ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงปู่กูด วัดใจ  (อ่าน 4720 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ปุญฺญานุสฺสติ(สิบทัศน์)

  • *โปรดระวัง - สีลัพพตปรามาส, ๗ เดือน ๑๙ วันจะเก็บแต่ความทรงจำที่ดีๆไว้, ตถตา (เช่นนั้นเอง).
  • ...
  • *****
  • กระทู้: 6436
  • เพศ: ชาย
  • ผู้สอนคือผู้ลวง? ผู้เรียนคือผู้หัดที่จะลวง?
    • ดูรายละเอียด
    • เฟสบุ๊ควัดบางพระ (หลวงพ่อเปิ่น)
หลวงปู่กูด วัดใจ
« เมื่อ: 21 ม.ค. 2551, 09:33:12 »
แนะนำพระสุปัฏิปันโณ อีกรูปหนึ่งนะครับ ผมไปอ่านเจอแล้วน่าศรัทธาเลยนำมาฝากครับ :017:(คัดลอกมาจาก พลังจิต)
หลวงปู่ผู้หลีกเร้นอยู่ในป่า

--------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันเสาร์หนึ่งต้นปี 2545 กัลยาณมิตรผู้เป็นอุปฐากใหญ่ของหลวงปู่กูดแห่งวัดใจ ได้นำขึ้นเขาไปอยู่ ค้างคืนภาวนาในถ้ำเฝ้าหลวงปู่ หลังจากที่หลวงปู่ขึ้นมาภาวนาเป็นสัปดาห์ที่ 3 แล้ว เป็นโอกาสที่ได้สัมผัสกับการปฏิบัติตนตามพุทธประเพณีอย่างเคร่งครัดของพระสงฆ์สาวก แม้หลวงปู่อายุจะครบ 87 แล้วก็ยังแสวงความวิเวก มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ระย่อกับความขัดข้องของธาตุขันธ์ ปฏิบัติตามธุดงควัตรเป็นปกติ คนที่อายุน้อยกว่าหลวงปู่คราวหลาน ทั้งเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอยังหอบแล้วหอบอีก เหงื่อไหลโทรมกาย กว่าจะขึ้นถึง แม้จะพออยู่พอภาวนาได้ก็เป็นเพียงคืนเดียว มีข้อปลอบใจว่าเดี๋ยวก็จะได้กลับมาพบความสุขสบายตามเดิม ในขณะที่หลวงปู่อยู่เป็นปกติ ภาวนาทั้งคืน เป็นธรรมดาอย่างที่สุด

ได้พบได้เห็นด้วยตนเองก็เป็นบุญเหลือเกินแล้ว ธรรมวินัยของพระพุทธองค์ ธุดงควัตรตามพุทธประเพณี ยังได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยสงบเยือกเย็นและเป็นธรรมดา

ต่อมาไม่นานนัก จากคำบอกเล่าของกัลยาณมิตร ผู้เป็นอุปฐากก้นกุฏิของหลวงปู่ เป็นเวลาค่ำแล้วขณะที่หลวงปู่กำลังปฏิบัติสมณธรรมอยู่ในกลด (หลวงปู่ขึ้นเขามาอยู่ในถ้ำเป็นเดือนแล้ว) พบว่ามีมดไต่อยู่บนตัว จึงเปิดกลดออกดู ก็เห็นมดดำขนาดใหญ่ล้อมอยู่เป็นหมื่นๆตัว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหลวงปู่ได้เอ่ยวาจาว่า "อโหสิกรรมให้เด้อ" และปลดจีวรออกจากตัว กองทัพมดป่าก็เข้ารุมกัดทึ้งเนื้อหนังของหลวงปู่ตลอดคืน กระทั่งเช้าขึ้น พระ-เณรที่มาเฝ้าอยู่หน้าถ้ำถึงได้เข้ามาเห็นฝูงมดที่ปกคลุมร่างของหลวงปู่ดำมืดไปทั้งองค์ เอะอะแจ้งบอกมายังอุปฐากก้นกุฏิท่านนี้ จึงได้รีบแจ้นไปพาหลวงปู่เข้าโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ก็ได้ให้เข้าไอซียูทันที

