองก้าวไปสู่บันใดแห่งการ พัฒนาศักยภาพของตนเอง

6..ใช้ความผิดพลาดทั้งหมดในอดีต ที่ผ่านมาเป็นบทเรียน

7...หาแรงจูงใจจากแหล่งพลังในบาดาลใจที่คุณขุดพบ

8...ใช้สัมมาทิฐิหรือการคิดชอบเป็นหลักนำชีวิตคุณ

9...ทำตามฝันโดยฟังเสียงเล็ก ๆ เงียบ ๆ ที่ร่ำร้องอยู่ในใจและจดจ้อง อยู่ที่ดาวนำทางชีวิตคุณ โดยไม่เปลี่ยนความตั้งใจ



ที่มา : ที่นี่ดอทคอม บัญญัติ 9 ประการของการลุกขึ้นสู้ใหม่ : อาหารสมอง

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต

52
                                                      ทำ อย่างไรจึงจะอยู่อย่างมีความสุข

    ความเอ๋ย ความสุข

 ใครๆทุกคน ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา
“แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา”
แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ

ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็น่าจะสุข
ถ้ามันเผา เราก็ “สุก” หรือเกรียมได้
เขาว่าสุข สุขเน้อ อย่าเห่อไป
มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เอ่ยฯ

ความสุข เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ที่สามารถแสวงหาได้ ซึ่งแนวทางในการทำตัวให้มีความสุข มีดังต่อไปนี้

1. การรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรง

สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีอิทธิพลต่อกัน และกัน คนที่มีสุขภาพกายดีย่อมส่งผลให้มีจิตใจร่าเริงเข้มแข็ง การทำให้สุขภาพแข็งแรง ได้แก่การรับประทานอาหารถูกส่วน การพักผ่อนเพียงพอ การรักษาความสะอาดของร่างกาย ตลอดจนการออกกำลังกายอย่างพอเพียง

2. มีความสุขกับการทำงาน

การเลือกทำงานที่ชอบหรือการสร้างความพึงพอใจ ในงานที่ทำ หาวิธีการทำงานให้มีความสุข พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายหลายอย่างภายในขอบเขตที่สังคมยอมรับ ตามความสามารถของตนเอง และมองเห็นหนทางไปสู่ความสำเร็จได้ แล้วลงมือปฏิบัติอย่างตั้งใจก็ย่อมจะเกิดความสุข เกิดความปิติจากความสำเร็จในงานตามมา

3. รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง

ควรได้สำรวจตัวเองว่าเป็นคนอย่างไร ต้องยอมรับว่าคนเรามีทั้ง ส่วนดีและส่วนเสีย เราต้องมองหาส่วนดี เห็นคุณค่า ชื่นชม พยายามพัฒนาส่วนดี พร้อมทั้งยอมรับในข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แล้วหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข คนที่มีความสุขนั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่เคยพบอุปสรรค ข้อขัดแย้งในใจ หรือไม่เคยพบปัญหา แต่อาจจะเป็นคนที่บางครั้งแก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องใช้ความพยายาม ความอดทน ก็จะสามารถเผชิญปัญหาไปได้

4. มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี

ควรมองหาความสุข ความเพลิดเพลิน เพื่อช่วยลดความตึงเครียดต่างๆ ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย การหัวเราะทำให้จิตใจเบิกบาน มีการกระเพื่อมของหน้าท้อง หัวใจปอดได้ออกกำลัง มีผลถึงกล้ามเนื้อหัวไหล่ แขน หลัง กระบังลม และขา เกิดความพึงพอใจในความสุข นอกจากนี้ไม่ควร มองโลกในแง่ร้าย เวลาจะทำอะไรต้องหาจุดดีของเรื่องนั้นให้พบ เมื่อพบแล้วทำความพอใจและชื่นชม ก็จะเกิดแต่ความดีงาม

5. ไม่ควรเก็บอารมณ์ขุ่นมัว

การเก็บกดอารมณ์ทำให้เกิดความ ขุ่นมัว สับสน วุ่นวายใจ เป็นการก่อให้เกิดความตึงเครียด ทางอารมณ์ ผลทำให้สีหน้าหม่นหมอง น่าเกลียด ขากรรไกรประกบกันแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย เหี่ยวย่น ผมสีเทา-ขาว ผมร่วง โรคผื่นคัน พุพอง และสิวตามมา เราควรต้องหาทางระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัว โดยการแสดงออกในทางที่สังคมยอมรับและได้ตอบสนองตามความต้องการของเรา แต่ถ้าพบความยุ่งยากใจเพิ่มขึ้น ก็ควรหาวิธีหลีกเลี่ยงเสียก่อน เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์จะเผชิญความตึงเครียดทางอารมณ์ได้ถึง ขีดหนึ่งเท่านั้น จากนั้นต้องหาทางผ่อนคลาย ดังคำกลอนที่ว่า


เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง
วุ่นก็ให้ว่าง ทุกอย่างก็สบาย



6. ควรมีงานอดิเรกและการพักผ่อนหย่อนใจ

ควรหาอะไรที่ชอบและพอใจทำ ทำในเวลาว่างที่เหลือจากกิจวัตรประจำวัน การทำอะไรในสิ่งที่พึงพอใจย่อมเกิดความสุขเพลิดเพลิน ทำให้ไม่มีเวลาว่าง ที่จะคิดกังวลเรื่องต่างๆ เป็นการฝึกการใช้เวลาว่างนั้นๆให้มีสมาธิในการทำสิ่งที่พอใจ ซึ่งจิตมีสมาธิจะเป็นจิตที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวง่าย พบว่า งานอดิเรกที่เกี่ยวกับกีฬาจะช่วยให้มีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง แจ่มใส นอกจากนั้นการได้ท่องเที่ยวไปกับธรรมชาติที่กว้างใหญ่ เช่น ท้องฟ้า ทะเล ป่าเขาลำเนาไพร จะก่อให้เกิดความปลอดโปร่ง สดชื่น มีความสุข และถ้าต้องการทำจิตให้เป็นสมาธิในทางศาสนาจะก่อให้เกิดความสงบสุขทางใจเป็น อย่างมาก

7. หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ

แต่ละชีวิตย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป เราจึงควรหาเพื่อนหรือใครสักคนที่สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขได้ ค้นหาคนที่คุณรักและเขารักคุณ ช่วยเหลือเกื้อกูล ปลอบขวัญ บำรุงจิตใจซึ่งกันและกัน สามารถที่จะระบายทุกข์ ปรึกษาขอความคิดเห็น การแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือในที่สุดอาจจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแนะแนวและการ บำบัดทางจิตโดยเฉพาะ ทั้งนี้ขึ้นกับปัญหาความซับซ้อน ซึ่งนับเป็นวิธีการแก้ปัญหาการปรับตัวตั้งแต่ต้นที่ชาญฉลาด

8. พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและความกังวลใจ

เมื่อพบอุปสรรค พึงพิจารณาปัญหาอย่างใช้เหตุและผล โดยค้นหาข้อเท็จจริง มองปัญหานั้นๆและหาวิธีการต่างๆในการแก้ปัญหา ทำการตัดสินใจ แล้วปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจไว้ หรือถ้าปัญหารุมเร้ามากจนต้องการหลีกให้พ้น “จงใช้ชีวิต อยู่เพื่อวันนี้เท่านั้น” ดังคำสอนว่า


สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา
ที่ไม่มา ก็อย่าพึง คนึงหวัง
อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง
วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย



หรือถ้าปัญหาต้อนท่านไปจนมุม ให้มองพิจารณาดูผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้วทำใจให้ยินดีเผชิญกับสิ่งนั้นๆ เมื่อเวลาผ่านไปให้พิจารณาว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ทำลายความสุขแห่งชีวิต มามาก เพียงพอแล้ว แล้วหันกลับใช้เหตุผลในการพิจารณาแก้ไขสิ่งร้ายๆให้กลายเป็นดีด้วยใจสุขุม เยือกเย็น ท่านก็จะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้

9. ใช้เวลาเป็นยารักษาความเจ็บปวด

เมื่อพบกับความผิดหวังจงใช้เวลาเป็นเครื่อง ช่วยเยียวยา เมื่อพลาดหวังแล้วจงอดทน และมีความหวังต่อไป ความหวังเป็นพลังหรือแรงจูงใจ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อประสบความผิดหวัง ไม่ควรใช้วิธีถอยหนีหรือเลี่ยงปัญหา ควรคิดเสมอว่า “ท้อแท้-หงอย ท้อถอย-แพ้” เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ไม่ควรแก้ปัญหาโดยใช้สิ่งเสพย์ติด เช่นสุรา หรือยาบางชนิด เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลืมความทุกข์ ได้เพียงชั่วขณะ ไม่ทำให้เราพิจารณาใช้ความคิดในการแก้ปัญหา เป็นการหลีกหนีปัญหาที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

10. ค้นหาเป้าหมายของชีวิต

การคิดฝันไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความคิดฝันที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งความคิดฝันจะทำให้เรามีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีแรงจูงใจ มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตใกล้เคียง กับความสามารถที่แท้จริงและสอดคล้อง กับความเชื่อและอุดมคติ แล้วทำการลงมือปฏิบัติเพื่อไปสู่ เป้าหมาย ถ้าทำเช่นนี้ได้เราก็จะประสบความสำเร็จและความสมหวัง เกิดความสุขทางใจได้
จากสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นการเสนอแนวทาง ในการปฏิบัติอย่างกว้างๆการทำตัวให้มีความสุขได้เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ต้องอาศัยการเรียนรู้ และหาวิธีการ แล้วนำไปดัดแปลง ปรับปรุงให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการของผู้ต้องการแสวงหาความสุขนั่นเอง

ในท้ายที่สุดขอฝาก

อันทุกข์สุขอยู่ที่ ใจ มิใช่หรือ ใจเราถือเป็นทุกข์ไม่สุกใส
ใจไม่ถือเป็นสุขไม่ ทุกข์ใจ เราอยากได้ความทุกข์หรือสุขนา



“ขอให้ท่านผู้อ่านจงประสบแต่ ความสุข.......”


ramamental.com

  ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด พลังจิต


53
                                              
                              รวมคาถา 79 บทของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  วัดท่าซุง


รวมคาถา 79 บท ของหลวงพ่อฤาษี เช่น สูตรเร่งรัดอภิญญา ฝึกมโนกันตายโหงตายอย่างสุคติสวรรค์ที่ไป และคาถาอีก 70 บท


คำสวดธัมมะจักร


ธัมมะจักรนี้ถ้าท่านใดได้สวดจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นกิจการงาน แขนงไหนที่ทำอยู่จะมีความเจริญก้าวหน้า เพราะว่าธัมมะจักรเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโปรดนัก บวชปัญจวคีย์ และยังเป็นวงล้อที่หมุนเป็นครั้งแรกของพระพุทธศาสนา จึงนับว่าเป็นการลำบากที่ผู้คนทั้งหลายจะได้สวด และยังจะเป็นการเปลื้องทุกข์ภัยต่างๆ นานาได้อีกด้วย สิ่งร้ายจะกลายเป็นดีและยังทำให้มีอายุยืน มีความสุขกาย สุขใจ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย

ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ยามานัง เทวานัง
ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุง ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา
พรหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง พรหมะกายิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
พรหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง พรหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
พรหมะปุโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง พรหมะปุโร หิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
มะหาพรหมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง มะหาพรหมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ปะริตตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อาภัสสะระ เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
สุภะกิณหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อสัญญะสัตตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อสัญญะสัตตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
เวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง เวหัปผะลานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อะวิหา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อะตัปปา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
สุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
สุทัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสสะมินติ


พุทธชัยมงคลคาถา


พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,
(พระจอมมุนี ได้เอาชนะพระยามารผู้เนรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบทุกมือ ขี่ช้าง
ครีเมขละ มาพร้อมกับเหล่าเสนามารซึ่งโห่ร้องกึกก้อง ด้วยวิธีอธิษฐานถึงทานบารมี เป็นต้น,)
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิดฯ)
มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,
(อนึ่ง พระจอมมุนี ได้เอาชนะยักษ์ชื่อ อาฬวกะ ผู้มีจิตหยาบกระด้าง ผู้ไม่มีความอดทน
มีความพิลึกน่ากลัวกว่าพระยามาร ซึ่งได้เข้ามาต่อสู้อย่างยิ่งยวดจนตลอดคืนยันรุ่ง ด้วยวิธีทรมานอันดี คือขันติความอดทน,)
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิด ฯ)
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,
(พระจอมมุนี ได้เอาชนะช้างตัวประเสริฐชื่อ นาฬาคิรี ที่เมายิ่งนัก และแสนจะดุร้าย ประดุจ
ไฟป่าและจักราวุธและสายฟ้า ด้วยวิธีรดลงด้วยน้ำคือ ความมีพระทัยเมตตา, )
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิดฯ)
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท,
(พระจอมมุนี ทรงคิดจะแสดงฤทธิ์ปาฏิหารย์ จึงได้เอาชนะโจรชื่อ องคุลิ-มาล ผู้แสนจะดุร้าย
มีฝีมือ ถือดาบวิ่งไล่พระองค์ไปสิ้นระยะทาง ๓ โยชน์, )
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิด ฯ)
กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,
(พระจอมมุนี ได้เอาชนะคำกล่าวใส่ร้ายของ นางจิญจมาณวิกา ซึ่งทำอาการเหมือนดั่งมีครรภ์
เพราะเอาท่อนไม้กลมผูกไว้ที่หน้าท้อง ด้วยวิธีทรงสมาธิอันงาม คือความกระทำพระทัยให้ตั้งมั่นนิ่งเฉย ในท่ามกลางหมู่ชน,)
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิด ฯ)
สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท,
(พระจอมมุนีผู้รุ่งเรืองด้วยแสงสว่างคือปัญญา ได้เอาชนะ สัจจกะนิครนถ์ ผู้มีความคิดมุ่งหมาย
ในอันจะละทิ้งความสัตย์ มีใจคิดจะยกถ้อยคำของตนให้สูงประดุจยกธง และมีใจมืดมนยิ่งนัก ด้วยการแสดงเทศนาให้ถูกใจ,)
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิด ฯ)
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท,
(พระจอมมุนี ได้เอาชนะพญานาคราชชื่อ นันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิดมีฤทธิ์มาก ด้วยวิธี
บอกอุบายให้พระโมคคัลลานเถระพุทธชิโนรส แสดงฤทธิ์เนรมิตกายเป็นนาคราช ไปทรมานพญานาค ชื่อ นันโทปนันทะนั้น,)
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิด ฯ)
ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท,
(พระจอมมุนี ได้เอาชนะพระพรหมผู้มีนามว่า ท้าวพกาพรหม ผู้มีฤทธิ์ คิดว่าตนเป็นผู้รุ่งเรือง
ด้วยคุณอันบริสุทธิ์ ผู้ถูกพญานาครัดมือไว้แน่น เพราะมีจิตคิดถือเอาความเห็นผิด ด้วยวิธีวางยาคือทรงแสดงเทศนาให้ถูกใจ,)
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
(ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิด ฯ)
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญฯ
(บุคคลใดมีปัญญา ไม่เกียจคร้าน สวดและระลึกถึงพระพุทธชัยมงคล ๘ คาถาเหล่านี้ทุก ๆ
วัน บุคคลนั้นจะพึงละความจัญไรอันตรายทั้งหลายทุกอย่างเสียได้ และเข้าถึงความหลุดพ้นคือ พระนิพพานอันบรมสุขแล ฯ)

เสริมสร้างทางสวรรค์-นิพพาน


พุทธะ พุทธา พุทเธพุทโธ
พุทธังอะระหังพุทโธ
อิติปิโสภะคะวา
นะโมพุทธายะ
จะทำให้ท่านมีความสุข - อายุยืน - นิพพาน


สืบสร้างทางสวรรค์-นิพพาน


พุทธะ พุทธา พุทเธ พุทโธ พุทธัง อะระหัง พุทโธ อิติปิโส ภะคะวา นะโมพุทธายะ


พระคาถาชินบัญชร สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนาชินบัณชรให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงและบูชาเจ้าประคุณสมเด็จด้วยคำว่า

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง อัตถิกาเยกายะณายะ
เทวานังปิยะตังสุตตะวา อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ



ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสังเย ปิวิงสุ นะราสะภา.



ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา.



สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.



หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก.



ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.



๑เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว.



กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.



ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตานะลาเฏ ตีละกา มะมะ.



๒เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเต เชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

๑๐

ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิวาเม อังคุลิมาละกัง.

๑๑

ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะธะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา.

๑๒

ชินนานา วะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา.

๑๓

อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

๑๔

ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

๑๕

อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.

อานุภาพแห่งพระคาถาชินบัญชร


ผู้ใดได้สวดภาวนาพระคาถาชินบัญชรนี้ เป็นประจำอยู่สม่ำเสมอ จะทำให้เกิดความศิริมงคลสมบูรณ์พูนผล ศัตรูหมู่พาลไม่กล้ากล้ำกลาย ไปทางใดย่อมเกิดเมตตามหานิยม เกิดลาภผลพูลทวี ขจัดภัยจากภูตผีปีศาจ ตลอดจนคุณไสยต่างๆ ทำน้ำมนต์รดแก้วิกลจริต แก้สรรพโรคภัยหายสิ้น เป็นศิริมงคลแก่ชีวิต มีคุณานุภาพตามแต่จะปรารถนา ดังคำโบราณว่า "ฝอยท่วมหลังช้าง" จะเดินทางไปที่ใดๆ สวด ๑๐ จบ แล้วอธิษฐานจะสำเร็จสมดังใจ

พระคาถาอิติปิโส ๘ ทิศ สำเร็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์


ตั้งนะโม ๓ จบ

๑. อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา บทนี้ชื่อ กระทู้ ๗ แบก ประจำอยู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก)
๒. ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง บทนี้ชื่อว่า ฝนแสนห่า ประจำอยู่ทิศอาคเณย์ (ทิศตะวันออกเฉียงใต้)
๓. ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท บทนี้ชื่อ นารายณ์เกลื่อนสมุทร ประจำอยู่ทิศทักษิณ (ทิศใต้)
๔. โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ บทนี้ชื่อ นารายณ์ถอดจักร์ ประจำอยู่ทิศหรดี (ทิศตะวันตกเฉียงใต้)
๕. ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ บทนี้ชื่อ นารายณ์ขว้างจักร์ตรึงไตรภพ ประจำอยู่ทิศประจิม (ทิศตะวันตก)
๖. คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ บทนี้ชื่อ นารายณ์พลิกแผ่นดิน ประจำอยู่ทิศพายัพ (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ)
๗. วา โธ โน อะ มะ มะ วา บทนี้ชื่อ ตวาดฟ้าป่าหิมพานต์ ประจำอยู่ทิศอุดร (ทิศเหนือ)
๘. อา วิช สุ นุต สา นุส ติ บทนี้ชื่อ นารายณ์แปลงรูป ประจำอยู่ทิศอีสาน (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ)


ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก

ยอดพระกัณฑ์ฉบับนี้ ได้มาจากต้นฉบับเดิมที่จารไว้บนใบลานเป็นอักษรขอมซึ่ง เปิดกรุครั้งแรกที่เมืองสวรรคโลก มีบันทึกเอาไว้ว่าผู้ใดสวดมนต์เป็นประจำทุกเช้าเย็น จะป้องกันภัยอันตรายต่างๆได้รอบด้าน ภาวนาพระคาถาอื่นสัก ๑๐๐ปีก็ไม่เท่ากับอานิสงส์ของการสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกนี้เพียงครั้ง เดียว ผู้ใดที่สวดครบ ๗ วัน หรือครบอายุปัจจุบันของตัวเอง จะมีโชคลาภ ทำมาค้าขายรุ่งเรือง ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวง

ก่อนสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏก พึงคุกเข่าพนมมือตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นมัสการพระรัตนตรัย นมัสการพระพุทธเจ้า นมัสการพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ขอให้ตั้งจิตมั่นในบทสวดมนต์จะมีเทพยดาอารักษ์ทั้งหลายร่วมอนุโมทนาสาธุการ อย่าได้ทำเล่นจะเกิดโทษแก่ตัว


คำบูชาพระรัตนตรัย

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ


นมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ


๑. พุทธคุณ

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ


๒. ธรรมคุณ

สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ


๓. สังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ


ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกมีดังนี้

๑.
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวา

๒.
อะระหันตัง สะระณัง คัจฉามิ
อะระหันตัง สิระสา นะมามิ
สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สะระนัง คัจฉามิ
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ
สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ
สุคะตัง สิระสา นะมามิ
โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ
โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ

๓.
อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะธัมมะสาระถิ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วัจจะโส ภะคะวา

๔.
อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ
อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
พุทธัง สิระสา นะมามิ

๕.
อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน

๖.
อิติปิ โส ภะคะวา ปะถะวีจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา
ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

๗.
อิติปิ โส ภะคะวา ยามาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

๘.
อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมาฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

๙.
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะเนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะ จะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะ อะรูปาวะ จะระธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

๑๐.
อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน

๑๑.
อิติปิ โส ภะคะวา โสตาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน

๑๒.
กุสะลา ธัมมา
อิติปิ โส ภะคะวา
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ชมภูทีปัญจะอิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นะโม พุทธายะ
นะโม ธัมมายะ
นะโม สังฆายะ
ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง
อา ปา มะ จุ ปะ
ที มะ สัง อัง ขุ
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ
โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ
อิ สวา สุ สุ สวา อิ
กุสะลา ธัมมา
จิตติวิอัตถิ

๑๓.
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สา โพธิ ปัญจะ อิสาะโร ธัมมา

๑๔.
กุสะลา ธัมมา
นันทะวิวังโก
อิติ สัมมาพุทโธ
สุ คะ ลา โน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน
อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตาวะติงสา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู
มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ยามา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
พรหมมาสัททะ
ปัญจะ สัตตะ
สัตตาปาระมี
อะนุตตะโร
ยะมะกะขะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

๑๕.
ตุสิตา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
ปุ ยะ ปะ กะ
ปุริสะทัมมะสาระถิ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

๑๖.
นิมมานะระติ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
เหตุโปวะ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง
ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

๑๗.
ปะระนิมมิตะ อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
สังขาระขันโธ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
รูปะขันโธ พุทธะปะผะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

๑๘.
พรหมมา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นัจจิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
นะโม พุทธัสสะ
นะโม ธัมมัสสะ
นะโม สังฆัสสะ
พุทธิลา โลกะลา กะระกะนา
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ

๑๙.
นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ
อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ

๒๐.
อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง
พรหมะสาวัง มะหาพรหมะสาวัง
จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง
เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง
อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง
มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง
สัปปุริสาวัง มะหาสัปปุริสาวัง
พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง
อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา
อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ

๒๑.
สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง
โมกขัง คุยหะกัง
ถานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง
สิริรูปัง จะตุวีสะติเสนัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ

๒๒.
นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม อิติปิโส ภะคะวา

๒๓.
นะโม พุทธัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

๒๔.
นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

๒๕.
นะโม ธัมมัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

๒๖.
นะโม สังฆัสสะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ
สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง

๒๗.
นะโม พุทธายะ
มะอะอุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
ยาวะ ตัสสะ หาโย
นะโม อุอะมะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
อุ อะมะ อาวันทา
นะโม พุทธายะ
นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ
อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ อะ อุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา


พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก (แปล)

๑. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้รู้แจ้งโลก


๒. ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ว่า เป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้เองโดยชอบว่า เป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้เอง ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้ว ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้ว ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้รู้แจ้งโลก ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้รู้แจ้งโลก ด้วยเศียรเกล้า


๓. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นอนุตตะโร คือ ยอดเยี่ยม

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตื่นจากกิเลส


๔. ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ

ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็น

ศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ตื่นจากกิเลส ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ตื่นจากกิเลส ด้วยเศียรเกล้า


๕. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น รูปขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เวทนาขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สัญญาขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สังขารขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น วิญญาณขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว


๖. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ดินจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ไฟจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ลมจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ น้ำจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ อากาศจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์


๗. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นยามา

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นดุสิต

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นนิมมานรดี

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในกามาวจรภูมิ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในรูปาวจรภูมิ


๘. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ปฐมญาน

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ทุติยญาน

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ตติยญาน

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ จตุตถญาน

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ปัญจมญาน


๙. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากาสานัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ วิญญาณัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากิญจัญญายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ


๑๐. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระโสดาปัตติมรรค

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระสกิทาคามิมรรค

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอนาคามิมรรค

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอรหัตตมรรค


๑๑. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระโสดาปัตติผล และ พระอรหัตตผล

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระสกิทาคามิผล และ พระอรหัตตผล

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอนาคามิผล และ พระอรหัตตผล


๑๒. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นอิสสระแห่งชมภูทวีป

ธรรมะฝ่ายกุศล ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ด้วยหัวใจพระวินัยปิฎก ด้วยหัวใจพระสุตตันตปิฎก ด้วยหัวใจพระอภิธรรมปิฎก

ด้วยมนต์คาถา ด้วยหัวใจมรรคสี่ ผลสี่ และ นิพพานหนึ่ง ด้วยหัวใจพระเจ้าสิบชาติทรงแสดงการบำเพ็ญบารมีสิบ

ด้วยหัวใจพระพุทธคุณเก้า ด้วยหัวใจพระไตรรัตนคุณ ธรรมะฝ่ายกุศล มีนัยอันวิจิตรพิสดาร


๑๓. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต


๑๔. ธรรมะฝ่ายกุศล ของผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกา

ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ธรรมะฝ่ายกุศล พระพุทธเจ้าเป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นยามา

ธรรมะฝ่ายกุศล ด้วยความศรัทธาต่อพระพรหม ด้วยพระบารมีอันยอดเยี่ยมของพระโพธิสัตว์ทั้งห้า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต


๑๕. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นดุสิต


๑๖. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี


๑๗. ธรรมฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้รู้แจ้ง สังขารขันธ์ รูปขันธ์ เป็นของไม่เที่ยง เป็นความทุกข์ มิใช่เป็นตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตตวสวัสดี


๑๘. ธรรมะฝ่ายกุศล ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นพรหมโลก ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ด้วยคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งตราบเข้าสู่พระนิพพาน


๑๙. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ด้วยการสวดมนต์พระคาถานี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด


๒๐. ด้วยการสวดพระคาถามหาทิพมนต์นี้ และด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด


๒๑. ด้วยการสวดพระคาถามหาทิพมนต์นี้ และด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด


๒๒. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น


๒๓. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว


๒๔. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว


๒๕. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว


๒๖. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว


๒๗. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ด้วยคำสอนของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ด้วยพระธรรมคำสั่งสอน ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง


คาถาพาหุง
พุทธคุณ พาหุง มหากา


จากคำสอนหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

หลวงพ่อจรัญ " พระพุทธคุณ อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดูเคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์ อาตมาก็มาดูเหตุการณ์โชคลางไม่ดีก็เป็นความจริงของหมอดู อาตมาก็ตั้งตำราขึ้นมาด้วยสติ บอกว่าโยมไปสวดพุทธคุณเท่าอายุให้เกินกว่า ๑ ให้ได้ เพื่อให้สติดี แล้วสวด "พาหุงมหากา" หายเลยสติก็ดีขึ้นเท่าที่ใช้ได้ผลสวดตั้งแต่ นะโม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา จบแล้วย้อนกลับมาข้างต้น เอาพุทธคุณห้องเดียว ห้องละ ๑ จบ ต่อ ๑ อายุ อายุ ๔๐ สวด ๔๑ ก็ได้ผล "

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

๑. พุทธคุณ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ

๒. ธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ

๓. สังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

๔. พุทธชัยมงคลคาถา (ถวายพรพระ)    
                                                                                      

 ๑. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๒. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๓. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๔. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๕. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๖. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๗. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

๘. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ


* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน - เม แปลว่าข้าพเจ้า)


๕. มหาการุณิโก

มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา
ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง
นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ
พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง
สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ
จารีสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง
มโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัดเถ ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*

) * ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน - เม แปลว่าข้าพเจ้า


กราบ ๓ ครั้ง เสร็จแล้วสวดเฉพาะพุทธคุณ ดังต่อไปนี้


อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชา จาระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

ให้สวดพุทธคุณเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๒๘ ปี ให้สวด ๒๙ จบ
เมื่อสวดพุทธคุณครบตามจำนวนจบที่ต้องการแล้ว จึงตั้งจิตแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลดังนี้

คาถาแผ่เมตตาตนเอง    
                                                                                                    
 อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด

แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ

บทกรวดน้ำ (อุทิศส่วนกุศล)

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลาย ขอให้เทวดาทั้งหลายจงมีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

<<จบบทสวด>>


-------------------

คำแปล "พาหุงมหากา" หรือ "พุทธชัยมงคลคาถา" มีอยู่ ๘ บท และมีความมุ่งหมายแตกต่างกันทั้งแปดบท กล่าวคือ

 บทที่ ๑ สำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ในการสู้รบ
บทที่ ๒ สำหรับเอาชนะใจคนที่กระด้างกระเดื่องเป็นปฏิปักษ์
บทที่ ๓ สำหรับเอาชนะสัตว์ร้ายหรือคู่ต่อสู้
บทที่ ๔ สำหรับเอาชนะโจร
บทที่ ๕ สำหรับเอาชนะการแกล้ง ใส่ร้ายกล่าวโทษหรือคดีความ
บทที่ ๖ สำหรับเอาชนะการโต้ตอบ
บทที่ ๗ สำหรับเอาชนะเล่ห์เหลี่ยมกุศโลบาย
บทที่ ๘ สำหรับเอาชนะทิฏฐิมานะของคน

เราจะเห็นได้ว่า ของดีวิเศษอยู่ในนี้ และถ้าพูดถึงการที่จะเอาชนะหรือการแสวงหาความมีชัย ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกเหนือไปจาก ๘ ประการที่กล่าวข้างต้น ก่อนที่จะนำเอาตัวคาถาบทสวดมนต์และคำแปลมาไว้ให้จำจะต้องทำความเข้าใจคำ อธิบายบทต่างๆ
ไว้พอสมควรก่อน เพราะความในคาถาเองเข้าใจยาก ถึงจะแปลออกมาก็ยังเข้าใจยากอยู่นั่นเอง เมื่อเราไม่เข้าใจเราอาจจะไม่เกิดความเลื่อมใส จึงควรจะหาทางทำความเข้าใจกันให้แจ่มแจ้งไว้ก่อน