แม้เมื่ออยู่โรงพยาบาลแล้ว ยังไม่วายต้องคอยปลดมดออกจากตัวหลวงปู่ ตามร่างกายส่วนใดที่ถูกมดใหญ่กัดแทะก็จะเห็นเป็นรอยแผลรอยเนื้อหนังแหว่งออกไป ส่วนใดที่เป็นพื้นที่ของมดเล็กก็จะไม่ค่อยเห็นรอยหนังเปิด แต่ก็อักเสบบวมแดงจากพิษอย่างน่ากลัว ยับเยินไปทั้งร่าง

แม้ธาตุขันธ์ของหลวงปู่จะชอกช้ำ น่าเจ็บปวดทรมานสักเพียงใด หลวงปู่ก็ยังทรงไว้ซึ่งสติและความเมตตาเป็นปกติธรรมดาอย่างที่สุด ซ้ำยังลุกขึ้นมานั่งเทศน์แสดงธรรมให้แก่ลูกศิษย์ที่รุดมาดูอาการด้วยความห่วงใย

ธรรมะที่หลวงปู่ได้แสดงอย่างเอาธาตุขันธ์เข้าแลก สุดจะแจกแจงบรรยาย แต่อย่างน้อย ประการหนึ่งก็ได้เห็นเป็นอัศจรรย์ในคุณธรรมอันวิเศษเหนือสติปัญญาของเรา ที่หลวงปู่วางธาตุขันธ์ราวกับซากศพให้ฝูงมดกัดแทะเป็นอาหารได้ตลอดคืน อีกประการหนึ่งก็ได้เห็นการแสดงผลของกฎแห่งกรรม ได้เห็นความทุกข์ทรมานจากการทรงขันธ์ในวัฏสงสาร ไม่เว้นแม้ภิกษุชราภาพผู้ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันวิเศษ

ครับ ไม่ว่ากระแสโลกจะเป็นอย่างไร ก็ยังปรากฏผู้ปฏิบัติรักษาพระสัทธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ ภิกษุผู้มีความเด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติรักษาพุทธประเพณีและพระธรรมวินัย ธุดงควัตรอย่างเป็นอธิ ดุจดังพระมหากัสสปในครั้งพุทธกาลยังมีปรากฎอยู่ และที่สำคัญพระภิกษุผู้ปล่อยวางธาตุขันธ์ดังซากอสุภะยังมีให้พบสัมผัสอยู่

ถ้าจำไม่ผิด ท่านเกิดในจังหวัดทางอีสานใต้และทิ้งครอบครัวออกบวชเมื่ออายุประมาณ 50 ปี โดยเคยบวชเณรมาก่อน ครั้งเมื่อเป็นเณร ที่วัดได้ยินกิตติศัพท์หลวงปู่มั่น ก็ทิ้งท่านไปหาหลวงปู่มั่นกันหมด แม้ท่านอยากจะตามไปด้วยก็ไม่สามารถทำได้เพราะยังเด็กเกินไป ไม่สามารถเดินทางด้วยตนเองได้ เมื่อมีครอบครัว ท่านเกิดความรู้สึกเบื่อการครองเรือนมากจนไม่สามารถทนอยู่ในบ้านได้ ต้องออกไปนอนตามเขียงนา และในที่สุดก็ตัดสินใจทิ้งครอบครัวเพื่อออกบวช ขณะที่เดินจากมานั้น โดยท่านกำลังเดินอยู่บนเขา ภรรยาวิ่งตามมาทันที่ตีนเขา ร้องเรียกให้กลับไป ท่านก็ไม่หวั่นไหว หันหลังให้แล้วเดินจากไป