ในบทที่ ๑. เป็นเรื่องผจญมาร ซึ่งมีเรื่องว่าพระยามารยกพลใหญ่หลวงมา พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถเอาชนะได้
จึงถือเป็นบทสำหรับเอาชนะศัตรูหมู่มาก เช่น ในการสู้รบ
คำแปล - พระยามารผู้นิรมิตแขนได้ตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างชื่อ ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องมาองค์พระจอมมุนีก็เอาชนะมารได้ ด้วยทานบารมีด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๒. เรื่องเล่าว่า มียักษ์ตนหนึ่ง ชื่ออาฬะวกะ เป็นผู้มีจิตกระด้างและมีกำลังยิ่งกว่าพระยามาร พยายามมาใช้กำลังทำร้ายพระองค์อยู่จนตลอดรุ่ง ก็ทรงทรมานยักษ์ตนนี้ให้พ่ายแพ้ไปได้จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะปฏิปักษ์หรือ คู่ต่อสู้
คำแปล - อาฬะวกะยักษ์ผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความยับยั้ง มีฤทธิ์ใหญ่ยิ่งกว่าพระยามารเข้ามาประทุษร้ายอยู่ตลอดรุ่ง องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยขันติบารมี ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๓. มีเรื่องว่าเมื่อพระเทวทัตทรยศต่อพระพุทธเจ้า ได้จัดการให้คนปล่อยช้างสาร ที่กำลังตกมันชื่อนาฬาคีรี เพื่อมาทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่เมื่อช้างมาถึงก็ไม่ทำร้าย จึงถือเป็นบทที่เอาชนะสัตว์ร้าย
คำแปล - ช้างตัวประเสริฐ ชื่อนาฬาคีรี เป็นช้างเมามัน โหดร้ายเหมือนไฟไหม้ป่า มีกำลังเหมือนจักราวุธ และสายฟ้า องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยพระเมตตาบารมีด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๔. เป็นเรื่องขององคุลีมาล ซึ่งเรารู้กันแพร่หลาย คือ องคุลีมาลนั้นอาจารย์บอกไว้ว่าถ้าฆ่าคนและตัดนิ้วมือมาร้อยเป็นสร้อยคอ ให้ได้ครบพัน ก็จะมีฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่ องคุลีมาลฆ่าคนและตัดนิ้วมือได้ ๙๙๙ เหลืออีกนิ้วเดียวจะครบพัน ก็มาพบพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าทรงสามารถเอาชนะถึงกับองคุลีมาลเลิกเป็นโจรและ ยอมเข้ามาบวช กลายเป็นสาวกองค์สำคัญองค์หนึ่งจึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะโจรผู้ร้าย
คำแปล - โจร ชื่อ องคุลีมาล มีฝีมือเก่งกล้า ถือดาบเงื้อวิ่งไล่พระองค์ไปตลอดทาง ๓ โยชน์
องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยการกระทำปาฏิหาริย์ ด้วยเดชะอันนี้ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๕. หญิงคนหนึ่งมีนามว่า จิญจมาณวิกา ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า โดยเอาไม้กลมๆ ใส่เข้าที่ท้องแล้วก็ไปเที่ยวป่าวข่าวให้เล่าลือว่าตั้งครรภ์กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ให้ความจริงปรากฏแก่คนทั้งหลายว่าเป็นเรื่องกล่าวร้ายใส่โทษพระองค์โดยแท้ จึงถือเป็นบทที่เอาชนะคดีความหรือการกล่าวร้ายใส่โทษ
คำแปล - นางจิญจมาณวิกาใช้ไม้มีสัณฐานกลมใส่ที่ท้อง ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์ เพื่อกล่าวร้ายพระพุทธเจ้าองค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยวิธีสงบ ระงับพระทัยในท่ามกลางหมู่คน ด้วยเดชะอันนี้ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๖. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะสัจจะกะนิครนถ์ ซึ่งเป็นคนเจ้าโวหาร เข้ามาโต้ตอบกับพระพุทธเจ้าจึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะในการโต้ตอบ
คำแปล - สัจจะกะนิครนถ์ ผู้มีนิสัยละทิ้งความสัตย์ใฝ่ใจจะยกย่องถ้อยคำของตนให้สูงประหนึ่งว่ายกธง เป็นผู้มืดมัวเมาองค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ ด้วยรู้นิสัยแล้วตรัสเทศนาด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๗. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ให้พระโมคคัลลาน์ อัครมหาสาวกไปต่อสู้เอาชนะพระยานาคชื่อ นันโทปนันทะ ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้มากหลาย จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะเล่ห์เหลี่ยมกุศโลบาย
คำแปล - องค์พระจอมมุนี ได้โปรดให้พระโมคคัลลาน์เถระ นิรมิตกายเป็นนาคราช ไปทรมานพระยานาคชื่อ นันโทปนันทะ ผู้มีฤทธิ์มากให้พ่ายแพ้ด้วยวิธีอันเป็นอุปเท่ห์แห่งฤทธิ์ ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

ในบทที่ ๘. เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะ ผกาพรหม ผู้มีทิฏฐิแรงกล้าสำคัญว่าตนเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงสามารถทำให้ผกาพรหมยอมละทิ้งทิฏฐิมานะ และยอมว่าพระพุทธเจ้าสูงกว่า จึงถือเป็นบทที่ใช้เอาชนะทิฏฐิมานะของตน
คำแปล - พรหม ผู้มีนามว่า ท้าวผกา มีฤทธิ์และสำคัญตน ว่าเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์มีทิฏฐิที่ถือผิดรัดรึงอยู่อย่าง แน่นแฟ้น องค์พระจอมมุนีก็เอาชนะได้ด้วยวิธีเทศนาญาณ ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา


คำแปล มหาการุณิโก

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงบำเพ็ญพระบารมีทั้งปวง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด ด้วยการกล่าวสัจจวาจานี้ ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ข้าพเจ้าขอข้าพเจ้าจงมีชัยชนะในชัยมงคลพิธี ดุจพระจอมมุนีผู้ยังความปีติยินดีให้เพิ่มพูนแก่ชาวศากยะ ทรงมีชัยชนะมาร ณ โคนต้นมหาโพธิ์ทรงถึงความเป็นเลิศยอดเยี่ยม ทรงปีติปราโมทย์อยู่เหนืออชิตบัลลังก์อันไม่รู้พ่าย ณ โปกขรปฐพี อันเป็นที่อภิเษกของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ฉะนั้นเถิด เวลาที่กำหนดไว้ดี งานมงคลดี รุ่งแจ้งดี ความพยายามดี ชั่วขณะหนึ่งดี ชั่วครู่หนึ่งดี การบูชาดี แด่พระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ กายกรรมอันเป็นกุศล วจีกรรมอันเป็นกุศล มโนกรรมอันเป็นกุศล ความปรารถนาดีอันเป็นกุศล ผู้ได้ประพฤติกรรมอันเป็นกุศล ย่อมประสบความสุขโชคดี เทอญ

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ

ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า ขอเหล่าเทพยดาทั้งปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอความสุขสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อที่มาและอานิสงส์ของบทสวดมนต์ ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหาการุณิโก ที่มาของบทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา อาตมาได้ตำราเก่าแก่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นใบลานทองคำจารึกของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ปัจจุบันเรียกว่า วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา ได้รจนาถวายพระพรชัยมงคลคาถาแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระพนรัตน์เป็นอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อานิสงส์ของบทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหากา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่เคยแพ้ทัพ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ไม่เคยแพ้ทัพ พระชัยหลังช้างของ ร.๑ นั้นมาจากบทพาหุง มหากา ผู้ใดสวดมนต์ชัยมงคลคาถา หรือพาหุงมหากา เป็นประจำทุก ๆ วันแล้ว มีแต่ชัยชนะทุกประการ เรียนหนังสือก็เกิดปัญญา มีแต่ความเก่งกล้าสามารถ ผู้ใดสวดทุกเช้า ค่ำ คิดสิ่งใดที่ดีเป็นมงคล จะสมความปรารถนาทุกประการ


เมื่ออาตมา(หลวงพ่อจรัญ)ได้พบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว


คืนวันหนึ่งอาตมานอนหลับแล้ว ฝันไปว่า อาตมาได้เดินไปในสถานที่แห่งหนึ่งได้พบกับพระสงฆ์รูปหนึ่งครองจีวรคร่ำ สมณสารูปเรียบร้อยน่าเลื่อมใส อาตมาเห็นว่าเป็นพระอาวุโสผู้รัตตัญญูจึงน้อมนมัสการท่าน ท่านหยุดยืนตรงหน้าอาตมาแล้วกล่าวกับอาตมาว่า "ฉันคือสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา ฉันต้องการให้เธอได้ไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล เพื่อดูจารึกที่ฉันได้จารึกถวายพระเกียรติแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้เป็น เจ้า เนื่องในวาระที่สร้างพระเจดีย์ฉลองชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งพม่าและ ประกาศความเป็นอิสระของประเทศไทย จากหงสาวดีเป็นครั้งแรก เธอไปดูไว้แล้วจดจำมาเผยแพร่ออกไป ถึงเวลาที่เธอจะได้รับรู้แล้ว" ในฝันอาตมารับปากท่าน ท่านก็บอกตำแหน่งให้แล้วก็ตกใจตื่นนอนใกล้รุ่ง อาตมาก็ทบทวนความฝันก็นึกอยู่ในใจว่าเราเองนั้นกำหนดจิตด้วยพระกรรมฐานมีสติ อยู่เสมอเรื่องฝันฟุ้งซ่านก็เป็นไม่ อาตมาก็ได้ข่าวในวันนั้นแหละว่า ทางกรมศิลปากรทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ใหญ่ในวัดใหญ่ชัยมงคล และจะทำการบรรจุบัวยอดพระเจดีย์ อันเป็นนิมิตหมายการสิ้นสุดการบูรณะ และจะรื้อนั่งร้านทั้งหมดออกเสร็จสิ้น อาตมาจึงได้ขอร้อง ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร ให้เลื่อนการปิดยอดบัวไปอีกวันหนึ่งเพื่อที่อาตมาจะได้นำพระซุ้มเสมาชัย ซุ้มเสมาขอ ที่อาตมาได้สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิมที่พบในเจดีย์ใหญ่ใกล้กับวัดอัมพวัน ซึ่งพังลงน้ำ ที่ก๋งเหล็งเป็นคนรวบรวมเอาให้อาตมาตั้งแต่เมื่อเริ่มมาพัฒนาวัดใหม่ๆ แต่แตกหักผุพังทั้งนั้น หลายสิบปี๊บ อาตมาได้ป่นเอามาผสมสร้างเป็นองค์พระใหม่ ไปร่วมบรรจุไว้ที่ยอดพระเจดีย์บ้าง

วันนั้นอาตมาเดินทางไปถึงก็ได้เดินขึ้นไปบนเจดีย์ตอนที่สุดบันไดแล้ว มองเห็นโพรงที่ทางเขาทำไว้สำหรับลงไปด้านล่างมีร้านไม้พอไต่ลงไปภายใน ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าลงไปคราวนี้ ถ้าพลาดตกลงไปจากนั่งร้านม้าก็ยอมตายคนที่ร่วมเดินทางมาเขามัวแต่ไปบนลาน ชั้นบน อาตมาก็ดิ่งลงไปชั้นล่าง มีไฟฉายดวงหนึ่ง เวลานั้นประมาณ ๐๙.๐๐ น. อาตมาลงไปภายในแล้วก็พบนิมิตดังที่สมเด็จพระพนรัตน์ได้บอกไว้จริง ๆ อาตมาจึงได้พบว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วท่านได้จารึกถวายพระพร ก็คือบทสวดที่เรียกว่า "พาหุงมหาการุณิโก" ท้ายของนิมิตนั้นระบุว่า "เราสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วศรีอโยธเยศ คือผู้จารึกนิมิตรจนาเอาไว้ถวายพระพรแด่มหาบพิตรเจ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช"

พาหุงมหากาก็คือบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วก็พรพาหุงอันเริ่มด้วย "พาหุงสหัสไปจนถึงทุคคาหทิฏฐิ แล้วเรื่อยไปจนถึงมหาการุณิโกนาโถหิตายะและจบลงด้วยภาวะตุ สัพพะมังคะลัง สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆา นุภาเวนะสะทาโสตถี ภะวันตุเต" อาตมา เรียกรวมกันว่าพาหุงมหากา อาตมาจึงเข้าใจในบัดนั้นเองว่า บทพาหุงนี้คือบทสวดมนต์ที่สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วได้ถวายให้พระบาท สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้สวดเป็นประจำเวลาอยู่กับพระมหาราชวังและในระหว่างศึกสงคราม จึงปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าทรงรบ ณ ที่ใด ทรงมีชัยชนะอยู่ตลอดมามิได้ทรงเพลี่ยงพล้ำเลยแม้จะเพียงลำพังสองพระองค์กับ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ท่ามกลางกองทัพพม่าจำนวนนับแสนคนก็ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพพม่าด้วยการกระทำ ยุทธหัตถีมีชัยเหนือพระมหาอุปราชาที่ดอนเจดีย์ปูชนียสถานแม้ข้าศึกจะยิงปืน ไฟเข้าใส่พระองค์ในตอนที่เข้ากันพระศพของพระมหาอุปราชาออกไปราวกับห่าฝนก็มิ ปานแต่ก็มิได้ต้องพระองค์ ด้วยเดชะพาหุงมหากาที่ทรงเจริญอยู่เป็นประจำนั่นเอง

อาตมาพบนิมิตแล้วก็ไต่ขึ้นมา ด้วยความสบายใจถึงปากปล่องที่ลงไปเกือบสามชั่วโมง เนื้อตัวมีแต่หยากไย่ เดินลงมาแม่ชีเห็นเข้ายังร้องว่า หลวงพ่อเข้าไปในโพรงนั่นมาหรือ แต่อาตมาไม่ตอบ ตั้งแต่นั้นมา อาตมาจึงสอนการสวดพาหุงมหากาให้แก่ญาติโยมเป็นต้นมา เพราะอะไร เพราะพาหุงมหากานั้นเป็นบทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด มีผลดีที่สุด เพราะเป็นชัยชนะอย่างสูงสุดของพระบรมศาสดาจากพญาวัสวดีมาร จากอาฬาวกะยักษ์ จากช้างนาฬาคิรี จากองคุลีมาล จากนางจิญมาณวิกา จากสัจจะกะนิครนถ์ จากพญานันโทปนันทนาคราช และท่านท้าวผกาพรหม เป็นชัยชนะที่พระพุทธองค์ทรงได้มาด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ และด้วยอำนาจแห่งบารมีธรรมโดยแท้ ผู้ใดได้สวดไว้ประจำทุกวัน จะมีชัยชนะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน มีสติระลึกได้ จะตายก็ไปสู่สุคติภูมิ ขอให้ญาติโยมสวดพาหุงมหากากันให้ทั่วหน้า นอกจากจะคุ้มตัวแล้ว ยังคุ้มครอบครัวได้ สวดมากๆ เข้า สวดกันทั้งประเทศก็ทำให้ประเทศมีแต่ความรุ่งเรือง พวกคนพาลสันดานหยาบก็แพ้ภัยไปอย่างถ้วนหน้า ไม่ใช่แต่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้นที่พบความมหัศจรรย์ของบท พาหุงมหากา แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงพบเช่นกัน โดยมีบันทึกโบราณบอกไว้ว่าดังนี้

"เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองจันทบุรีได้แล้วก็ทรงเห็นว่าสงครามกู้ชาติ ต่อจากนี้ไปจะต้องหนักหนา และยืดยาวจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระยอดธงแบบศรีอยุธยาขึ้นแล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายมาสวดบทพาหุง มหากาบรรจุไว้ในองค์พระและพระองค์ก็ทรงเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระนเรศวร มหาราชด้วยการเจริญพาหุงมหากาจึงบันดาลให้ทรงกู้ชาติสำเร็จ"

สวดพาหุงมหากากันให้ได้ทุกบ้าน สวดให้ได้มากๆ จะมีแต่ความรุ่งเรือง สวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงสวดชินบัญชร เพราะชินบัญชรนั้นเจ้าประคุณสมเด็จท่านได้สวดบูชาพระอรหันต์ของท่าน ต้องสวดพาหุงมหากาก่อนแล้วจึงมาถึงชินบัญชรให้จดจำกันเอาไว้ นั่นแหละมงคลในชีวิต อันที่จริงถ้าเราทำบุญ เราจะได้ยินพระสวดคาถา "พาหุงมหากา" หรือ "พุทธชัยมงคลคาถา" ให้เราฟังทุกครั้ง บางทีเราจะเคยได้ยินพระสวดเจนหูเกินไปจนไม่นึกว่ามีความสำคัญ แท้จริงแล้วคาถาดังกล่าวนี้ มีของดีอยู่ในตัวให้เราใช้มากทุกบททุกตอน เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า อ้างอานุภาพของพระพุทธเจ้า เพื่อนำชัยมงคลมาให้แก่เรา ทุกตอนลงท้ายว่า "ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ" เวลาพระสวดให้เรา ท่านต้องใช้คำว่า "เต" ซึ่งแปลว่า "แก่ท่าน" แต่ถ้าเราจะเอามาสวดหรือภาวนาของเราเอง เพื่อให้ชัยชนะเกิดแก่ตัวเราเอง เราก็จะต้องใช้ว่า "เม" ซึ่งแปลว่า "แก่ข้า" คือสวดว่า "ตันเตชะสา ภะวะตุเม ชะยะมังคะลานิ"


คาถาสมเด็จพระพุฒาจารย์

พุทธมังคลคาถาถือเป็น อีกหนึ่งบทคาถา ของท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์โต
คำว่าพุทธมังคลคาถานี้ คือการนมัสการบูชาพระอรหันต์แปดทิศ ซึ่งล้วนแต่เป็นพระมหาเถระที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น

พุทธมังคลคาถา

สัมพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ นิสินโน เจวะ มัชฌิเม
โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ อาคเณยเย จะ กัสสะโป
สารีปุตโต จะ ทักขิเณ หะระติเย อุปาลิ จะ
ปัจฉิมเมปิ จะ อานันโท พายัพเพ จะ คะวัมปะติ
โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร อีสาเนปิ จะ ราหุโล
อิเม โข มังคะลา พุทธา สัพเพ อิธะ ปะติฏฐิตา
วันทิตา เต จะ อัมเหหิ สักกาเรหิ จะ ปูชิตา
เอเตสัง อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน
อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง
นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง
ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง
ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโยฯ

-----------------

คาถาบูชาพระสมเด็จ


ปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง
ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง
อัตถิ กาเย กายะญายะ
เทวานัง ปิยะตัง สุตะวา

คาถาอารธนาพระสมเด็จ

โตเสนโต วะระธัมเมนะ
โตสัฏฐาเน สิเว วะเร
โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง
โตสะจิตตัง นะมามิหัง


คาถาบูชาพระสมเด็จ

โตเสนโต วะระธัมเมนะ โตสัฏฐาเน สิเว วะเร
โตสัง อะกาสิ ชันตูนัง โตสะจิตตัง นะมามิหัง

(เมตตามหานิยมประเสริฐนัก)



คาถาชุมนุมเทวดา

ชุมนุมเทวดา
สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง
ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ ผะริตวานะ
เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา
ปะริตตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะรูเป คิริสิขะระตะเฏ
จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ
คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะ
วัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา
ชะละถะละ วิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเกยัง มุนิวะระวะ จะนัง
สาธะโว เม สุณันตุ
ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา
โองการเทพชุมนุม
สาธุ อุกาสะ ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระพุทธะคุณณัง
พระธัมมะคุณณัง พระสังฆะคุณณัง พระศรีรัตนตรัย
และสมณาจารย์ ครูอาจารย์ เดชะบรมโพธิสมภารมาอยู่
เหนือเกศเกล้าแห่งข้าพเจ้า ผู้จะตั้งนมัสการ
เชิญพระพุทธองค์ ทรงพระสูตร พระวินัย
พระอภิธรรม พระกัมมัฏฐาน พระธัมมามูล
ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ จนทั้งพระไตรปิฎก
กัณฑ์ไตร พระเตมียน์ใบ้ พระมหาชนก
พระมโหสถ พระโพธิสัตย์ พระพุทธสิหิง
พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ
พระจตุโลกบาล พระโมกคัลลาณญาณ
พระสารีบุตร พระพุทธกุ กุกสันโธ
พระโกนาคุมะโน พระพุทธกัสสโป พุทโธ
พระศรีสากะยะมุนีโคดม พระพุทธบรรทม
พระนารอด ยอดพระตัณหัง
อัฏฐะอรหันตัง พระสุวรรณสามปัณฑิตา
พระแท่นศิลาอาสน์ พระมุนีนาถ
พระศาสดา พระยาธรรมิกราช
พระศรีอารินไมตรี พระฤาษีทั้งแปดหมื่นพระองค์
อันนั่งจมกรมภาวนาอยู่ในถ้ำพระคูหาสวรรค์
พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระไตรสรรณคมน์
พระบรรทม พระโกณทัญญาณาณสุวรรณเสน
พระสุเมรุราช พระธาตุจุฬามณี
พระศรีมหาโพธิ พระหัตถ์ พระโอษฐ
พระหฤทัย พระไตรปิฎก พระปัจเจกโพธิ์
ท้าวสิริสุทโทธนะ พระนางสิริมหามายาอันเป็น
พระพุทธมารดาแห่งพระพุทธองค์
อันทรงพระนามกรชื่อพระสิทธารถชาติ
เป็นที่สุด พระพุธ พระพฤหัส พระสัชชนู
พระเสาร์ พระราหู พระสมุทรทั้งห้า
ทั้งแผ่นฟ้า ทั้งพสุธาชล ทั้งปลาอานนท์
นางเมขลา พระยาพาลีทรพี อินทรชิต
สุครีพ ทศกัณฑ์ กุมภัณฑ์ พระลักษณ์
พระราม พระหนุมาณ พระรามสูร
พระวิฑูรบูริกา สุนันทยักษา พระยานาค
พระยาครุฑ พระราหู พิเภก ชมภูทีเปหิมะอันตัง
พระพุทธเทวดาอยู่ในชั้นฟ้า จตุมหาราชิกาสวรรค์
เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าดาวดึงสวรรค์
เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้ายามาสวรรค์
เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าดุสิตาสวรรค์
เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้านิมมานรดีสวรรค์
เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าปรนิมมิตวสวัดดีสวรรค์
เทพยดาอยู่ในชั้นฟ้าอกนิฏฐโลกมหาสวรรค์
พระตัณหัง พระพุทธวิปัสสี ปิตุมารดา วาสุกรี
มังกร ครุฑ กินนร กินรี การเวก ปักษา
มหากุมภัณฑ์อนันทยักษา มหากะบิลราช
พระโคอุสุภราช พระสารีริกธาตุ
พระเพลิงอันรุ่งเรืองรัศมี
พระศรีรัตนตรัยแก้วและสมณาจารย์
ทั้งพระรัตนญาณ พระบารมีตาวติงสาตีสูน
นะโมพุทธายะ ธัมโมพุทธายะ สังโฆพุทธายะ
ธัมมะปัชชา จะวันทะนา เมตตาติ


คำไหว้พระธาตุรวม

วันทามิ เจติยัง สัพพัฏฐาเนสุ
ปะติฏฐิตา สะรีระธาตุง มะหาโพธิง
พุทธะรูปัง สะกะลัง สะทา นาคะโลเก
เทวะโลเก ตาวะติงเส พรัหมะโลเก
ชัมภูทีเป ลังกาทีเป
สะรีระธาตุโย เกสาธาตุโย อะระหันตา
ธาตุโย เจติยัง คันธะกุฏิ จตุราสี-
ติสะหัสสะธัมมักขันธา ปาทะเจติยัง
นะระเทเวหิ ปูชิตา อะหัง วันทามิ
ธาตโย อะหัง วันทามิ ทูระโต
อะหัง วันทามิ สัพพะโส


คำไหว้ปาระมี 30 ทัส

ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะอุปะปาระมี สัมปันโน , ทานะปะรามัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา ไมตรี กรุณา มุฑิตา อะเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สีละปาระมี สัมปันโน , สีละอุปะปาระมี สัมปันโน , สีละปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เนขัมมะปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะอุปะปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ปัญญาปาระมี สัมปันโน , ปัญญาอุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ขันตีปาระมี สัมปันโน , ขันตีอุปะปาระมี สัมปันโน , ขันตีปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สัจจะปาระมี สัมปันโน , สัจจะอุปะปาระมี สัมปันโน , สัจจะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อะธิฏฐานะปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะอุปะปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เมตตาปาระมี สัมปันโน , เมตตาอุปะปาระมี สัมปันโน , เมตตาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อุเปกขาปาระมี สัมปันโน , อุเปกขาอุปะปาระมี สัมปันโน , อุเปกขาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ทะสะปาระมี สัมปันโน , ทะสะอุปะปาระมี สัมปันโน , ทะสะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหังฯ

คำพรรณนาพระบรมธาตุ

อะหัง วันทามิ ทูระโต
อะหัง วันทามิ ธาตุโย
อะหัง วันทามิ สัพพะโสฯ

มงคลจักรวาฬทั้ง 8 ทิศ


มงคลจักรวาฬใหญ่

สิริธิติมะติเตโชชะยะสิทธิมะหิทธิมะหาคุณาปะริมิตะปุญญาธิการัสสะ สัพพันตะรายะนิวาระณะสะมัตถัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ทวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณานุภาเวนะ อะสีตยานุพยัญชะนานุภาเวนะ อัฏฐุตตะระสะตะมังคะลานุภาเวนะ ฉัพพัณณะรังสิยานุภาเวนะ เกตุมาลานุภาเวนะ ทะสะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะอุปะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะปะระมัตถะปาระมิตานุภาะเวนะ สีละสะมาธิปัญญานุภาเวนะ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ เตชานุภาเวนะ อิทธานุภาเวนะ พะลานุภาเวนะ เญยยะธัมมานุภาเวนะ จะตุราสีติสะหัสสะ ธัมมักขันธานุภาเวนะ นะวะโลกุตตะระธัมมานุภาเวนะ อัฏฐังคิกะมัคคานุภาเวนะ อัฏฐะสะมาปัตติยานุภาเวนะ ฉะฬะภิญญานุภาเวนะ จะตุสัจจะญาณานุภาเวนะ ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ สัพพัญญุตะญาณานุภาเวนะ เมตตากะรุณามุทิตาอุเปกขานุภาเวนะ สัพพะปะริตตานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะสะระณานุภาเวนะ ตุยหัง สัพพะโรคะโสกุปัททะวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา วินัสสันตุ สัพพะอันตะรายาปิ วินัสสันตุ สัพพะสังกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา ตุยหัง โหตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สัพพะทา ฯ อากาสะปัพพะตะวะนะภูมิคังคามะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา ตุมเห อะนุรักขันตุ ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะ มังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันตวา เตสัง อุปัททะเว ฯ

เทวะตาอุยโยชะนะคาถา
ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา
โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน
เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง
สัพเพ เทวานุโมทันตุ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา
ภาวะนาภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ
สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง
อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโส ฯ
เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง ภะคะวา เอตะทะโวจะ ฯ
เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขา ฯ กะตะเม เอกาทะสะ ฯ สุขัง สุปะติ สุขัง ปะฏิพุชฌะติ ฯ นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ ฯ มะนุสสานัง ปิโย โหติ ฯ อะมะนุสสานัง ปิโย โหติฯ เทวะตา รักขันติ ฯ นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ ฯ ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ ฯ มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ ฯ อะสัมมุฬโห กาลัง กะโรติฯ อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรัหมะโลกูปะโค โหติ ฯ
เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาติ ฯ อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติ ฯ

คาถาบูชาพระพุทธเจ้าหลวง    
 
 พระสยามมินโธ วะโรอิติ พุทธสังมิ อิติอรหัง สะหัสสะกายัง วะรังพุทโธ นะโม พุทธายะ
(หรืออาจว่าคาถาแบบเต็มรูปแบบดังนี้)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
อิติปิ โส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ
อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ
พระสยามมินโท วะโรอิติ
พุทธะสังมิ อิติอะระหัง
สะหัสสะกายัง วะรังพุทโธ
นะโม พุทธายะ มาสีสะมานัง
(หรือจะช่วยกันรวมจิตอธิษฐานภาวนาพระคาถาบูชาพระพุทธเจ้าหลวง
โดยขอพรจากพระองค์ท่านเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้)
ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ...(ชื่อ) ขอถวายบังคมองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
ขออัญเชิญพระบารมีแห่งพระองค์โปรดดลบันดาล ให้ข้าพระพุทธเจ้า
มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าทั้งชีวิตครอบครัว และธุรกิจการงาน
หวังสิ่งใดขอให้สมปรารถนา ขออัญเชิญพระบารมีแห่งพระองค์
โปรดดลบันดาลพิทักษ์รักษา ปกแผ่ให้ปวงชนชาวไทยทั้งชาติ
ปราศจากภยันตราย อันก่อความแตกแยกสามัคคี ให้มีแต่สันติสุข
ขอให้ชาติไทยอันมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ธำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตย เพื่อให้ปวงชนชาวไทยอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
ภายใต้พระบารมีของล้นเกล้าล้นกระหม่อมแห่งองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระมหากษัตราธิราชไทยทุกพระองค์ด้วยเทอญ