ซึ่งแม้ท่านไม่ได้พบหลวงปู่มั่น แต่ก็ได้อาศัยสำนักต่างๆในสายอีสาน เช่น ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระลูกวัดของหลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ และอาจเป็นวิบากแห่งความปรารถนาพุทธภูมิ จึงดูเหมือนท่านมิได้กราบครูบาอาจารย์องค์ใดเป็นอาจารย์อย่างชัดเจน คงได้แต่ฟังคำแนะนำเป็นครั้งคราวแล้วหลีกเร้นเข้าถ้ำเข้าป่า ทำความเพียรตามลำพัง

เพราะท่านออกบวชเมื่ออายุมากแล้ว จึงเร่งทำความเพียรมาก เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี กลับพบว่าไม่ค่อยก้าวหน้าในเรื่องมรรคผลสักเท่าใด เนื่องจากท่านปรารถนาพุทธภูมิอยู่โดยไม่รู้ตัว จนได้ครูบาอาจารย์ผู้เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นท่านหนึ่งสะกิดให้ จึงได้ระลึกรู้แล้วลาพุทธภูมิ ก่อนที่จะลาพุทธภูมิ ขณะหลวงปู่ปฏิบัติธรรมจะมีความสว่างที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ แม้เป็นเวลาเดือนมืด พระ-เณรชอบไปแอบดูความอัศจรรย์นี้ ครั้นลาแล้วความสว่างนี้ก็หายไป เข้าใจว่าเป็นการสงเคราะห์จากภูมิละเอียดที่ต้องการสร้างบารมีกับพระโพธิสัตว์

กัลยาณมิตรของผมได้มีโอกาสรู้จักหลวงปู่เมื่อประมาณกว่า 10 ปีที่แล้ว จากอาจารย์ของท่าน(ท่านอาจารย์สมาน แห่งวัดหินโป้งเป้ง จ.หนองคาย ปัจจุบันท่านประจำอยู่ที่ประเทศสหรัฐ) ขณะนั้นหลวงปู่อาพาธหนักติดต่อกันมาหลายปี มีโรคต่างๆรุมเร้า เช่น วัณโรคกระดูก เกาต์ ความดัน หัวใจ แพ้ยา ฯลฯ หูดับสนิท(จากอาการแพ้ยาขณะนั้น) ลุกเดินไม่ได้ ต้องถัดไปกับพื้นเพื่อขับถ่าย ตาเกือบมองไม่เห็น ตามเนื้อตัวมีอาการบวม ผิวหนังเป็นแผลพุพอง ไม่สามารถจะล้มตัวลงนอนได้ ต้องอยู่ในท่ากึ่งนอนกึ่งนั่งตลอดเวลา อาหารแข็งก็ฉันไม่ได้ ได้แต่เฉพาะที่เป็นน้ำครั้งละเล็กละน้อยเท่านั้น ท่านอาจารย์สมานได้บอกเพื่อนของผมว่าจากทุกขเวทนาของธาตุขันธ์ที่ต่อเนื่องมาหลายปีนี้เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทานทน การที่หลวงปู่ยังทรงขันธ์อยู่ได้ ก็น่าจะเป็นเพราะสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ พร้อมกับได้ฝากฝังให้เพื่อนท่านของผมนี้ดูแลด้วย มิฉะนั้นอีกไม่นานหลวงปู่อาจจำเป็นต้องดับขันธ์ ซึ่งท่านผู้นี้ก็ได้นำหลวงปู่มาเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพ ปรนนิบัติรักษาหลวงปู่ด้วยความเคารพศรัทธาจนหลวงปู่หายป่วย

ครั้นหลวงปู่กลับไปวัดที่จ.อุดร ผู้ที่เคารพศรัทธา ณ ที่นั้น ยังคงเพียงหวังพึ่งบุญหลวงปู่เพื่ออิทธิฤทธิ์และโชคลาภ โดยเฉพาะเรื่องหวยเป็นส่วนใหญ่ หลวงปู่จึงขอให้ท่านผู้นี้พาออกมาเสีย และในที่สุดก็ได้มาอยู่ที่วัดใจ ในบริเวณป่าละอู ซึ่งอุปัฏฐากท่านนี้ศรัทธาปลูกสร้างขึ้นมาให้หลวงปู่ได้พำนัก