คาถาบูชาเจ้าแม่กวนอิม


(เป็นการออกเสียงตามภาษาจีนแต้จิ๋วที่ชาวไทยเชื้อสายจีนในไทยแปลไว้ทั้ง สองบท แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านสามารถอธิษฐานเป็นภาษาไทยหรือภาษาอะไรก็ได้ เพราะว่าการสื่อความหมายจะใช้แรงอธิษฐาน ที่เกิดจากความตั้งใจอันแน่วแน่ของผู้กราบไหว้ในขณะสวดบริกรรมนั่นเองที่ สำคัญที่สุด)
บทสรรเสริญพระคุณ
นะโมกวงซิอิม ผ่อสัก
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมฮูก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิวโคว่ กิวหลั่ง กวงสี่อิมผู่สัก ทั่งจี้โต
โอม เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ล้อเกียฮวดโต
ซาผ่อออ เทียงล้อซิ้ง ตี่ล้อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิ้ง เจ็กเฉียก ใจเอียง ห่วยอุ่ยติ๊ง
นำโมม่อออป่อเยี๊ยปอล้อบิ๊ก (กราบ)
บทมหากรุณาธารณีสูตร
โชยชิ่ว โชยงั่ง บ่อไหง๋ ไต่ปุยซิมทอลอ นีจิ่ว (๓ จบ)
ปึงซือออนีทอ ยูไล้ (๓ จบ)
นำมอ ฮอลาตัน นอตอลา เหย่ เย
นำมอ ออลีเย ผ่อลูกิดตีซอปอลาเย
ผู่ทีสัตตอพอเย หม่อฮอสัตตอพอเย
หม่อ ฮอเกียลูนี เกียเยงัน สัตพันลาฮัวอี
ซูตัน นอตันเซ
นำมอ สิดกิด ลีตออีหม่งออลีเย
ผ่อลูกิด ตีสิด ฮูลาเลงถ่อพอ
นำมอ นอลา กินซี
ซีลี หม่อฮอพันตอซาเม
สะพอ ออทอ เตาซีพง
ออซีเย็น สะพอ สะตอ นอมอ พอสะตอ
นอมอ พอเค มอฮัว เตอเตา
ตันจิต ทองัน ออพอ ลูซี
ลูเกียตี เกียลอตี อีซีลี
หม่อฮอ ผู่ทีสัตตอ สัตพอ สัตพอ
มอลา มอลา มอซี มอซี ลีทอยิน
กีลูกีลูกิดมง ตูลู ตูลู ฟาเซเยตี
หม่อ ฮอฮัว เซเยตี ทอลา ทอลา
ตีลีนี สิด ฮูลาเย เจลา เจลา มอมอ ฮัวมอลา หมกตีลี
อีซี อีซี สิดนอ สิดนอ ออลาซัน ฮูลาเซลี
ฮัวซอ ฮัวซัน ฮูลา เซเย
ฮูลู ฮูลู มอลา ฮูลู ฮูลู ซีลี ซอลา ซอลา
สิดลี สิดลี ซูลู ซูลู ผู่ถี่เย ผู่ถี่เย ผู่ถ่อเย ผู่ถ่อเย
มีตีลีเย นอลา กินซี ตีลีสิด นีนอ
ผ่อเย มอนอ ซอผ่อฮอ สิดถ่อเย ซอผ่อฮอ
หม่อฮอ สิดถ่อเย ซอผ่อฮอ สิดทอยีอี
สิดพันลาเย ซอผ่อฮอ นอลากินซี ซอผ่อฮอ
มอลานอลา ซอผ่อฮอ สิดลาเซง ออหมกเคเย
ซอผ่อฮอ ซอผ่อหม่อฮอ ออสิดถ่อเย ซอผ่อฮอ
เจกิดลา ออสิดถ่อเย ซอผ่อฮอ ปอทอมอกิดสิดถ่อเย
ซอผ่อฮอ นอลากินซี พันเคลาเย ซอผ่อฮอ
มอพอลี เซงกิดลาเย ซอผ่อฮอ
นำมอห่อลาตัน นอตอลาเยเย
นำมอออลีเย ผ่อลูกิตตี ชอพันลาเย ซอผ่อฮอ
งันสิดตินตู มันตอลา ปัดถ่อเย ซอผ่อฮอ
(เจ้าแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (อวโลกิเตศวร) ผู้ทรงแบ่งภาคได้หลายภาค เพื่อมาโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย และทรงเอื้ออารีย์แก่มวลมนุษย์ที่ได้กราบไหว้บูชาให้ประสบผลสำเร็จอันพึง ปรารถนาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ท่านสามารถช่วยปัดเป่าความทุกข์ภัยพยันตรายให้ท่านที่เดือดร้อน ท่านสามารถสวดคาถาบูชาเจ้าแม่กวนอิมให้ครบ ๑๐๘ จบทุกวันโดยตั้งจิตอธิษฐานให้แน่วแน่ ก็จะได้ผลสำเร็จอันพึงปรารถนาทุกประการ)


54
                                               บทสวดมนต์ กรณียเมตตาสูตร

--------------------------------------------------------------------------------

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะ

บทขัดกะระณียะเมตตะสุตตัง

ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง
ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต
สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ
เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ




กะระณียะเมตตะสุตตัง

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา


เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิยา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภุเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ


(ขอกราบขอบพระคุณ ผู้รวบรวม หนังสือ มนต์พิธี )


คาถาแผ่เมตตา (กรณียเมตตาสูตร) แบบย่อ หลวงปู่่ขาว อนาลโย วัดถ่ำกลองเพล ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ดังนี้

พุทธะ เมตตัง จิตตังมะมะ พุทธะ พุทธานุภาเวนะ
ธัมมะ เมตตัง จิตตังมะมะ ธัมมะ ธัมมานุภาเวนะ
สังฆะ เมตตัง จิตตังมะมะ สังฆะ สังฆานุภาเวนะ


ใช้ภาวนาก่อนจบการปฏิบัติภาวนา เป็นการแผ่เมตตาไปทั่วจักรวาล หรือภาวนาบ่อย ๆเป็นพรหมวิหารภาวนา มีอานิสงค์มาก หลวงปู่เคยภาวนาคุยกับพญาช้างในป่่ามาแล้วครับ กำไรชีวิต สำหรับผู้มีบุญในชาตินี้ครับ แบ่งปันเพื่อน ๆ ทุกท่านคราบ

 
    ขอบคุณที่มา  เว็บบอร์ด  พลังจิต

55
                                                        เจดีย์ยุทธหัตถี


(คัดจากเทปที่หลวงพ่อ เล่า ในเดือนเมษายน 2522)

วันหนึ่ง เดินผ่านอำเภอศรีประจันต์ คำว่า ศรีประจันต์ เป็นชื่อของบุคคลคนหนึ่งในเรื่องขุนช้างขุนแผน อำเภอนี้ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ตอนหนึ่ง คือ พระนเรศวรมหาราช ยาตราทัพ ทำยุทธหัตถี กับ พระมหาอุปราชคู่ปรับ

มีคนเขาถามว่า เจดียุทธหัตถี เป็นจุดที่ทำยุทธหัตถีกันจริงๆ ใช่ไหม ครั้งหนึ่ง ก็เป็นการบังเอิญ นอนๆ อยู่ อยากจะอ่านประวัติศาสตร์ อยากจะอ่านเรื่องของ ขุนเหล็ก และ เรื่องพระนเรศวรมหาราช อ่านไปก็มีอารมณ์เคลิ้ม เมื่อเคลิ้ม ก็มีภาพปรากฏ เป็นชาย รูปร่าง หน้าตาสวย เอวบางร่างน้อย อ้อนแอ้น คล้ายสตรี แต่แข็งแรง ผิวกายนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นคนผิวดำ แต่ว่า ดำกว่าอีกคนหนึ่งซึ่งขาวกว่า ที่ชาวบ้านเรียกว่า ท่านเอกาทศรถ

ทั้งสองท่าน ปรากฏ ยกมือพนม บอกว่า ที่เจดีย์ยุทธหัตถีที่ทำไว้ในปัจจุบันนี้ ความจริงไม่ใช่ จุดที่ชนช้างกัน แต่ที่ทำเจดีย์ไว้ เป็นอนุสรณ์นั้น ใช่องค์นี้ ถ้าขุดลงไปกลางเจดีย์ จะมีเป็นอุโมงค์ ที่เก็บอาวุธยุทธหัตถีของพระมหาอุปราช แล้วก็มีแผ่นจารึกประวัติศาสตร์ไว้เป็นหลักฐาน

ถามท่านว่า จุดที่ทำยุทธหัตถีจริง ๆ อยู่ตรงไหน ท่านบอกให้ตั้งศูนย์จากอำเภอศรีประจันต์ จากตัวอำเภอ ลากเส้นไปยังที่ว่าการจังหวัดกาญจนบุรี เดินทางไป 60 กิโลเมตรแล้วทำมุมเฉียงออกไป 15 องศาเดิน ไปอีก 6 กิโลเมตร บริเวณนั้น จะเป็นบริเวณที่รบกัน กับ พระมหาอุปราช ที่เรียกว่า ยุทธหัตถี นี่ ประวัติศาสตร์ของผีในเรื่อง ที่คนเถียงกัน จะถูกหรือไม่ถูกไม่รับรอง


อ้างอิง .. เรื่องจริงอิงนิทาน ๓


***************เจดีย์ยุทธหัตถี อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี***********************


เจดีย์ยุทธหัตถี อยู่ที่ไหน?


เจดีย์ยุทธหัตถี ตั้งอยู่ที่บ้านดอนเจดีย์ ม.2 ต.ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เชื่อกันว่า
เป็นเจดีย์ยุทธหัตถี ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา กษัตริย์แห่งพม่า
ดังปรากฎหลักฐานพอสรุปได้ดังนี้

1. ในพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถี และ บริเวณใกล้เคียง ชาวบ้านพบ กระดูกช้าง กระดูกม้า
กรามช้าง กระโหลกช้าง และกระดูกคน มากมาย ซึ่งแสดงว่า สถานที่แห่งนี้ จะด้องเป็นสถานที่กระทำสงคราม
ครั้งยิ่งใหญ่ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วคงไม่มีกระดูกมากมายเช่นนี้

2. ชาวบ้านดอนเจดีย์ พบ เครื่องศาสตรวุธ เครื่องม้า เครื่องช้าง ซึ่งประกอบด้วย หอก ดาบ ยอดฉัตร
โกลนม้า ขอสับช้าง โซ่ล่ามช้าง แป้นครุฑจับนาค ปัจจุบันสิ่งของเหล่านี้แสดงไว้ที่ ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฎกาญจนบุรี

3. ชาวบ้านดอนเจีย์ส่วนใหญ่ ใช้นามสกุล คชายุทธ มาลาพงษ์ และ ดอนเจดีย์ นามสกุลเหล่านี้มีความหมาย
เกี่ยวข้องกับองค์เจดีย์แห่งนี้ และการตั้งนามสกุลได้ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มในการค้นหาเจดีย์ยุทธหัตถี

4. ชื่อตำบล ตะพังตรุ หนองสาหร่าย ที่ระบุใน พระราชพงศาวดารเป็นสถานที่ ที่มีอยู่ใน อ. พนมทวน จ.กาญจนบุรี
ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่กับแขวง เมืองสุพรรณบุรี ต่อมาภายหลังได้มีการแบ่งเขตการปกครอง โดย อ.พนมทวน มาขึ้นอยู่กับ
จ.กาญจนบุรี เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3

5. เส้นทางการเดินทัพของ พม่า-ไทย โดยทัพ พม่า จะข้ามมาทางด่านเจดีย์ 3 องค์ ผ่านทุ่งลาดหญ้า ผ่านเขาชนไก่
ผ่านเมืองกาญจนบุรีเก่า ผ่านปากแพรก ผ่านบ้านทวน ผ่านอู่ทอง สุพรรณบุรี ผ่านป่าโมก เข้า อยุธยา จะเห็นได้ว่า เจดีย์ยุทธหัตถี
องค์นี้ตั้งอยู่ในเส้นทางการเดินทัพ คือ ที่อำเภอ พนมทวน

6. เจดีย์ยุทธหัตถีองค์นี้ มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์วัดช้าง จ.อยุธยา ซึ่งเป็นที่เชื่อถือได้ว่า เจดีย์องค์นี่
น่าจะสร้างในสมัย อยุธยา

7.ในพงศาวดาร ได้กล่าวไว้ว่า ช้างศีกได้กลิ่นน้ำมันคชสารก็ ตกมัน ตลบปะปนกันเป็นอลหม่าน พลพม่ารามัญ ก็โหมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟ
ระดมเอาพระคชสารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และ ธุมาการตลบมืด เป็นหมอกมัวไป แสดงว่าที่ทรงกระทำยุทธหัตถี
พื้นที่จะด้องเป็น ดินปนทราย จึงมีฝุ่นคลุ้งไปทั่ว จากพงศาวดารที่กล่าวมา ทำให้สอดคล้องกับพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถีแห่งนี้
เนื่องจากบริเวณรอบองค์เจดีย์ เป็นที่ดอน และดินปนทรายซึ่งมีหลักฐานประจักษ์คือ หมู่บ้านที่ติดกับองค์พระเจดีย์
ชื่อว่า หมู่บ้านหลุมทราย แสดงว่าพื้นที่แถบนั้นต้องมีทรายมาก

8. ที่ดอนเจดีย์แห่งนี้มีต้นข่อย ขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นข่อยที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
อยู่ห่างจากเจดีย์ประมาณ 100 เมตร ดังพระราชพงศาวดาร กล่าวไว้ว่าครั้งเหลือบไป ฝ่ายทิศขวาของพระหัตถ์
ก็เห็นช้างเศวตฉัตรหนึ่งยืนอยู่ ณ ฉายาข่อย มีเครื่องสูงและทหารหน้าช้างมากก็เข้าพระทัยถนัดว่า ช้างมหาอุปราชา
พระเจ้าอยู่หัวทั้งสอง ก็ขับพระคชสารตรงเข้าไป ทหารหน้าข้าศึกก็วางปืนจ่ารงคมณฑกนกสับตระแบงแก้ว ระดมยิง
มิได้ต้องพระองค์และคชสาร สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ตรัสร้องเรียกด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า
" พระเจ้าพี่ ใยจะยืนอยู่ในร่มเล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็น เกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิดภายหน้าไป
ไม่มีกษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว" พระมหาอุปราชา ได้ฟังดังนั้นแล้วละอายพระทัย มีขัตติยราชมานะก็ป้ายพระคชสารออกรบ

9. เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฟันพระมหาอุปราชา ขาดคาคอช้างแล้ว ทัพไทยได้ไปทันพอดี จึงไล่ฆ่าฟัน
ทหารพม่าอย่างหนัก จาก ตะพังตรุ ถึง กาญจนบุรี คาดว่า ทหารไทยฆ่าทหารพม่า ประมาณ 20,000 คน
จับช้างใหญ่สูง 6 ศอก ได้ 300 เชือก ช้างพลายพัง 500 เชือก ม้าอีก 2,000 เศษ
จะเห็นได้ว่า จากเจดีย์ยุทธหัตถี บ้านดอนเจดีย์ไปกาญจนบุรี มีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร จึงเป็นไปได้ที่ทหารไทย
จะไล่ฆ่าฟัน ทหารพม่าในวันเดียวถึงเมืองกาญจนบุรี ซึ่งระยะทางห่างกันไม่มากนัก

10. ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วันวลิต ได้กล่าวไว้ว่า ในการกระทำยุทธหัตถี ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
กับพระมหาอุปราชาได้ กระทำใกล้กับวัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งจะตรงกับสภาพพื้นที่เจดีย์ยุทธหัตถี บ้านดอนเจดีย์แห่งนี้
ยังมีวัดร้าง อยู่ทางทิศใต้ของเจดีย์ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ปัจจุบันคือ วัดบ้านน้อย และยังมีเจดีย์ โบสถ์เก่าแก่
ให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้

จากหลักฐานดังที่ได้กล่าวอ้างมานี้ น่าจะเป็นที่ยืนยันได้ว่า เจดีย์ยุทธหัตถีบ้านดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี
เป็นเจดีย์องค์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างขึ้นหลังจากที่พระองค์ ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาเมื่อ พ.ศ.2135

(จากหนังสือ "เจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่ไหน เขียนโดย นเรศ นโรปกรณ์ และ คณะ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2516 และคัดเนื้อความบางส่วน

จากหนังสือกระแสพระ ฉบับที่ 38 เดือน ตุลาคม 2548)

สาธุ ขออนุโมทนาเป็นอย่างสูงครับ
เว็บทางนิพพาน เว็บไซด์ เผยแพร่ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
ที่รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

   ผิดถูกประการใดต้องขออภัยด้วยครับ

  ขอบคุณที่มา  เว็บบอร์ด พลังจิต



56
                                                ทรมานใจกับการไม่รักพ่อแม่...เรื่องที่หลายคนกำลังเผชิญ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ซึ่งสงสัยอยู่ว่าอกตัญญูไหมที่ไม่รักพ่อ? เนรคุณไหมที่เกลียดแม่? ผิดไหมถ้ารักพ่อมากกว่าแม่? บาปไหมที่ดีใจเมื่อรู้ว่าแม่กำลังจะตาย?

วันนี้เรามาดูกันว่าจะสบายใจขึ้นได้อย่างไร หรือดีกว่านั้นคือเปลี่ยนใจตัวเองได้ด้วยวิธีไหน

ก่อนอื่นให้มองตามจริงว่าความรู้สึกเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ คนเรามีหูตาอยู่อย่างนี้ ถ้ากระทบเข้าภาพแย่ๆ เสียงแย่ๆ ความรู้สึกก็ต้องแย่ตาม มิใช่วิสัยที่จะสั่งห้ามใจไม่ให้แย่ไปด้วย
ฉะนั้น ถ้าตัดคำว่าพ่อ
ตัดคำว่าแม่ออกไป เหลือแต่ความกระทบกระทั่งระหว่างคนกับคน ก็อย่าแปลกใจถ้าจะมีอารมณ์ต่อกัน
เป็นความขัดเคืองบ้าง ความโกรธบ้าง ความแหนงหน่ายไม่อยากรักบ้าง หรือกระทั่งความชิงชัง รังเกียจเดียดฉันท์บ้าง

ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับใครแล้วรักกันนั้นง่าย แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะรักคนให้ทุกข์ให้โทษกับเราถ่ายเดียว!

ถ้าจะกล่าวโทษ ก็ต้องโทษธรรมชาติที่บีบให้คนเราต้องอยู่ร่วมกัน กระทบกระทั่งได้ เกิดความขัดเคืองได้ สะสมความรู้สึกไม่ดีต่อกันได้ ไม่ยอมให้เราเกิดเอง โตเอง สบายเอง

มิฉะนั้นก็คงเลือกได้ตามอิสระ เห็นใครอยู่ในฐานะอะไร ควรรักเขามากน้อยแค่ไหน

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ความผิดของสังคม ที่คนส่วนใหญ่พากันชื่นชม รำลึกนึกถึงพระคุณของพ่อแม่ ถึงขนาดที่เกือบทุกชาติทุกภาษา จัดให้มีวันพ่อ วันแม่ เป็นประจำทุกปี
สะท้อนให้เห็นว่าโลกของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงนั้น เขามองกันว่าพ่อแม่เป็นผู้มีบุญคุณยิ่งใหญ่ ขนาดสมควรที่จะไม่ลืมจัดวันพิเศษเพื่อบูชาพวกท่าน


พ่อแม่มีชีวิตต่อได้ถ้าไม่มีคุณ แต่คุณมีชีวิตขึ้นมาไม่ได้ถ้าขาดพ่อแม่!


กล่าวแบบรวบรัด ถ้าจะถามว่าใครเป็นคนกำหนดให้ต้องนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ ก็ต้องตอบว่าธรรมชาตินั่นแหละที่กำหนด และฝังไว้ในสำนึกว่าการรู้คุณพ่อแม่เป็นคุณสมบัติของผู้มีใจสูง
คนเราจะทราบว่าตนมีใจสูงหรือใจต่ำ ก็ดูง่ายๆว่าจำได้หรือเปล่าว่าพ่อแม่สำคัญแค่ไหน

ถึงตรงนี้สรุปได้สั้นๆว่า อย่ารู้สึกผิดถ้าไม่รักพ่อแม่ แต่จะแย่มากถ้าไม่คิดตอบแทนบุญคุณพวกท่านเลย!


ต่อให้เป็นโจรชั่ว เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษประหารจากองค์ราชา ก็ยังสำนึกคุณ ทุ่มกายถวายชีวิตรับใช้องค์ราชาได้ แม้ต่อมาภายหลังจะถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไรก็ก้มหน้าก้มตายอมรับ

เพราะจดจำอยู่ว่ามีชีวิตต่อก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม


แล้วใครจะอ้างได้เต็มปากเล่า ว่าตัวเองย่ำแย่แค่ไหน เกินกว่าจะทำใจรับพ่อแม่อย่างไร จึงนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ไม่ออก ที่ให้ชีวิตมาทั้งชีวิตตั้งแต่แรก
เห็นได้ชัดเจนว่ายิ่งกว่าพระราชาประทานชีวิตแก่นักโทษประหารไม่รู้กี่ร้อยเท่า
หาค่าของชีวิตให้เจอ แล้วคุณจะได้ตระหนักว่า คุณมีชีวิตขึ้นมาหาค่าของชีวิตไม่ได้ ถ้าปราศจากพ่อแม่


เมื่อเห็นค่าของพ่อแม่ แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะตอบแทนอย่างไร อย่างน้อยก็รู้จักความหมายของคำว่า "กตัญญู" ให้ได้ก่อน
ความกตัญญูเป็นอาการของใจที่มีความสามารถรู้คุณคน ทราบว่าใครมีอุปการคุณต่อเราไว้อย่างไร กล่าวโดยย่นย่อที่สุดคือนึกออก บอกถูก และทำไว้ในใจว่าผู้นั้นผู้นี้ มีบุญคุณกับเราไว้เมื่อครั้งไหน

ถ้ากตัญญูเป็น ก็เหมือนจุดพลุ จุดชนวนให้เกิด "กตเวที" ตามมาเอง เพราะความมีใจสูงของมนุษย์ ย่อมเกิดแรงดันให้อยากตอบแทนคุณ โดยไม่ต้องมีใครเอาหอกดาบมาบังคับ


สำหรับคนเกลียดพ่อแม่ แค่มีแก่ใจ ทำความเข้าใจที่มาที่ไปของพ่อแม่ ให้อภัยในความร้ายกาจของพวกท่านได้ ก็นับว่าปรับใจเข้ากับความประเสริฐแบบมนุษย์ อันเป็นธาตุแท้ของคุณได้แล้ว

สำหรับคนรักพ่อแม่ไม่เท่ากัน แค่มีแก่ใจ นึกสงสารท่านที่ได้รับความรักจากเราน้อยกว่าอีกท่าน เห็นค่าว่าครึ่งหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นเรา ได้มาจากท่าน หาใช่รับเต็มตัวมาจากฝ่ายไหน

ก็จะก่อให้เกิดกำลังใจในการคิดตอบแทนท่าน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีกท่านหนึ่ง ความคิดอยากตอบแทนเท่าๆกัน จะค่อยๆปรับความรู้สึกรักไม่ให้ทิ้งระดับห่างจากกันเกินไปนัก


สำหรับคนรักพ่อแม่มากอยู่แล้ว ควรมีแก่ใจ ดูตามจริงว่าพวกท่านมีที่พึ่งให้ตนเองหรือยัง ในทางพุทธ หากชักชวนโดยละม่อม ให้พวกท่านมีใจยินดี ตั้งมั่นในการให้ทาน รักษาศีล
ปลูกศรัทธาในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้หยั่งรากลึกมั่นคงพอ จะนับเป็นการตอบแทนอย่างแท้จริง สมน้ำสมเนื้อ เพราะพวกท่านจะมีหลักประกันให้ตนเองได้ไปดี ไปสว่าง ตลอดจนไปถึงที่สุดทุกข์ได้เป็นแน่แท้

อย่าเค้นใจให้รักพ่อแม่ เพราะจะเหนื่อยเปล่า และยิ่งทรมานใจขึ้น แต่เข้าใจเพื่อเห็นค่าพ่อแม่ แล้ววันหนึ่งจะเข้าถึงความรู้สึกที่ถูกต้อง เป็นสุขที่ได้เป็นมนุษย์เต็มตัว สมเกียรติภูมิกัน

ที่มา : ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๓‏ (ดังตฤณ)

     ขอบคุณที่มา เว็บบอร์ด  พลังจิต



เรื่อง การสร้างบุญกุศลด้วยการดูแลพ่อแม่...ขณะมีชีวิตอยู่


การสร้างบุญกุศลให้กับพ่อแม่ยามแก่เฒ่า คือ การทำความดีให้กับพ่อแม่ เช่น ดูเอาใจใส่เมื่อพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ผู้สูงอายุ โดยการหาซื้ออาหารมาให้ท่านทาน ดูแลให้การช่วยเหลือพาไปรักษาพยาบาล นั่งคุยกับท่านยามท่านเหงาในวันหยุดสัปดาห์ การพาท่านไปกราบไหว้พระ ตามวัดต่างๆใกล้ๆบ้าน ถือเป็นบุญกุศลอย่างหนึ่งที่ลูกๆ สามารถกระทำได้ เพื่อตอบสนองบุญคุณ ที่ท่านได้อุปการะเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เยาว์วัย สิ่งนี่แหละทำให้ท่านมีจิตยินดีอันเป็นกุศลจิต และเป็นความทรงจำของท่านทีดีๆ ในปั้นปลายชีวิตของท่าน สำหรับเวลาที่เหลือในขณะท่านมีชีวิตอยู่ก่อนท่านจะจากลูกๆไป....ก่อนที่ลูกๆ จะไม่มีโอกาสสร้างความดีให้กับท่าน
เมื่อเราในขณะมีหน้าที่เป็นลูก และมีหน้าทีประกอบอาชีพทำงาน แสวงหาเงินนำมาเพ่อเลี้ยงดูบุตรและครอบครัว ไหนงานสังคม ในช่วงนี้เอง จะอ้างว่า ลูก ไม่มีเวลาดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า มีงานรัดตัว ไม่ว่าง มีอีกหลายๆ คน ยังอ้างว่า ยังไม่มีเวลาว่าง แต่มันอาจสายเกินไป เมื่อเวลานั้นมาถึง....จะหมดโอกาสดูแล...
การทำบุญ สร้างกุศลดูแลพ่อแม่ เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่มหาศาล ท่านถือเป็นพระในบ้าน ไฉน.....เราทั้งหลาย จึงขาดการเอาใจใส่ดูแล.....ในสังคมปัจจุบัน เป็นสังคมพุทธศาสนา มีความเมตตากรุณาต่อพ่อแม่ ผู้มีอุปการะคุณ .....แต่ไฉน...ลูกทีมีพ่อแม่ ยังบกพร่อง ต่อการดูแลพ่อแม่และปล่อยให้พ่อแม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว..... ขาดความอบอุ่น.... ขาดการเอาใจใส่ดูแล.....
ปัญหานี้ ในสังคมปัจจุบัน .....สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ.....
สิ่งที่ได้พบเห็น..การขาดเอาใจใส่พ่อแม่..มุ่งแต่เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่...ไม่เคารพผู้มีพระคุณ...ถือเป็นการสร้างบาปให้แก่ตนเอง....
การแก้ไขปัญหานี้ อยู่ที่จิตสำนึกแต่ละบุคคล ที่ถูกขาดการอบรม ศีลธรรม จริยธรรม เหตุผลที่โรงเรียนชาวพุทธ ได้ถูกยกเลิกการเรียนการสอนศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมทางพุทธ โดยปัจจุบันมีแนวคิดนำพระมาสอนในโรงเรียนเพียงไม่กี่ชั่วโมง ต่อเดือน ต่อปี แล้วเด็กนักเรียน ผู้จะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ก็บกพร่องเรื่อง ศีลธรรม วัฒนธรรม จริยธรรม รวมทั้งการห้ามการลงโทษตีเด็กนักเรียน นี่คือ มิใช่วิถีวัฒนธรรมไทย ดังสุภาษิต " รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี " คือการป้องปราบ มิให้เด็กกระทำความผิดอีก
ปัญหานี้ย่อมนำไปสู่การขาดเอกลักษณ์ของเยาวชนรุ่นใหม่ ที่อ้างว่านับถือพุทธศาสนาแต่เพียงปาก!!!

   ขอบคุณที่มา  หนังสือ..พระในบ้าน http://www.vithi.com/menu04-11-01.htm



57
                                             แจ้งข่าวการมรณภาพของเจ้าอาวาสวัดชิโนรสหรือพระครูระเบียบ
 


สืบเนื่องจากเจ้าอาวาสวัดชิโนรสหรือที่ชาวบ้านต่างรู้จักท่านในนามว่า "พระครูระเบียบ" ท่านได้มรณะภาพ ทางวัดจึงมีกำหนดการรดน้ำศพในวันที่ 20 ตุลาคม 2553 เวลา 14.00 - 17.00 น. จึงเรียนมาเพื่อทราบกันทั่วกัน ส่วนกำหนดการอื่นขอให้ติดตามได้จากประกาศของทางวัดโดยตรง

ประวัติโดยย่อ
                                                                                                                       เจ้าอาวาสวัดชิโนรสหรือพระครู โสภณพัฒนกิจ (เกสโร) หรือ พระครูระเบียบชาติภูมิ ต.เสาธง อ.บางประหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เดิมเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดอัมพวา เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดชิโนรสาราม เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๕ จนกระทั่งปัจจุบัน ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระชินวงศ์พิพัฒน์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และเป็นพระราชพัฒนโสภณ จนล่าสุดทราบว่าท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระเทพสิริภิมณฑ์

แม้ว่าท่านจะเจ็บป่วยเพียงใดท่านก็ไม่เคยที่จะละกิจของสงฆ์ ท่านได้กล่าวต่อชาวบ้านในวันที่ไปเทศนาที่วัดบางเสาธงว่าวันนี้ท่านไม่ค่อยสบาย เสียงท่านจึงสั่นไปบ้าง ญาติโยมเองก็สังเกตได้ว่าเสียงของท่านไม่เป็นปกติ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าการเจ็บป่วยในครั้งนี้ของท่านจะเป็นเหตุที่ทำให้ท่านมรณภาพ ต่อมาท่านได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและได้จากไปอย่างสงบที่โรงพยาบาล นับแต่นี้ยามเช้าชาวบ้านย่านบ้านช่างหล่อก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นภาพพระสงฆ์สูงวัยออกเดินบิณฑบาตรไปพร้อมกับสามเณรอีกแล้ว สิริอายุของท่านพระครูระเบียบ 80 ปี

อนึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น สมณศักดิ์และข้อมูลต่างๆจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง จึงขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้

ส่วนตัวแล้วกระผมใคร่อยากจะกราบเรียนต่อท่านพระครูระเบียบไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า การใดที่กระผมล่วงเกินท่านไปไม่ว่าทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ขอให้ท่านซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของกระผมได้โปรดงดเว้นโทษกระผมด้วย

สุดท้ายนี้กระผมขอแสดงความเคารพต่อท่านในฐานะที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของกระผมครับ

   ขอบคุณที่มา  เว็บบอร์ด  พลังจิต

58
                                                               โทษของการเป็นชู้ - ผิดศีลข้อที่สาม

โทษของการเป็นชู้

๑) ทุกข์ทางใจ

จิต ที่เป็นปกติสุขไม่อาจคิดลงมือคบชู้ การจะคบชู้ได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะรู้ ๆ กันทั้งโลก ทุกชาติทุกภาษาว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องบาดใจ แม้แต่การแตะเนื้อต้องตัวคนมีเจ้าของด้วยความกำหนัด ก็นับว่าสมควรอดสูใจได้แล้ว เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าจะมากหรือน้อยก็เป็นการล่วงละเมิดสมบัติต้องห้ามของ ผู้อื่นอยู่ดี