เท่าที่เข้าใจเอาเอง คิดว่าหลวงปู่น่าจะมีวิบากเป็นพวกภูมิละเอียดมากกว่ามนุษย์ อันคงจะเป็นบริวารที่ติดตามหวังพึ่งหลวงปู่ หากเมื่อหลวงปู่ลาพุทธภูมิเสีย เหล่าบริวารจึงออกฤทธิ์ออกเดชกันยกใหญ่ หลายครั้งหลายคราว

หลายครั้งที่ผมได้ติดตามเพื่อนท่านนี้ไปกราบหลวงปู่ ก็ได้รับความเมตตาอย่างมากจากหลวงปู่เสมอ ที่มีแต่เฝ้าบอกสอนธรรมะให้ลัดตรงเข้าสู่พระนิพพานแต่ถ่ายเดียว

ปัจจุบันหลวงปู่ลงมาอยู่ที่วัดป่าบ้านวไลย ใกล้ถนนใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย ไม่ต้องวิ่งลึกเข้าไปในเขตป่าละอูเหมือนวัดใจ แต่ครั้งหนึ่งที่เข้าไปกราบหลวงปู่ในช่วงหน้าฝนปี 2546 พอจะกลับก็เจอกับกระแสน้ำป่าไหลท่วมสะพานเข้าวัด เกือบออกมาไม่ได้ ดีที่มีกัลยาณมิตรอีกท่านที่ชำนาญการขับรถในป่า รู้เทคนิคบังคับรถ ฝ่ากระแสน้ำออกมาได้ด้วยความปลอดภัย

หากต้องการถวายทานกับหลวงปู่ควรไปแต่เช้าให้ถึงวัดประมาณ 7:00น ไปที่โรงครัวเลยเพื่อจัดอาหารที่เตรียมมาถวาย อาหารขบฉันต้องเป็นของอ่อนๆ ย่อยง่าย และไม่ทำให้โรคเกาต์กำเริบ เช่น พวกเนื้อไก่-สัตว์ปีกอื่นๆ ไข่ เครื่องใน และหน่อไม้ ต้องงดเว้น อาหารรสจัดและเสาะท้องต้องงดเว้นเช่นกัน น้ำขิงไม่ถูกธาตุขันธ์กับหลวงปู่ ซึ่งเมื่อฉันเสร็จก็เป็นเวลาเดียวที่จะถวายของ และขอรับฟังธรรมได้ แต่จะเป็นเวลาไม่นานนัก หลังจากนั้นหลวงปู่จะบำเพ็ญสมณกิจโดยตลอด ไม่ควรรบกวน อีกเวลาหนึ่งที่สามารถเข้าไปกราบได้คือหลังหลวงปู่สรงน้ำเสร็จใหม่ๆ เวลาประมาณ 15:30น