ฝ่ายหญิงมีรูปเป็นทรัพย์ เมื่อยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ก็ต้องถือว่าทรัพย์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ ปกครองเลี้ยงดู แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นในสังคมประชาธิปไตยที่ชายหญิงต่างเลี้ยงดูตนเองได้ อันนำไปสู่การมีสิทธิเท่าเทียมกัน ชายหญิงต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วม กล่าวคือนับแต่การหมั้นหมายประกาศจองตัวกันและกันอย่างเป็นทางการ ให้นับว่าทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในร่างกายของอีกฝ่ายเสมอกัน ห้ามฝ่ายใดละเมิดสัญญาด้วยการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น ขณะเดียวกันถ้าคนอื่นมามีเพศสัมพันธ์ทั้งรู้ว่าหมั้นหมายแล้ว ก็นับว่าผิดศีลเช่นกัน

เนื้อหนังคนเราเปรียบเสมือนอาหารอันโอชะที่ น่าแหนหวงสำหรับเจ้าของ ถ้าต้องลักกินขโมยกินเพียงเพื่อให้หายอยาก ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร แม้เหมือนอิ่มหมีพีมัน ใจก็อดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังใช้มือที่สกปรกหยิบอาหารใส่ปาก ทุกคำย่อมเจืออยู่ด้วยพิษหรือเชื้อโรคอันเป็นโทษ ให้ผลเป็นทุกข์ การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นขัดแย้งกับส่วนลึกที่ยังมีมโนธรรม และมโนธรรมจะส่งแรงต้านความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้เสมอ

ทุกข์จะ ทวีตัวขึ้นเมื่อตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจเริ่มก้าวพ้นเขตสว่างเข้าสู่แนวสนธยา ถึงแม้รู้สึกว่ามืดลงทุกที แต่ความตื่นเพริดไปกับจินตนาการที่เร้าใจ ก็รุนหลังเราให้มุ่งหน้าไปเรื่อย เยี่ยงคนไม่กลัวความมืดในป่ารกชัฏ เพียงเพราะได้กลิ่นยวนใจของเหยื่อล่อจากที่นั่น

ทุกข์จะทวีตัวขึ้น อีกเมื่อพยายามมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นการฝืนใจ เค้นราคะขึ้นมาเอาชนะความกลัวถูกปฏิเสธ หรือกลัวถูกด่าทอ หรือกลัวถูกจับได้

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุด เมื่อลงมือมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นความหน้ามืด ดับสำนึกผิดชอบชั่วดีลง ราวกับทั้งชีวิตเหลือแต่การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณไม่ต่างจากสัตว์โลกทั่วไป

ทุกข์จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของสำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกไม่ดี น่าดูถูก ผิดที่ผิดทาง หรือกระทั่งชวนให้ขยะแขยง และที่สำคัญคือรู้สึกว่าต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จะให้ใครรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของ

ถ้าคนมีเจ้าของไม่ค่อย มีเสน่ห์ทางเพศนัก สำนึกผิดชอบชั่วดีของเราจะกลับมาเร็ว และรู้สึกแย่กับพฤติกรรมของตนเต็มที่ แต่ถ้าคนมีเจ้าของเป็นพวกมีเสน่ห์ทางเพศสูง สำนึกผิดชอบชั่วดีของเราจะถูกกดไว้ ใจจะทะยานต่อตามแรงฉุดจากเสน่ห์ทางเพศของฝ่ายนั้น กระทั่งพุ่งลิ่วไปบนเส้นทางเห็นผิดเป็นชอบ สำคัญว่ากงจักรเป็นดอกบัว กว่าจะรู้สึกตัวว่าหลงเดินบนเส้นทางอันเน่าเหม็นและระทมทุกข์ ก็ตกอยู่ในเงามืดจนยากจะคลำหาเส้นทางใหม่เสียแล้ว

๒) การสั่งสมบาป

ดัง ที่ทราบแล้วว่าความมืดเป็นเครื่องหมายของบาป เราก็สามารถสำรวจใจตนเองแล้วทราบได้ว่าการผิดประเวณีเป็นบาป เพราะไม่มีการผิดประเวณีครั้งใดที่ทำให้จิตของเราสว่างขึ้น มีแต่จะหม่นหมองลง กับทั้งไม่มีแก่ใจคิดอะไรในทางดี ในทางที่เจริญเอาเลย

แรง ผลักดันให้ผิดประเวณีได้คือราคะ ราคะต้องชนะความยับยั้งชั่งใจทางเพศ จึงขับให้เราก่อบาปด้วยการผิดประเวณี ความยับยั้งชั่งใจทางเพศเป็นสิ่งที่มนุษย์มีกันโดยธรรมชาติ แม้แต่เด็กเพิ่งรู้ความก็ทราบว่าไม่ควรให้คนแปลกหน้ามาจับต้องอวัยวะเพศของ ตน และตนก็ไม่ควรถือวิสาสะไปลูบคลำอวัยวะเพศของใคร การกล้าทำถือเป็นความทะลึ่งผิดธรรมดา

ที่น่ากลัวก็คือบาปสามารถ สั่งสมตัวได้ นั่นหมายความว่ายิ่งผิดประเวณีมากขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งยับยั้งชั่งใจน้อยลงเท่านั้น มองไปทางไหนใครต่อใครกลายเป็นวัตถุทางเพศที่น่าลิ้มลองไปหมด ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่ามีเจ้าของแล้วก็ไม่สน ไม่รู้สึกว่าเป็นกำแพงกีดขวางที่มีสาระสำคัญอันใดเลย

แม้แกล้งเอา ไหล่ไปเฉียดแขนคนที่เราเห็น ๆ อยู่ว่าเดินมากับคู่ครอง ไหล่ของเราก็ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องรับเชื้อโรคทางวิญญาณแล้ว เมื่อเพาะเชื้อโรคแล้วลุกลามใหญ่โตจนครอบใจได้ทั้งดวง เราจะรู้สึกว่าตัวเราสกปรก แม้อาบน้ำชำระสะสางกายได้สะอาดสะอ้าน ก็เหมือนทั้งตัวเต็มไปด้วยยางเหนียวเหนอะหนะที่แกะไม่ออก บางคนถึงขั้นที่กลิ่นตัวเหม็นแปลก ๆ ฟอกถูด้วยสบู่หอม กลิ่นเหม็นก็ไม่หายเลยทีเดียว

ความคิดในทางผิดประเวณีจะลดความฉลาด ในการหาคู่แท้ให้ตัวเอง หรือแม้เจอคู่แท้แล้วก็จะไม่ฉลาดในการรักษาไว้ บาปที่พอกพูนขึ้นจะทำให้เราสำคัญไปว่าชีวิตจะมีสีสันต่อเมื่อได้ลิ้มรสเพศ สัมพันธ์แปลกใหม่ไม่รู้จบ

ฉะนั้น เพียงไม่ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะเว้นขาดจากการผิดประเวณี ก็นับว่ามีโทษแล้ว เพราะเมื่อถูกเร้าใจให้เกิดราคะอย่างแรงกล้า ความยับยั้งชั่งใจทางเพศย่อมลดระดับแทบไม่เหลือ ยังผลให้สติพร่าเลือนลง เปิดช่องให้ราคะเข้าครอบงำจนโง่เขลา หลงนึกว่าบาปแห่งการผิดประเวณีเป็นสิ่งสมควรทำยิ่งกว่าบุญแห่งการระงับราคะ ผิด ๆ ขอเพียงสบโอกาสเหมาะ แม้แต่ก่อคดีข่มขืนชำเราก็ยังเป็นไปได้

๓) ความเป็นอยู่ที่เลวร้าย

ไม่ มีความรู้สึกอ่อนแออันใดย่ำแย่ไปกว่าความรู้สึกอ่อนแออันเกิดจากการเป็นชู้ เพราะบาปข้ออื่นยังทำลงไปด้วยจิตใจแกร่งกล้ากันได้ เช่น เราอาจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยกำลังกายและกำลังใจที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้ เราอาจขโมยของด้วยการตั้งใจระมัดระวัง เราอาจโกหกด้วยความคิดอ่านฉลาดแหลมคม เราอาจกินเหล้าเพื่อกระตุ้นความฮึกเหิม แต่ถ้ายอมถอดเสื้อผ้าทิ้งความอายลงพื้น และเอากำลังกายกับสติปัญญาไปทิ้งในบ่อกามสกปรก เราจะพบว่าความเปลี้ยเพลียอ่อนล้าทางกายหลังเสร็จกิจทางเพศ จะเกิดขึ้นพร้อมกับความไร้สำนึกยับยั้งทางเพศ ก่อให้เกิดผลเป็นความมึนงง ปวกเปียก และเฉื่อยแฉะไร้แรง เหมือนกำลังใจจะทำอะไรดี ๆ หรือกำลังใจจะต่อต้านความคิดที่ชั่วร้าย ดูเหือดแห้งไปจากเราเสียเกือบหมด

เมื่อ บาปจากการผิดประเวณีถูกสั่งสมมากแล้ว ผู้ผิดประเวณีย่อมเลื่อนฐานะเป็นหญิงร้ายหรือชายโฉด ดูเผิน ๆ เหมือนกร้านโลกไม่หยี่หระกับความประพฤติผิดใด ๆ แต่ที่แท้บาปหนาจนความรู้สึกด้านชากว่าใคร ๆ ต่างหาก ความด้านชาของหญิงร้ายและชายโฉดเกิดจากการหมักหมมคราบสกปรกทั้งทางกายและ วิญญาณ จึงย่อมก่อให้เกิดกระแสในตัวที่น่ารังเกียจ ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนกับความสกปรกเน่าเหม็น เฉกเช่นหมูในเล้าที่จำต้องกินอยู่อย่างสกปรกเกือบตลอดเวลา

การผิด ประเวณีแต่ละครั้งคือการไม่ให้เกียรติผู้อื่น ซึ่งก็มีผลสะท้อนให้นับถือตนเองน้อยลง พูดง่าย ๆ ว่าได้สมบัติทางเพศของคนอื่นมา เพื่อเสียความนับถือตัวเองไป

จิต ของหญิงร้ายและชายโฉดเปรียบเหมือนคนที่จุ่มศีรษะลงไปในเมือกลื่นจนชุ่มโชก ย่อมไม่ได้รู้สึกถึงความแห้งสบาย แม้จมูกได้กลิ่นหอมของสวนดอกไม้ แต่ใจลึก ๆ ก็เหมือนได้กลิ่นเหม็นของกามผิด ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา

จิตที่ชุ่ม ด้วยเมือกลื่นย่อมเหมาะกับภพใหม่ที่สกปรก ต่ำชั้น เต็มไปด้วยความน่ารังเกียจ น่าอึดอัดระอา และอาจถึงขั้นเน่าเฟะ ถ้ายังมีวาสนาพอจะเกิดใหม่ในโลกมนุษย์ ก็ย่อมเป็นที่ชิงชังของผู้พบเห็น ราวกับว่าใครเห็นก็อยากเขี่ยทิ้งด้วยเท้ากันหมด สภาพเช่นนั้นย่อมยากที่จะผูกมิตร แต่ง่ายที่จะผูกเวร ดึงดูดคนและสัตว์ให้อยากเข้ามาด่า เข้ามาว่า เข้ามาทำร้ายเป็นขบวน

ความ ผิดทางเพศย่อมนำไปสู่ความผิดปกติทางเพศ ถ้ามีวาสนาได้เป็นมนุษย์ก็อาจรังเกียจเพศของตน และอยากเป็นอีกเพศหนึ่งแทน หรือโตขึ้นถูกดึงดูดเข้าสู่วิถีทางของการเบี่ยงเบนทางเพศได้ เป็นที่ทรมานใจของตนเองเนิ่นนาน

หากตายเยี่ยงชู้ผู้ยังไม่อิ่มไม่ พอกับการผิดประเวณี ไม่มีโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แต่ยังพอมีบุญพยุงไม่ให้ร่วงหล่นถึงนรก ก็อาจไปเสวยภพของพวกรักความสกปรกระดับเดรัจฉานภูมิ เช่น หนอนในส้วม เป็นต้น

แต่หากตายเยี่ยงหญิงร้ายและชายโฉดผู้ล่อลวงใครต่อใครเข้า มาร่วมบาปแห่งการผิดประเวณี ไม่เห็นแก่หัวอกหัวใจเจ้าของบ้างเลย ก็จัดว่ามีความเหมาะกับสภาพความเป็นอยู่อันเสียดแทงเจ็บแสบ ดังเช่นนรกภูมิสถานเดียว!

นำมาจาก ผิดที่ไม่รู้ - ดังตฤณ

   ขอบคุณที่มา  เว็บบอร์ด  dhammakid

59
ธรรมะ / แผ่เมตตาให้ศัตรู
« เมื่อ: 17 ต.ค. 2553, 07:00:25 »
                                                            แผ่เมตตาให้ศัตรู (ท่านปิยโสภณ วัดพระรามเก้า)

แผ่เมตตาให้ศัตรู

สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง :
ในที่สุด คนที่เคยเป็นศัตรูเราก็จะกลับกลายเป็นมิตร ไม่ช้าก็เร็ว
การก่อเวรข้ามภพข้ามชาติกันก็จะหมดไป

โดย ปิยโสภณ


คำนำ

การผูกอาฆาตพยาบาท จองเวร ให้ผลข้ามพบข้ามชาติ
ถ้าเราเปรียบภพชาติ เหมือนคืนวัน
การนอนหลับ เหมือนการตาย
การตื่นจากหลับ เหมือนการเกิด
ภพชาติก็ใกล้ตัวเราเข้ามา
การผูกอาฆาตพยาบาท
เหมือนการเข้านอนโดยไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกาย
หลับก็ไม่เป็นสุข ตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น

ในแต่ละวัน จิตใจของเราเก็บเกี่ยวเฉี่ยวโฉบ
อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา นินทา
อาฆาตพยาบาท ขุ่นแค้น ขัดเคือง นานาชนิดเอาไว้
ถ้าไม่มีวิธีชำระใจ ก็จะเกิดสนิมใจขึ้นมา
คนไม่อาจนอนได้อย่างมีความสุข หากไม่ชำระร่างกายฉันใด
ใจที่ไม่ถูกชำระ จะทำให้ฝันร้าย อารมณ์หงุดหงิด หลับไม่สนิท ฉันนั้น

ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเล่มน้อยนี้ขึ้นมาจากเรื่องจริง
ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง
เมื่อหนังสือนี้พิมพ์เผยแพร่ออกไป
ปรากฏว่ามีผู้คนจำนวนมากเข้ามาพูดคุยสนทนาด้วย
บางคนบอกว่าอ่านแล้วทำให้ได้สติ

มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาจากต่างประเทศ
มีสนิมใจเกิดขึ้นหมักหมมมานานกว่า ๒๐ ปี
ไม่มีทางแก้ มันตามหลอกหลอนทุกอริยาบถ
เข้านอน เข้าห้องน้ำ อารมณ์โกรธ
เกลียดพยาบาทก็ยังตามหลอน
ต้องถอนหายใจตลอดเวลา

ข้าพเจ้าแนะนำว่า เราต้องหาวิธีปลดปล่อยอารมณ์นั้นให้ได้
เพื่อเราจะได้ไม่ต้องผูกอาฆาตพยาบาทใคร
หรือให้ใครตามมาจองเวรเราข้ามภพข้ามชาติ
แปลว่า กาลข้างหน้า เราไม่ต้องมารองรับสู้รบกับใครอีกต่อไป
แต่ทว่า การอโหสิกรรมให้แก่คนที่เรารัก...ทำได้ง่าย
แต่คนที่เราชัง ทำได้ยาก...ถึงกระนั้น เราก็ต้องทำให้ได้

การ “แผ่เมตตาให้ศัตรู” ที่เขียนไว้นี้
พอเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายฝึกปฏิบัติ
เพื่อวันหน้า ภพหน้า เราจะได้ไม่มีใครเป็นศัตรูต่อไป
เป็นการชำระใจของเราให้สะอาดทุกวันๆ
เพื่อให้มั่นใจว่า แม้วันนี้เราจะต้องตายจากไป
เราก็รู้สึกไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ไม่มีใครเป็นศัตรูกับเรา
ไม่มีหนี้กรรมเวรใดๆ จะต้องไปชดใช้กับใครในภพอื่นชาติโน้น
ใจเราก็เป็นสุขสบาย ใจเขาก็เอิบอิ่มเป็นบุญ
เริ่มต้นที่เรา มิใช่รอให้เขาเริ่มต้น
เริ่มต้นวันนี้ มิใช่รอให้ถึงวันพรุ่งนี้...เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีเรา

ขออนุโมทนาบุญและแสดงความยินดีกับท่าน
ที่ได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มน้อยของข้าพเจ้านี้
ขอให้ท่านจงคิดว่า
เราเกิดมาลงทุน แม้ยังไม่ได้กำไร...ก็อย่าให้ขาดทุนในชีวิต
ขอจงเป็นผู้ปราศจากเวรภัยต่อกันทุกเมื่อ
อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนกัน
ขอจงอยู่ด้วยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ตลอดไปเถิด

ปิยโสภณ


แผ่เมตตาให้ศัตรู

เจ้ากรรมนายเวร คือ สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร
เราชอบกินหมู เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ หมู
เราชอบกินไก่ เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ ไก่
เราชอบกินเป็ด เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ เป็ด
แม้กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เรากินมาตั้งแต่เกิด
กระทั่งถึงวันนี้ นับไม่ถ้วนว่ากี่ร้อยกี่พันชีวิต
ก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของเราทั้งสิ้น

เนื้อหนังมังสาของเรา อวัยวะทุกส่วน
ล้วนแล้วแต่มีหุ้นส่วนของชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ทั้งสิ้น
บางครั้ง เราคิดว่าเป็นของเราคนเดียว
ไม่เคยแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่
ที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ
ทั้งๆ ที่เขาสละชีวิตของเขา เพื่อต่อชีวิตเราให้ยืนยาวออกไป

เขาก็รู้สึกน้อยใจที่ถูกเพิกเฉย
ความน้อยใจของเขา บางครั้งทำให้เราเกิดโรคร้าย
เช่น มะเร็ง เป็นต้นได้
บางทีก็ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอหาเหตุไม่พบ
แต่พอแผ่เมตตากลับหาย
เรื่องเช่นนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

ทุกครั้งที่เราไหว้พระสวดมนต์
ขอให้เราแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ ที่เรากินเป็นอาหาร
การแผ่เมตตาให้เขา แท้จริง ก็คือ แผ่ให้ตัวเรานั่นเอง
การให้เขา คือ การให้เรา เพราะเขาอยู่กับเรา
เขา คือ ร่างกายของเรา
เขาสละชีวิตเลือดเนื้อ มาเป็นพลังงานชีวิตเรา
แม้ขณะที่เราอ่านหนังสือหรือทำอะไรอยู่
ก็มีพลังงานของเขา คอยสนับสนุนทุกส่วน

การแผ่เมตตาทำได้ง่าย เพียงแต่ให้นึกถึงเขาเสมอๆ
คิดถึงความดีของเขา ที่ส่งเสริมให้เรามีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้
หลับตาน้อมจิตอธิษฐาน
ขออย่าให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ให้มีความปลอดภัยในชีวิต

การแผ่เมตตา ถือเป็นการแสดงความขอบคุณต่อหลายชีวิต
ที่ถูกปรุงเป็นอาหารอร่อยวางบนโต๊ะอาหาร
รอคอยเรามาร่วมวงขบเคี้ยว
ดูเหมือนเราไม่ค่อยคิดกันในเรื่องนี้
หากแต่มองเห็นทุกอย่างบนโต๊ะเป็นความอร่อย
ทั้งๆ ที่ความจริง เรากำลังกินศพหมู ศพไก่ ศพเป็ด
ศพวัว ศพกุ้ง ศพปู ศพปลา
คิดดูเถิด คล้อยหลังจากเราอิ่มเพียงชั่วโมงเดียว
เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา หูฉลามที่เรากินเข้าไป
ก็ถูกย่อยเป็นพลังงาน
ส่วนกากอาหารก็เน่าเหม็น เป็นอันตราย
กระทั่งเราต้องขับถ่ายออกมาทุกวันๆ
เราอาจคิดไม่ถึงว่า เรากำลังกินสัตว์อื่น
ชีวิตเราถูกเลี้ยงด้วยชีวิตของสัตว์อื่น
การกิน คือ การต่ออายุ
วันหนึ่งเราต่ออายุ ๓ เวลา
แต่ละเวลา เราต้องรับประทานสัตว์อื่นหลายสิบชีวิต
ขนาดใหญ่บ้าง ขนาดเล็กบ้าง
บางทีไข่ในท้องปลาที่เรากิน
หากเขาได้เกิดมาเป็นตัว ก็คงเป็นปลาจำนวนมหาศาล
แต่เราเคี้ยวกินเป็นกับข้าวเพียงคำเดียว
การแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร
จึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป้นการแสดงความขอบคุณ
และให้อภัยต่อกันและกัน
ให้เขามีความรู้สึกว่า เขามีส่วนร่วมในชีวิตของเรา
เหมือนเรายินดีต้อนรับแขก ที่เดินเข้ามาพักในบ้านเรา
แขกก็จะรู้สึกอบอุ่น เพราะการตอนรับที่ดีของเจ้าบ้าน

ต่อมาก็มาถึงการแผ่เมตตาถึงคนที่เรารัก
และคนที่เรารู้สึกว่า เขาเป็นศัตรูกับเรา
คือ เรารู้สึกเกลียดชังเหลือเกิน
ไม่อยากพูดด้วย ไม่อยากร่วมงานด้วย
ไม่อยากเกี่ยวข้อง ไม่อยากเห็นหน้า

โดยธรรมชาติของมนุษย์
ยิ่งเกลียดยิ่งได้อยู่ใกล้
ยิ่งโกรธก็ยิ่งถูกแกล้ง
เขาทำอะไรลงไป
ดูเหมือนจะขัดใจขวางหูขวางตาไปหมด
เพราะเราตั้งใจไว้ผิดเสียแล้ว
เพียงแต่เห็นก็เป็นทุกข์
เขาทำปากขมุบขมิบอยู่ไกล ไม่ได้ยินเสียง
เรายังคิดว่าเขากำลังด่าเราได้

เราเป็นทุกข์เพราะความคิด
ทุกข์เพราะจินตนาการ
เป็นความผิดของเราเอง มิใช่ความผิดของเขา
บางทีเขาก็แกล้งให้เราเป็นทุกข์
เพราะรู้ว่าให้ยาพิษแล้ว
เรายินดีรับมาดื่ม เป็นความผิดของเราเอง
เรากำลังจุดไฟภายในเผาเราเองต่างหาก

เป็นเรื่องน่าคิดว่า มนุษย์เราชอบมองหาความผิด
ชอบจับเอาความผิด เค้นหาความผิดของคนอื่น
ส่วนความผิดของตนกลับกลบเกลื่อน ไม่ค่อยจับถูก
เมื่อจับผิด เขาจึงพลาดความดีตลอดเวลา
อะไรที่เป็นขยะ จึงขนเข้ามากองในใจทั้งหมด
สุดท้ายหัวใจของเขา ก็กลายเป็นกองขยะที่เน่าเหม็น
มิใช่หิ้งบูชาที่งดงามอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้
ปรับวิธีดำรงชีวิตเสียใหม่ ไม่ให้ใจเป็นถังขยะ
แต่ให้ใจเป็นหิ้งบูชาพระที่งดงามทุกวัน
ด้วยการมองหาดีของคนให้พบ
มองบวก คิดบวก พูดบวก
เพราะการทำอะไรเป็นบวก จะทำให้ได้กำไร และใจสบาย

ส่วนการมองลบ คิดลบ พูดในทางลบ
นอกจากตัวเองเกิดทุกข์แล้ว
ยังทำให้ผู้อยู่รอบตัวเราเป็นทุกข์ตามไปด้วย
เราควรหลีกเลี่ยงคนที่คิดในทางลบ
เพราะทำให้ชีวิตเราติดลบไปด้วย

การแผ่เมตตา คือ การคิดบวก พูดบวก มองหาดี
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก
แต่ความจริงหากฝึกให้เป็นนิสัย ก็เป็นเรื่องง่าย
เพราะโดยธรรมชาติแล้ว
เราชอบใคร เราก็อยากไปหาคนนั้น
เรารักใครมาก ก็อยากยกให้เขาหมด
มีอะรก็ให้หมดได้โดยไม่รู้สึกเสียดาย
แม้บางครั้ง เขาไม่อยากได้
เรายังอุตส่าห์ยัดเยียดให้เลย ถ้าพอใจ ภูมิใจ
พอเขาไม่รับ ก็อาจเสียใจลึกๆ
หาว่าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ยินดีตอนรับ
จากรักก็พาล จะกลายเป็นร้ายไปได้

มาถึงคนที่เราเกลียดชัง
เรื่องจะแบ่งใจให้ไม่มีอยู่แล้ว
เรื่องง่ายก็มักเป็นเรื่องยากเสมอ
จึงจำเป็นต้องหาวิธีแผ่เมตตาที่แยบคาย

โดยธรรมชาติมนุษย์ เกลียดชังใคร
แม้แต่เงา เราก็ไม่อยากเห็น มีอะไร ก็ไม่อยากให้
เราไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนๆ นั้น
ต้องการเดินคนละเส้นทาง ห่างได้ยิ่งดี
แต่เขาลืมคิดไปว่า ทางอารมณ์เราหนีตัวเองไม่ได้
ยิ่งเดินหนีก็ยิ่งวิ่งตาม
อารมณ์โกรธเกลียด ก็มักจะวิ่งตามขนาบเราไป
บางทีก็วิ่งข้ามภพข้ามชาติไปกับเรา
ก่อเหตุร้ายไม่สิ้นสุด
ยุติพยาบาทในชาตินี้ให้ได้
แผ่เมตตาให้ อโหสิกรรมกันให้ได้ในชาตินี้

จะมีใครคิดบ้างว่า
ศัตรูบางคน ตั้งความปรารถนาขอไปเกิดเป็นลูกของเราก็มี
เพื่อจะได้เผาผลาญจิตใจของเราให้ถึงที่สุด
เช่น ลูกบางคนเกิดมา เพื่อผลาญทรัพย์สินสมบัติของพ่อแม่
ทำให้พ่อแม่เกิดทุกข์ สอนไม่ได้ บอกไม่ฟัง
ทำให้พ่อแม่นอนเป็นทุกข์ กินไม่ได้
ไม่เคยมีความภูมิใจในลูก มีแต่ความกลัดกลุ้มใจ

บางคนพ่อแม่ถึงขนาดตัดขาดจากความเป็นพ่อแม่ลูกกันก็มี
สิ่งเหล่านี้ เราต้องมองให้ออก
และหาวิธีแก้ต้นเหตุที่ระบบความคิดของเราให้ได้

แต่ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่คนเราชังใครมากๆ
มักจะต้องได้เกี่ยวข้องกับคนนั้น
ไม่อยากเห็นหน้าใคร ก็มักจะได้เห็นเขาอยู่บ่อยๆ
ยิ่งเกลียดยิ่งได้อยู่ใกล้
ถึงขนาดบางคนต้องมาอยู่เป็นคู่ชีวิตก็มี
กรรมเวรมีจริง ผลของการอาฆาตพยาบาท ให้ผลร้ายขนาดนี้

อะไรทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
พลังงานความคิดที่เรา ไม่ยอมปลดปล่อยอารมณ์ออกไปนั้นเอง เป็นเหตุ
สังเกตดูให้ดีจะเห็นว่า เราคิดเกลียดเมื่อใด
ก็เท่ากับเราทาสีลงบนผ้า ที่สีกำลังจะเลือนหายไป
เราคิดโกรธเมื่อใด
เท่ากับเราตอกย้ำให้เกิดความคมชัดทางความรู้สึกขึ้นมาอีกเท่านั้น
เป็นการเติมมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
ที่มีต่อคนๆ นั้น ให้คงเหลืออยู่ตลอดเวลา
ทั้งๆ ที่ใกล้จะเลือนหายไปแล้ว

คนเราชอบพูดถึงคนที่เราเกลียด
เมื่อพูดบ่อยๆ อารมณ์นั้นก็จะฝังแน่นในใจ
แม้ไม่ปรารถนาจะเก็บความไม่ดีของคนนั้นไว้
เขาหารู้ไม่ว่า นั่นคือ การนำขยะที่เน่าเหม็นมาเก็บไว้ในใจตัวเอง

ในที่สุด ใจเราก็เต็มไปด้วยอารมณ์เกลียด
อารมณ์เน่าเฟะอยู่ในใจเรา
พึงจำไว้ว่า คนที่เราเกลียดชังหรือโกรธแค้น
หยุดพูด...ก็หยุดคิด
หยุดคิด...ก็เลือนหาย
เพียงแต่เราอดใจไม่ได้ มักย้ำคิด ย้ำทำ ย้ำพูด
สติเราไม่พอกับความรุนแรงของอารมณ์
การยับยั้งชั่งใจไม่เข้มแข็ง
จึงต้องเหยียบย่ำทำกรรมในใจตัวเอง

ขอให้สังเกตดูให้ดี เรื่องนิดเดียวสามารถบานปลาย
ได้ด้วยคำพูดเพียงคำเดียว
บางทีเราพูดนิดเดียว แต่คนฟังนำไปขยายต่ออีกสิบ
พูด ๒ ครั้ง ก็นำไปขยายต่ออีกนับไม่ถ้วน
ความเกลียดชัง อาจเริ่มต้นจากจุดนิดเดียว
แต่กลายเป็นเชื้อไวรัสมากมาย
เพราะคำพูดของเรา เพราะปากของเราเอง
เพราะเห็นแก่ความสนุกปาก

การปรับทุกข์ในบางครั้ง
ก็ไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อเพลิงความทุกข์ ให้ตัวเอง
เติมเชื้อแห่งความอาฆาตพยาบาท ลงไปในจิตใจเราเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องหาวิธีแผ่เมตตาให้ถูกต้อง
คือ แผ่ให้ถึงศัตรูให้ได้
เพื่อให้ความเป็นศัตรูในใจเขาและเราหมดไปจากกัน
ยุติบทบาทกรรมข้ามภพข้ามชาติให้ได้

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอน
ให้เราแผ่เมตตาด้วยการใช้คำว่า
“สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง”
คำนี้มีนัยที่สำคัญมาก
นั่นคือ ทรงสอนให้เราแผ่เมตตาให้ถึงศัตรูได้ โดยไม่รู้สึกติดขัด

ให้คิดว่าคนทุกคนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มาเยือนโลก
ชาติชั้นวรรณะ เขาสมมติเรียกให้
เผอิญเกิดบนแผ่นดินไทย ก็เรียก คนไทย
หากเกิดที่จีน ก็เรียก คนจีน
เกิดญี่ปุ่น ก็เรียกว่า คนญี่ปุ่น
แต่ความเป็นคนเป็นสัตว์เท่ากัน
มีความเสมอกันในการได้ชีวิต
จริงๆ แล้ว เราก็อยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน...ก็ต้องจากโลกนี้ไปทั้งนั้น

การมาเกิดจึงไม่ต่างจากการมาเที่ยว
เมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็