ส่วนเครื่องไทยทานอื่นๆก็ไม่ทราบจะแนะนำอะไร เพราะหลวงปู่สมถะแบบพระป่าจนน่ากลุ้มใจสำหรับผู้มุ่งหวังจะเอาบุญกับท่าน ครั้งที่ผมไปขออาศัยค้างคืนปฏิบัติธรรมในถ้ำ ไม่ได้เตรียมอะไรไปถวายเลย คิดจะไปซื้ออาหารถวายเอาข้างหน้า เมื่อถึงสถานการณ์จริงก็พบว่าขัดข้องขึ้น-ลงลำบากไม่ทันการ ได้แต่นึกเสียดายอยู่ในใจ แต่ก็เหมือนหลวงปู่เมตตา สายวันรุ่งขึ้นขณะที่ทุกคนกำลังจะออกจากถ้ำเพื่อยุติการรบกวนหลวงปู่จากการปฏิบัติสมณธรรม เกิดเอะอะกันขึ้นว่าหลวงปู่ไม่ได้เอาไฟฉายมาจากกลด (ที่นั่งฉันและรับแขกอยู่ห่างจากกลด) ผมจึงได้โอกาสรีบถวายไฟฉายที่ติดตัวไป เพื่อนของผมปากไว้ด้วยความเคยชินมรรยาทสังคม บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ของหลวงปู่มีอย่างดีอย่างใหญ่ เดี๋ยวขึ้นไปเอามาให้หลวงปู่ได้ เล่นเอาผมใจตกวูบ หลวงปู่ก็เอ่ยแย้งขึ้นอย่างเมตตาเป็นที่สุดว่า อันนี้มันเล็กเหมาะดี เล่นเอาปลื้มปีติอยู่อีกหลายวันและทุกครั้งที่นึกถึง แต่ก็ยังมีแถมให้ยิ่งปลื้มไปกว่านั้น บางครั้งที่ไปกราบหลวงปู่ก็ยังสังเกตุเห็นไฟฉายกระบอกน้อยแบบนักดำน้ำใช้ สีเหลืองใสสะดุดตา อันที่ได้ถวายไว้วางใกล้ที่หัวนอนของหลวงปู่ดุจเป็นเครื่องบริขารประจำ

เส้นเกศาของหลวงปู่ศักดิ์สิทธิ์มาก แปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุก็มี ผู้ที่อาราธนาติดตัวได้พบความอัศจรรย์กับตัวเองหลากหลาย มีกรณีหนึ่งอดีตหัวหน้าเจ้าหน้าป่าไม้เขตนั้นเคยนำเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้ แล้วถูกดักซุ่มยิงด้วยอาวุธสงครามชนิดที่คงต้องการไม่ให้เหลือรอดออกไปเลย หากกลับไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่เป็นระยะหวังผล

ชานหมากของท่านก็มีผู้จ้องขอตลอดเวลา หากศรัทธาปรารถนา ควรกราบเรียนขอท่านเมตตาไว้ตั้งแต่ท่านเริ่มมาถึงศาลา แต่ถ้ามีผู้อื่นขอไว้แล้วก็ควรงดเว้น มิฉะนั้นท่านจะเมตตาฉันเพิ่มกว่าปกติ ซึ่งเป็นการรบกวนธาตุขันธ์ท่านเกินไป

พรของหลวงปู่เป็นที่เชื่อศรัทธาว่า ทันตาเห็น แต่ก็ใช่จะหว่านโปรยอย่างขัดต่อกฏแห่งกรรม นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้รับพรจากหลวงปู่ไปได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งภายในเวลาไม่กี่วัน ล่าสุดมากราบขอพรจากหลวงปู่อีก หลวงปู่ก็เมตตาอำนวยอวยชัยให้ดังปรารถนา แต่ตบท้ายด้วยใจความว่า ?.ความสุขความสมหวังที่ต้องการและอวยพรให้นั้นจะสำเร็จได้ก็ต้องด้วย กายกรรม มโนกรรม และวจีกรรมที่สุจริต?. เจ้ากรมทหารท่านหนึ่งพาลูกน้องมากราบหลวงปู่เป็นคันรถบัส พอจะเรียงแถวเข้ามาขอพร หลวงปู่ก็กวักมือเรียกท่านเจ้ากรมให้มานั่งข้างๆ และเมื่อลูกน้องท่านเจ้ากรมกราบขอพรให้ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง หลวงปู่ก็หันมาถามเจ้ากรมว่า จะให้เขาไหม??

ทุกครั้งที่ได้ฟังธรรมของหลวงปู่ ก็ล้วนแล้วเป็นการไล่ให้ไปพระนิพพานทั้งสิ้น มีประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่น คือ ?พิจารณา ธาตุ4 ขันธ์5 อายตนะ6 ให้มาก พระนิพพานก็อยู่ตรงนี้แหละ? และยังมีอีกวลีที่กระแทกใจคนกิเลสหนาอย่างผมได้อย่างถึงกึ๋น คือ ??..มัวบริโภคความโง่อยู่ทำไม?..? :017: